"ถ้าท่านขยับอีกนิดเดียว ข้าจะถือว่าท่านกำลังลวนลามผู้บัญชาการอัศวิน และดาบในมือข้าคงต้องแสดงความรับผิดชอบแทนสมองของท่านแล้วนะครับ เรย์"
น้ำเสียงของเซร่าไม่ได้ติดตลกเลยแม้แต่น้อย มันราบเรียบ เย็นเยียบ และจริงจังเสียจนคมดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ยังอยู่ในฝักกระแทกเข้ากับซี่โครงของผมเบาๆ เป็นการเตือนครั้งสุดท้าย
แต่ปัญหาก็คือ... ในเวลานี้ ร่างกายของผมถูกกดทับอยู่กับผนังหินชื้นแฉะของดันเจี้ยนชั้นที่สาม ด้านซ้ายคือซากของกอบลินกลายพันธุ์ที่เพิ่งสิ้นฤทธิ์ด้วยเวทมนตร์อัญเชิญสายมืด ส่วนด้านขวาคือทางตันที่ไม่มีทางเลือกอื่นให้หลบหนี
และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด—
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบภาวะวิกฤตทางชีวภาพ ค่าพลังชีวิตของท่านและเซร่าต่ำกว่าเกณฑ์ความปลอดภัย 15%]
[เงื่อนไขเฉพาะหน้า: บังคับใช้ 'มาตรการประสานออร่าชีพ' เพื่อฟื้นฟูสภาวะฉุกเฉิน]
[วิธีปฏิบัติ: โอบกอดเป้าหมาย (เซร่า) แนบแน่นเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วินาที]
[บทลงโทษหากฝ่าฝืน: สูญเสียค่าประสบการณ์ทั้งหมด และติดสถานะ 'คำสาปความอับอาย' เป็นเวลา 7 วัน]
ตัวอักษรสีแดงฉานโปร่งแสงนับสิบบรรทัดกำลังกระพริบเตือนอยู่ตรงหน้าผมด้วยความเร็วจนน่าเวียนหัว ระบบเวรตะไลนี่ชักจะเอาใหญ่แล้วนะครับ! จากเดิมที่แค่บังคับให้ผมต้องพูดจาหวานเลี่ยนใส่เธอเพื่อเก็บแต้ม วันนี้ถึงขั้นออกคำสั่งเชิงกายภาพที่เสี่ยงต่อการโดนหัวขาดจากดาบอัศวินศักดิ์สิทธิ์เนี่ยนะ?
"ผมไม่ได้อยากจะหาเรื่องใส่ตัวหรอกนะครับ เซร่า แต่ถ้าคุณลองก้มลงมองหน้าจอสีฟ้าเรืองแสงข้างๆ หัวผมนี่สักนิด คุณน่าจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงไม่อยากขยับหนีไปไหน" ผมพยายามควบคุมน้ำหนักเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าเหงื่อเม็ดโตจะเริ่มซึม
เซร่าขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาสีฟ้าครามคมกริบเหลือบมองไปยังหน้าต่างระบบที่ผมอ้างถึง
อัศวินสาวแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัย ชำนาญทั้งดาบและคาถำชำระล้าง เธอยืนหยัดในสมรภูมิมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีตำราพิชัยสงบทหารบทไหนสอนวิธีรับมือกับ "ระบบเนโครแมนเซอร์สติเฟื่อง" ที่คอยสร้างสถานการณ์ชวนเข้าใจผิดแบบนี้มาก่อนเลย
นิ้วเรียวยาวของเธอที่กุมด้ามดาบกระชับแน่นขึ้นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ อย่างใช้ความคิด ความเงียบโรยตัวลงมาท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของซากอสูรและกลิ่นจางๆ ของสมุนไพรฟื้นพลังที่เปรอะเปื้อนอยู่บนเกราะเหล็กกล้า
"ระบบบ้าๆ นี่..." เซร่าพึมพำลอดไรฟัน น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นระริกด้วยความเคืองแค้น "มันจงใจ... มันจงใจกลั่นแกล้งเราสองคนชัดๆ"
"ผมเห็นด้วยกับคุณเป็นครั้งแรกเลยครับ" ผมถอนหายใจยาวเหยียด ยอมรับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ "แต่ถ้าเราไม่ทำตาม... ผมเกรงว่าผมคงไม่มีแรงแม้แต่จะพยุงคุณออกจากดันเจี้ยนนี้ในสภาพที่ยังมีลมหายใจนะครับ"
บาดแผลจากการต่อสู้กับบอสประจำชั้นเมื่อครู่ทำให้พลังชีวิตของเซร่าร่วงลงแตะขีดอันตราย หน้าอกภายใต้ชุดเกราะอัศวินกระเพื่อมขึ้นลงถี่รัว ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทาด้วยพิษบาดแผลและความเหนื่อยล้า หากปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่ถึงห้านาที เธอคงหมดสติไปก่อนที่เราจะได้เห็นแสงตะวันข้างนอก
ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วสินะครับ
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ศาสตราจารย์ด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างผมเกลียดการตัดสินใจที่ไร้เหตุผลที่สุด แต่ในสถานการณ์นี้ การยอมทำตามระบบที่งี่เง่า ดีกว่าการสูญเสียกำลังรบที่สำคัญที่สุดไปอย่างแน่นอน
ผมยกแขนขึ้นอย่างระมัดระวังราวกับกำลังเก็บกู้ระเบิดเวลา แล้วค่อยๆ โอบรอบเอวบางภายใต้ชุดเกราะหนักของเซร่าอย่างเบามือที่สุด
*พรึบ!*
เสียงสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ของอัศวินสาวดังขึ้นทันทีที่แผ่นอกของเราแนบชิดเข้าหากัน ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยไอสังหารของเธอสะดุ้งเฮือกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูง เซร่าเบิกตากว้าง ใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยราบนิ่งมาตลอดชีวิตพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูและลำคอขาวผ่อง
"เรย์... เจ้า...!" เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสีฟ้าครามไหววับด้วยความตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูก มือข้างหนึ่งที่ว่างอยู่พยายามจะผลักไหล่ผมออก แต่เพราะเรี่ยวแรงที่ถดถอยทำให้มันกลายเป็นการจับเสื้อของผมไว้แน่นเสียมากกว่า
"อยาเกร็งสครับ เซร่า ถ้าคุณขัดขืน ระบบมันจะรีเซ็ตเวลาใหม่ และเราจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งผมคิดว่าคุณคงไม่อยากเสียเวลาอยู่กับผมนานขนาดนั้นหรอกครับ" ผมกระซิบเบาๆ อยู่ข้างใบหูของเธอ พยายามรักษาKINSHIPของระยะห่างให้อยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุดจากคมดาบ
[แจ้งเตือนระบบ: เริ่มต้นกระบวนการประสานออร่า... 59... 58... 57...]
ตัวเลขถอยหลังสีทองปรากฏขึ้นเหนือหัวของเรา พร้อมกับความรู้สึกอุ่นวาบที่แผ่ซ่านออกมาจากจุดสัมผัส พลังงานเวทมนตร์สีดำสนิทของเนโครแมนเซอร์ถูกหลอมรวมเข้ากับออร่าศักดิ์สิทธิ์สีขาวบริสุทธิ์ของอัศวินอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่การหักล้างกัน แต่เป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบ แผลฉีกขาดตามร่างกายของพวกเราเริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว ความเหนื่อยล้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยความกระปรี้กระเปร่า
แต่ว้าว... บรรยากาศมันชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเสียจริงครับ
ในระยะประชิดขนาดนี้ ผมสามารถได้ยินเสียงหัวใจของเซร่าที่เต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก มันดังแข่งกับเสียงแจ้งเตือนของระบบจนแทบจะกลบเสียงรอบตัวจนหมดสิ้น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ผสมผสานกับกลิ่นอายเหล็กกล้าและเหงื่อจากการต่อสู้ ลอยเข้าจมูกจนทำให้ผมเผลอเคลิ้มไปชั่วขณะ
เซร่าเองก็ดูเหมือนจะตระหนักถึงสถานการณ์นี้เช่นกัน เธอก้มหน้าลงซบกับไหล่ของผมเพื่อหลบสายตา ใบหน้าที่แดงก่ำจนแทบจะไหม้อยู่แล้วถูกซ่อนไว้ภายใต้เรือนผมสีเงินสลวยที่คลอเคลียอยู่แถวต้นคอของผม
"ถ้า... ถ้าเรื่องนี้แพรพรายออกไป... ข้าจะ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาของเธอสั่นเครือเต็มไปด้วยความเขินอาย
"ไม่มีใครรู้หรอกครับ ความลับนี้จะอยู่แค่ระหว่างเรากับระบบที่น่ารำคาญนี่เท่านั้น" ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ พยายามผ่อนคลายบรรยากาศที่ตึงเครียดให้เจือด้วยความอบอุ่น
เวลาผ่านไปช้าเหลือเกินในความรู้สึกของคนทั้งคู่ จาก 30 วินาที... ลดลงเหลือ 10 วินาที... และในวินาทีที่ 3 ก่อนที่ภารกิจจะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันอย่างรุนแรงก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์มืดเบื้องหน้า
มันไม่ใช่เสียงของกอบลิน หรือมอนสเตอร์ชั้นต่ำทั่วไป...
แต่มันคือเสียงก้าวเดินของ "สิ่งนั้น" สิ่งที่บันทึกของกิลด์ระบุว่าเป็นเพียงตำนานปรัมปรา
เซร่าผละออกจากอ้อมแขนของผมทันทีด้วยสัญชาตญาณนักรบ ดาบศักดิ์สิทธิ์ถูกชักออกจากฝักพร้อมตวัดตั้งรับอย่างรวดเร็ว แม้ใบหน้าของเธอยังคงหลงเหลือร่องรอยความเขินอายและความแดงก่ำอยู่ก็ตามที เธอกัดฟันแน่น ดวงตาจ้องมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้าด้วยความตื่นตัวขั้นสุดยอด
"เรย์... ถอยไปข้างหลังข้า" เซร่าเอ่ยเสียงต่ำ ไอออร่าศักดิ์สิทธิ์พวยพุ่งออกจากร่างของเธออีกครั้งเพื่อขับไล่ความมืด
ผมไม่ได้ถอยตามที่เธอบอกครับ ในทางกลับกัน ผมก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างเธอ พร้อมกับที่ดีดนิ้วเรียกโครงกระดูกนักเวทสามตัวออกมาลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือศีรษะ แสงสีฟ้าเย็นยะเยือกจากดวงตาของพวกมันส่องสว่างตัดกับความมืดมิดในอุโมงค์
และสิ่งที่ก้าวพ้นเงามืดออกมา... ทำให้รอยยิ้มสบายๆ บนใบพักตร์ของผมแข็งค้างไปทันที
นั่นไม่ใช่ศัตรูที่เราคาดการณ์ไว้ในแผนผังดันเจี้ยนชั้นที่สาม...
ร่างนั้นสวมชุดเกราะสีนิลทมิฬที่สลักด้วยอักขระโบราณอันคุ้นตา ใบหน้าใต้หมวกเหล็กปิดสนิทปรากฏเพียงดวงตาสีแดงฉานที่จ้องมองตรงมายังพวกเรา และที่น่าตกใจที่สุดคือ สัญลักษณ์ตราประทับบนอกเสื้อเกราะนั้น... มันคือตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลขุนนางชั้นสูงของอาณาจักรที่ควรจะล่มสลายไปตั้งแต่ร้อยปีก่อน
"อัศวินหลวงแห่งราชสำนักรุ่นแรก...?" เซร่าอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด "เป็นไปไม่ได้... พวกเขาถูกกวาดล้างไปหมดแล้วในสงครามผนึกมารไม่ใช่หรือ!"
ร่างในชุดเกราะทมิฬยกดาบยาวมหึมาขึ้นพาดบ่า ก่อนจะเปล่งเสียงแหบพร่าราวกับไม่ได้ใช้งานมานานนับศตวรรษออกมาว่า
*"ผู้ถือครองพลังแห่งความตาย... และผู้พิทักษ์แห่งแสง... เจ้ากล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในสุสานต้องห้ามขององค์ราชา?"*
[แจ้งเตือนระบบระดับ SSS: ตรวจพบ 'บอสลับ' ระดับตำนาน - ผู้บัญชาการอัศวินเงือกทมิฬ (ปรากฏตัวก่อนกำหนดเนื่องจากผลลัพธ์การประสานออร่าชีพ)]
[เงื่อนไขภารกิจใหม่: เอาชีวิตรอดจากการเผชิญหน้า หรือทำการเจรจาภายใน 3 นาที มิฉะนั้นเขตแดนทั้งหมดจะถูกผนึกถาวร]
ผมมองหน้าจอบอสระดับ SSS ที่เด้งขึ้นมาเตือนสลับกับร่างสูงใหญ่ยักษ์ที่แผ่จิตสังหารรุนแรงจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว แล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ
ดูท่าว่า... แผนการที่จะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์จิบชาอุ่นๆ ในเมืองหลวงของผม คงจะต้องถูกเลื่อนออกไปอีกยาวเลยสินะครับ
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ ที่นี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เกิดใหม่เป็นเนโครแมนเซอร์ ก็แค่จะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แต่ดันมีระบบคลั่งรัก•ตอนที่ 5
คำสั่งระบบที่ทำให้หน้าแดง
ผลงานโดย เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เนโครแมนเซอร์ฝึกหัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นเนโครแมนเซอร์ ก็แค่จะใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แต่ดันมีระบบคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!