"ดอกไม้โลหิตที่บานบนคราบน้ำตา... ต่อให้เจ้าบรรลุวิถีเซียนขั้นสูงสุด ก็มิอาจลบเลือนกลิ่นคาวเลือดที่ติดอยู่บนปลายนิ้วคู่นั้นได้หรอก"
สุ้มเสียงแหบพร่าทว่ากังวานดุจหินผากระทบสายธารดังขึ้นในความเงียบงัน หลี่มู่หยางมิได้หันกลับไปมอง บุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่ยังคงยืนตระหง่านอยู่ริมหน้าผา ปลายกระบี่ไร้นามในมือขวาชี้ลงสู่พื้นดินโดยมีหยดโลหิตสีดำสนิทไหลรินหยดลงตามคมกระบี่ พิษร้อยชนิดที่ซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้อส่งเสียงหึ่งคล้ายแมลงร้ายยามค่ำคืน สะท้อนถึงจิตสังหารที่ยังคงคุกกรุ่นไม่จางหาย
เบื้องหลังของเขาคือเซียนหลินซือ นางเซียนแห่งหอจันทร์กระจ่างผู้สง่างามและเย็นชาดั่งรูปสลักน้ำแข็ง อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือดและฝุ่นผงจากศึกนองเลือดเมื่อยามวิกาล ดวงพักตร์งดงามล้ำเลิศไร้ที่ติปรากฏรอยซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตาที่ทอดมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษเบื้องหน้ากลับมิได้มีความหวาดกลัวหรือรังเกียจ มีเพียงความลึกล้ำซับซ้อนที่แม้แต่เซียนผู้บำเพ็ญเพียรมานับร้อยปีก็มิอาจสลัดทิ้ง
"วิถีธรรมะที่ข้าเคยยึดมั่น... แท้จริงแล้วเป็นเพียงกรงขังที่สร้างขึ้นเพื่อปิดกั้นความจริงอันโหดร้ายของยุทธภพ หรือเป็นเพียงข้ออ้างของคนอ่อนแอที่หวาดกลัวต่ออำนาจแห่งฟ้าดินกันแน่?"
เซียนหลินซือเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ทว่าทุกคำกลับสั่นคลอนหัวใจของผู้ฟัง นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ชิดอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่เคยติดกายบัดนี้เจือจางด้วยกลิ่นอายความตาย ทว่ามันกลับเป็นกลิ่นอายที่ทำให้นางรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก
หลี่มู่หยางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองไปยังขอบฟ้าไกลที่เริ่มปรากฏเส้นแสงสีเงินยวงตัดกับความมืดมิด นี่คือรุ่งอรุณแห่งการแยกทาง... ช่วงเวลาที่คมกระบี่และแสงจันทร์ต้องโคจรไปคนละเส้นทางตามกฎเกณฑ์ของยุทธภพ
"เจ้าถามถูกคนแล้ว แต่กลับเลือกหนทางที่ผิดมหันต์" หลี่มู่หยางกล่าวโดยไม่หันมามอง "ข้าคือเงาที่เหยียบย่างอยู่บนซากศพ ส่วนเจ้าคือดาราบนฟากฟ้าที่ผู้คนกราบไหว้ เซียนหลินซือ... ดาราบนฟ้าจะร่วงหล่นลงมาสู่ดินโคลนเพียงเพราะห่วงหาเงาต่ำต้อยเช่นข้าไม่ได้ หากเจ้ายังคงดึงดันที่จะเดินตามรอยทางที่เปื้อนเลือดนี้ หอจันทร์กระจ่างและสำนักคุณธรรมทั้งยุทธภพคงไม่ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่รอดจนถึงค่ำคืนหน้า"
"แล้วถ้าข้าบอกว่า... ข้ามิได้สนใจฟ้าดิน หรือแม้กระทั่งสำนักคุณธรรมบ้าบอนั่นเล่า?"
คำพูดของนางหยุดชะงักลงเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะฉายแววเด็ดเดี่ยวราวกับคมดาบที่เพิ่งได้รับการเจียระไน นางก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลังของเขา ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจกั้น เซียนหลินซือเอื้อมมือเรียวขาวดั่งหยกแตะลงบนบ่ากว้างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากคมอาวุธ นางเอ่ยกระซิบข้างใบหูของเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยแต่หนักแน่นยิ่ง
"ในคืนที่ข้าใช้กระบี่ทะลวงหัวใจศัตรูเพื่อปกป้องเจ้า... ข้าได้มอบหัวใจดวงนี้ให้เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญไปหมดสิ้นแล้ว หลี่มู่หยาง ท่านคิดว่าข้ายังหวนกลับไปเป็นเซียนผู้บริสุทธิ์ไร้หัวใจได้อีกงั้นหรือ?"
บรรยากาศรอบกายพลันทอความตึงเครียดขึ้นมาทันที ปราณกระบี่ในกายของหลี่มู่หยางปั่นป่วนวูบหนึ่ง พิษร้อยชนิดในแขนเสื้อสงบลงราวกับรับรู้ถึงความสั่นไหวในจิตวิญญาณของผู้เป็นนาย จอมยุทธ์ผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่หันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาของทั้งสองประสานกันอย่างลึกซึ้ง ในแววตาเย็นชาของนางเซียนผู้นั้นบัดนี้มีเพียงเงาของเขา สะท้อนความรัก ความเจ็บปวด และการเดิมพันด้วยชีวิต
หลี่มู่หยางยกมือขึ้น ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับกระบี่มาทั้งชีวิตเกลี่ยปอยผมที่เคลียแก้มเนียนของนางออกอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่มือสังหารผู้ไร้ความปรานีเคยกระทำ ทว่าแววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ทางข้างหน้าของข้ามีแต่การแก้แค้นและคำสาปแช่ง เจ้าไม่ควรเอาอนาคตอันงดงามมาทิ้งไว้บนเส้นทางที่แม้แต่ศพก็ยังไร้ที่ฝัง" หลี่มู่หยางกล่าวเสียงทุ้มต่ำ ทว่าแฝงความอาลัยอาวรณ์ที่ยากจะปิดมิด "แยกทางกันตรงนี้เถอะ... หากพวกเรายังมีวาสนาต่อกัน ฟ้าดินย่อมนำพากลับมาพบกันเองในสักวัน"
เซียนหลินซือหลับตาลงช้าๆ น้ำใสๆ หยดหนึ่งไหลรินผ่านแก้มขาวนวลกระทบลงบนหลังมือของเขา นางพยักหน้ารับเบาๆ มิได้เอ่ยคำวิงวอนใดๆ อีก เพราะนางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ตัดสินใจสิ่งใดแล้ว ย่อมยากที่จะเปลี่ยนแปลง นางดึงกระบี่ประจำกายออกมาก드แทรกไว้ที่พื้นดินเป็นสัญลักษณ์ของการอำลา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่สลักลึกอยู่ในหัวใจของทั้งสองฝ่าย
หลี่มู่หยางมองตามแผ่นหลังบอบบางที่ค่อยๆ ลับหายไปในสายหมอกยามรุ่งอรุณ เขากำกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน รู้สึกราวกับหัวใจถูกเฉือนออกไปครึ่งดวง
ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะหมุนตัวกลับเพื่อเดินทางสู่หุบเขาอสูรโลหิต เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยจิตสังหารระดับมหาศาลก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงโสตประสาท
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพการลาจากที่ซาบซึ้งยิ่งนัก! หลี่มู่หยาง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าสตรีผู้นั้นจะเดินจากไปโดยไม่มีสิ่งใดตกค้างไว้ให้ศัตรูเช่นพวกเรา?"
หลี่มู่หยางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย สัญชาตญาณมือสังหารกรีดร้องเตือนภัยถึงขีดสุด เขาตวัดสายตากลับไปมองยังทิศทางที่เซียนหลินซือเพิ่งเดินจากไป ทันใดนั้น หมอกหนาทึบเบื้องหน้าก็ถูกแหวกออกด้วยรังสีดาบสีเลือดนับพันสายที่พุ่งตรงเข้าใส่จุดตายของเขาอย่างเหี้ยมโหด!
และที่กลางวงล้อมของเหล่ายอดฝีมือไร้เงา ร่างของเซียนหลินซือถูกตรึงไว้ด้วยโซ่อัคคีมารสีดำสนิทที่แผดเผาอาภรณ์สีขาวจนไหม้เกรียม ดวงตาของนางปิดสนิท มุมปากมีโลหิตสีแดงฉานไหลริน... พร้อมกับป้ายคำสั่งประหารชีวิตของสำนักเทพยุทธ์สวรรค์ที่ปักอยู่กลางอกของนางอย่างแม่นยำ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครมาโดยตลอดนะครับ
กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา•ตอนที่ 8
รุ่งอรุณแห่งการแยกทาง
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!