กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา•ตอนที่ 4

ร่องรอยในเมืองร้าง

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
คราบโลหิตแห้งกรังบนแผ่นศิลาประตูกลางเมือง เปรียบประหนึ่งรอยยิ้มเยาะเย้ยจากปรโลก กลิ่นอายความตายมิได้จางหายไปตามกาลเวลา หากแต่ยังคงอวลไออยู่ในสายลมที่พัดผ่านซากปรักหักพังของเมืองโบราณอันเงียบงันแห่งนี้ "ฮ่าๆๆๆ... เซียนหลินซือ! เจ้าหลงกลติดกับดักของนิกายโลหิตแล้ว! เป้าหมายที่แท้จริงหาใช่การสังหารมัน แต่วันนี้... คือวันตายของเจ้าต่างหาก!" เสียงก้องคำรามสุดท้ายก่อนที่ค่ายกลโลหิตจะระเบิดสลายยังคงหลอนสะท้อนอยู่ในความทรงจำ ทว่าณ เบื้องหน้าของหลี่มู่หยางเวลานี้ กลับเหลือเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว ซากอาคารบ้านเรือนถูกหลอมละลายด้วยเปลวเพลิงประหลาดจนกลายเป็นเถ้าธุลี ไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ไร้ซึ่งเสียงร่ำไห้ มีเพียงเสาไอพิษสีม่วงเข้มที่ยังคงคุกกรุ่นอยู่ตามซอกมุมของถนนสายหลัก ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเดินไปบนพื้นดินที่ยังอุ่นด้วยไอความร้อน ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนรอยแยกของกำแพงเมืองที่ถูกพลังปราณมหาศาลเฉือนขาดราวกับเต้าหู้ วิชากระบี่ระดับนี้... มิใช่ฝีมือของคนนิกายโลหิตอย่างแน่นอน "ร่องรอยการตัดทอนวิญญาณ... พิษอัคคีทมิฬ... และค่ายกลสลายโลหิต" หลี่มู่หยางพึมพำกับตนเอง นัยน์ตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย พลางกระชับด้ามกระบี่ไร้นามในมือแน่นขึ้น "นี่ไม่ใช่การล้างแค้นธรรมดา แต่เป็นการจัดฉากเพื่อกลืนกินพลังเซียน" ทันใดนั้น ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของมือสังหารผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนก็ตื่นตัวขึ้น ลมหายใจที่แผ่วเบาราวกับสายหมอกเคลื่อนตัวมาจากทิศทางของหอคอยกลางเมืองที่พังทลาย *แกร็ก...* เสียงเศษอิฐร่วงหล่นดังขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับหลี่มู่หยางมันดังราวกับเสียงอสุนีบาต ร่างกายของเขาไหววูบราวกับภูตผี ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกจากฝักโดยไม่ต้องใช้มือชัก นำพากลิ่นอายสังหารอันเย็นเยียบพุ่งตรงไปยังเงาร่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังซากเสาหินทันที *ฉับ!* ประกายกระบี่สีเงินยวงตัดผ่านความมืดมิด ปลายคมกระบี่หยุดชะงักห่างจากลำคอระหงของสตรีผู้หนึ่งเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลลู่ลมตามแรงกดดันของลมปราณ ดวงตาคู่งามที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับฉายแววอ่อนล้าและมีคราบโลหิตเปรอะเปื้อนอยู่ที่มุมปาก นางคือเซียนหลินซือ ยอดฝีมือแห่งหอจันทร์กระจ่างผู้สูงส่ง บัดนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลับแปดเปื้อนไปด้วยฝุ่นควันและหยาดโลหิต ทว่าความสง่างามเยือกเย็นของนางมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย "เจ้า..." เซียนหลินซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่มั่นคง ดวงตาสีรัตติกาลมองตรงมาที่ชายหนุ่ม "หลี่มู่หยาง... เจ้าตามข้ามา?" หลี่มู่หยางเก็บกระบี่กลับเข้าฝักด้วยท่าทีนุ่มนวล ทว่าแววตายังคงระแวดระวัง เขากวาดสายตามองสำรวจบาดแผลบนร่างของนาง ปราณโลหิตที่กัดกินชีพจรของนางในเวลานี้รุนแรงเกินกว่าที่ยอดฝีมือทั่วไปจะต้านทานไหว "ข้าไม่ได้ตามเจ้า ข้าแค่ตามกลิ่นอายความตายมา" หลี่มู่หยางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางยื่นมือออกไปคว้าข้อมือเรียวของนางเพื่อตรวจสอบชีพจร "แต่ดูท่าทางแล้ว... เซียนผู้สูงส่งแห่งหอจันทร์กระจ่างผู้นี้ คงกำลังจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ในเมืองผีสิงแห่งนี้เสียกระมัง" เซียนหลินซือสะบัดข้อมือหนีเล็กน้อยด้วยความถือดีตามวิสัย แต่นางทำได้เพียงฝืนทน พิษโลหิตในกายแล่นพล่านจนทำให้ร่างบางเซถลาเกือบล้มลง หลี่มู่หยางรวดเร็วกว่า เขายื่นแขนโอบเอวบางของนางไว้โดยสัญชาตญาณ กลิ่นอายหอมเย็นราวกับดอกเหมยในเหมันตฤดูโชยปะทะนาสิก ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง "ปล่อย..." นางกัดริมฝีปากแน่น ฝืนใช้พลังปราณที่เหลืออยู่ดันร่างเขาออก ทว่าหลี่มู่หยางกลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม "อย่าดื้อรั้นไปหน่อยเลย เซียนหลินซือ" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่คาดคิด "พิษนี้กำลังกัดกินจุดตันเถียนของเจ้า หากเจ้ายังใช้พลังปราณต้านทานอีกเพียงชั่วลมหายใจเดียว แม้แต่เซียนจากสรวงสวรรค์ก็ช่วยเจ้าไม่ได้" เซียนหลินซือเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาเย็นชาที่เคยใช้มองสรรพสิ่งในโลกหล้า บัดนี้สั่นไหวเล็กน้อยยามเมื่อสะท้อนเงาของชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นมือสังหารไร้หัวใจ นางรู้ดีว่าคำพูดของเขาเป็นความจริง กับดักของนิกายโลหิตในครั้งนี้ลึกล้ำเกินกว่าที่นางจะคาดคิด พวกมันไม่ได้ต้องการเพียงชีวิตนาง แต่ต้องการหลอมรวมพลังเซียนของนางเข้ากับค่ายกลมารเพื่อปลุกบางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลอยู่ใต้เมืองร้างแห่งนี้ "ที่นี่... ไม่ใช่เมืองที่ถูกทำลายโดยบังเอิญ" เซียนหลินซือเอ่ยเสียงแผ่ว ลมหายใจเริ่มติดขัด เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม "มันคือ... สุสานโบราณ... และพวกมันกำลังรอให้ข้าก้าวเข้ามาเพื่อใช้โลหิตของข้าเป็นกุญแจ..." หลี่มู่หยางหรี่ตาลงมองไปเบื้องล่าง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขากำลังสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงคำรามต่ำราวกับเสียงครางของสัตว์อสูรบรรพกาลดังขึ้นจากใต้พิภพ ไอพลังสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกของแผ่นศิลา รอบตัวพวกเขากลายเป็นค่ายกลอักขระโลหิตที่เรืองแสงวาบขึ้นพร้อมกันนับพันจุด วิกฤตการณ์กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะคาดเดา ทว่า ในวินาทีที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง เงาร่างนับร้อยก็ปรากฏขึ้นรายล้อมรอบซากหอคอยแห่งนั้น และผู้ที่ก้าวออกมาจากความมืดคือนักพรตเฒ่าผู้ถือไม้เท้าหัวกะโหลก ใบหน้าเหี่ยวย่นฉีกยิ้มกว้างจนน่าเกลียด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความกระหายเลือด "ฮ่าๆๆๆ... ยอดเยี่ยมมาก! ทั้งกระบี่ไร้นามและเซียนหลินซือมาอยู่พร้อมหน้ากันในสุสานโลหิตแห่งนี้พอดี!" เสียงหัวเราะแหลมสูงเสียดแทงโสตประสาทดังขึ้น "เช่นนั้น วันนี้พวกเจ้าทั้งสอง... จงกลายเป็นส่วนหนึ่งของมหาค่ายกลโลหิตสวรรค์เสียเถอะ!" หลี่มู่หยางแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ มือซ้ายล้วงเข้าไปในแขนเสื้อสัมผัสกับขวดพิษร้อยชนิด ขณะที่มือขวาค่อยๆ เลื่อนมากุมด้ามกระบี่ช้าๆ ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ในวิถียุทธภพอันมืดมนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%