กลิ่นคาวเลือดเจือจางในสายหมอกยามราตรี มิใช่กลิ่นอายของธรรมชาติ แต่เป็นกลิ่นอายแห่งความตายที่ถูกจงใจทิ้งไว้ราวกับรอยเท้าของสัตว์ป่าที่กำลังต้อนเหยื่อเข้าสู่มุมอับ
หลี่มู่หยางหยุดฝีเท้าลงบนยอดไม้ไผ่ที่โน้มตัวตามแรงลม ปลายกระบี่ไร้นามในฝักไม้ทมิฬข้างกายแทบไม่ขยับไหว แต่สัญชาตญาณดิบเถื่อนของมือสังหารกลับกรีดร้องเตือนภัยมาหลายชั่วยามแล้ว พวกมันไม่ได้เดินตาม... พวกมันกำลัง *โอบล้อม*
"สามคนในทิศบูรพา สองคนในทิศประจิม และอีกหนึ่ง..." ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีของหลี่มู่หยางกวาดมองความมืดเบื้องล่าง "ซ่อนอยู่ใต้รากบัวในบึงร้างห่างออกไปร้อยวา ลมหายใจแน่วนิ่งไร้พิรุธ... ดูท่าสำนักเงาวิหคเพลิงจะส่งมือพระกาฬระดับปรมาจารย์มาต้อนรับพวกเราเสียแล้วกระมวน"
เซียนหลินซือที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้เคียงข้างกันมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางอยู่ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความมืดมิดของผืนป่า รัศมีเย็นเยียบแผ่ออกมาจากร่างราวกับรูปสลักหยกหิมะที่ไร้ซึ่งความรู้สึก ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่กุมด้ามกระบี่จันทร์กระจ่างกลับขาวซีดเล็กน้อย—มิใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะจิตสังหารที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก
"พวกมันเลือกสถานที่ได้ดี" น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในฤดูหนาว ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมเชือดเฉือน "ป่าทึบไร้ผู้คน อาสนสถานแห่งความตายที่เหมาะแก่การฝังศพคนโง่เขลา"
"น่าเสียดายที่คนโง่เขลามักคิดว่าตนเองเป็นผู้ล่าเสมอ" หลี่มู่หยางแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เจ้าดูแลด้านหลัง ข้าจะจัดการพวกที่เหลือ... อย่าให้ใครรอดไปบอกเบาะแสได้แม้แต่คนเดียว"
*วู้มมม—!*
สิ้นเสียงคำรามต่ำในลำคอ ร่างของหลี่มู่หยางก็เลือนหายไปจากจุดที่ยืนราวกับภาพมายา ความเร็วนั้นทะลุขีดจำกัดของมนุษย์ปุถุชนไปไกลลิบ เสียงแหวกอากาศดังขึ้นเพียงแผ่วเบาก่อนที่ประกายกระบี่สีนิลจะพุ่งวาบตัดผ่านความมืดมิดราวกับสายฟ้าฟาดในคืนเดือนมืด!
*ฉัวะ!*
โลหิตสีชาดสาดกระเซ็นย้อมยอดหญ้าให้กลายเป็นสีแดงฉาน ร่างของนักฆ่าชุดดำผู้หนึ่งในทิศบูรพายังไม่ทันได้ชักอาวุธออกจากฝัก ลำคอของมันก็ปรากฏรอยแดงบางเฉียบ ก่อนที่ศีรษะจะหลุดกระเด็นออกจากบ่าอย่างสะอาดหมดจด วิถีกระบี่ของหลี่มู่หยางรวดเร็ว เด็ดขาด และไร้ความปรานี สมกับฉายามือสังหารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ
ทว่า อีกสองคนที่เหลือหาได้มีความหวาดกลัวไม่ พวกมันกลับประสานอินทร์อย่างพร้อมเพรียง ไอพลังสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดิน กลายเป็นโครงกระดูกอสูรโลหิตนับสิบตัวที่พุ่งเข้าจู่โจมหลี่มู่หยางจากทุกทิศทุกทาง!
"วิชาดูดวิญญาณโลหิต... เป็นเคล็ดวิชาต้องห้ามของสำนักมารโลหิตสินะ" หลี่มู่หยางหรี่ตาลง รัศมีกระบี่รอบกายระเบิดออกเป็นวงกว้าง ปราณกระบี่นับพันสายแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนบดขยี้โครงกระดูกเหล่านั้นจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา "น่ารังเกียจสิ้นดี วิชาเดรัจฉานเช่นนี้สมควรถูกกวาดล้างให้สิ้นซาก!"
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของเซียนหลินซือ นางมิได้ขยับตัวไปไกลนัก ทว่ารอบกายกลับปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าครามที่หมุนวนราวกับพายุหิมะขนาดย่อม เมื่อมือสังหารอีกสามคนพุ่งเข้ามาหมายจะลอบสังหารนางจากด้านหลัง นางเพียงแค่กวาดสายตาคมปลาบดوราวกดดันด้วยจิตสังหารอันไร้ขอบเขต
"รนหาที่ตาย"
นางสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่จันทร์กระจ่างกรีดผ่านอากาศ เกิดเป็นอักขระเวทโบราณเปล่งแสงเจิดจ้ากลางความมืด พริบตานั้น ร่างของนักฆ่าทั้งสามก็ถูกแช่แข็งกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในท่าทางที่บิดเบี้ยว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนที่ร่างทั้งสามจะแตกสลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งละเอียดปลิวไปตามสายลม
นี่คืออานุภาพของยอดฝีมือแห่งหอจันทร์กระจ่าง ผู้บรรลุวิชาเซียนขั้นสูงจนแทบจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์!
ทว่า บรรยากาศกลับมิได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ทั่วทั้งบริเวณกลับเงียบสงัดลงอย่างประหลาด ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องของความตาย สายลมยามราตรีหยุดนิ่ง ใบไม้ที่ควรจะไหวติงกลับแข็งค้างราวกับถูกตรึงไว้ด้วยพลังบางอย่างที่เหนือชั้นกว่า
หลี่มู่หยางขมวดคิ้วแน่น เขากระโดดกลับมายืนเคียงข้างเซียนหลินซือ สายตากวาดมองไปยังเงาดำเบื้องล่างที่ยังคงนิ่งสนิท
"ระวังตัว..." หลี่มู่หยางเอ่ยเสียงต่ำ กระชับด้ามกระบี่ในมือแน่นขึ้น "พวกมันไม่ใช่ลูกสมุนปลายแถว... คนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังยังไม่ออกโรง"
เซียนหลินซือพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ ไอเย็นรอบกายเข้มข้นขึ้นจนเกิดเป็นหมอกสีขาวล้อมรอบตัวนาง นางสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ภัยคุกคามที่ไม่ได้มาจากพลังปราณภายนอก หากแต่มาจาก *จิตสังหาร* ที่บริสุทธิ์และมุ่งมั่นจนน่าขนลุก
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือดังขึ้นแผ่วเบาจากความมืดเบื้องหน้า ทำลายความเงียบงันลงทีละน้อย เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทราวกับมาจากทุกทิศทุกทาง พร้อมกับร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากเงาไม้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า
นั่นคือบุรุษผู้สวมหน้ากากเงินลายอสูร สวมอาภรณ์สีเทากลืนไปกับความมืด ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่มู่หยางและเซียนหลินซือต้องชะงักงัน คือกระบี่ที่สะพายอยู่บนหลังของมัน... กระบี่ที่ไม่มีแม้แต่ฝัก ห่อหุ้มด้วยผ้าดิบเก่าๆ ขาดรุ่งริ่ง แต่กลับแผ่รังสีอำมหิตที่กดทับยอดเขาให้ราบคาบได้ทั้งลูก!
"สมคำร่ำลือ... มือกระบี่นิรนามผู้เย่อหยิ่ง และนางเซียนผู้เย็นชาแห่งหอจันทร์กระจ่าง" น้ำเสียงของบุรุษใต้หน้ากากแหบพร่าราวกับเสียงเสียดสีของโลหะ "พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่า การกวาดล้างสุนัขรับใช้พวกนั้น จะทำให้พวกเจ้าหลุดพ้นจากเงาที่ติดตามตัวไปได้?"
หลี่มู่หยางหรี่ตาลง มองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังวาบ เขารู้ทันทีว่าคนผู้นี้อันตรายยิ่งกว่าศัตรูทุกคนที่เคยพบเจอมาในรอบหลายปีนี้
"เจ้าเป็นใคร" หลี่มู่หยางถามเสียงเรียบ ทว่ากล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเครียดพร้อมปะทะ
บุรุษใต้หน้ากากหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและน่าขนพองสยองเกล้า มันค่อยๆ เอื้อมมือไปจับผ้าดิบที่ห่อหุ้มกระบี่บนหลัง พร้อมกับกล่าวประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลี่มู่หยางแทบจะแข็งตัว
"ข้าคือผู้ที่จะมาเก็บกวาด... สิ่งที่เจ้าทิ้งไว้เมื่อเจ็ดปีก่อน... *ศิษย์พี่รอง*"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา•ตอนที่ 17
เงาที่ติดตามตัว
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!