คราบโลหิตบนคมกระบี่เหล็กนิลกาฬแห้งกรังกลายเป็นรอยสีคล้ำราวกับคราบหมึกชั้นดี ยามเมื่อสายลมราตรีพัดผ่านโตรกผาอันเงียบสงัด มันมิได้ส่งเสียงหอนโหยหวนเช่นลมภูเขาปกติ หากแต่คล้ายเสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณนับร้อยที่ยังตกค้างอยู่ในห้วงทุกข์เวทมนตร์ หลี่มู่หยางนั่งขัดสมาธิอยู่บนชะง่อนผาเบื้องบน แขนเสื้อข้างซ้ายที่ซ่อนพิษอัคคีทมิฬไว้สั่นระริกตามจังหวะการหมุนเวียนของลมปราณในตันtian (ตันเถียน) แผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่เกิดจากกระบี่สะบั้นดาราของสำนักกระบี่เมฆาเบื้องบนยังคงส่งไอเย็นเยียบเสียดกระดูก ทว่าสิ่งที่กัดกินจิตใจของเขาในยามนี้กลับมิใช่พิษบาดแผล หากแต่เป็นเงาอดีตที่โถมทับเข้ามาในยามที่แสงจันทร์สาดส่องลงมายังคราบเลือดนั้น
“เจ้ามิควรฝืนโคจรลมปราณทวนกระแสเช่นนั้น”
เสียงใสราวกับกระดิ่งหยกสะท้อนกังวานขึ้นเบื้องหลัง หลินซือยืนสง่างามอยู่บนยอดสนพัน年 (พันปี) ชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามแรงลม ราวกับเซียนสาวผู้หลุดพ้นจากโลกีย์ ทว่าแววตาคู่คมที่ทอดมองมายังร่างของบุรุษเบื้องล่างกลับเจือด้วยความห่วงใยที่ยากจะซ่อนเร้น นางก้าวเท้าเดินอย่างแผ่วเบา ราวกับเหยียบย่างอยู่บนผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ก่อนจะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเขา มือเรียวดั่งลำหยกขาวเอื้อมออกไปแตะที่ชีพจรบริเวณข้อมือของเขาเพื่อถ่าย
ot ปราณบริสุทธิ์เข้าช่วยกดจุดสกัดพิษ
หลี่มู่หยางมิได้หลบเลี่ยง เขายอมปล่อยให้พลังปราณอุ่นซ่านของนางไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังความมืดมิดเบื้องล่าง “ข้ามิเป็นไร... ร่างกายนี้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน พิษเพียงน้อยนิดแค่นี้มิอาจคร่าชีวิตมือกระบี่เช่นข้าได้หรอก”
“แต่หัวใจของเจ้ากำลังร่ำไห้” หลินซือเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชาดั่งเช่นเคย แต่กลับสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนรอยแผลเป็นเก่าแก่บริเวณแผ่นอกของเขา “ตั้งแต่เราออกเดินทางร่วมกันมา... เจ้าไม่เคยเอ่ยถึงที่มาที่ไปของรอยแผลนี้เลย แม้แต่นามของตระกูลเจ้า เจ้าก็ยังเลือกที่จะฝังกลบมันไว้ใต้ผืนดินแห่งความแค้น”
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันลงทันที ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงแมลงราตรีที่ร้องระงมอยู่ไกลลิบ หลี่มู่หยางเงยหน้าขึ้นสบตาหลินซือ แววตาที่เคยแข็งกร้าวและทะนงตนในวิถีกระบี่ บัดนี้กลับไหววูบคล้ายผิวน้ำในยามถูกก้อนหินทุ่มลงไป
เขานิ่งเงียบไปนาน ชั่วขณะหนึ่ง ภาพเหตุการณ์ในคืนวันวานก็ไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิดราวกับภาพวาดโบราณที่ถูกเปิดออก
“สิบห้าปี...” หลี่มู่หยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ราวกับเสียงนั้นถูกบดขยี้มาจากก้นบึ้งของหัวใจ “ในคืนที่ฝนดาวตกสีเลือดโปรยปรายลงมาทั่วยุทธภพ ตระกูลหลี่ของเรามิได้พ่ายแพ้แก่ศัตรูคู่อาฆาตในยุทธจักร... แต่พวกมันคือเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักเซียนที่เจ้าเคารพศรัทธา หลินซือ”
ร่างของหลินซือชะงักงัน ปลายนิ้วที่กำลังถ่ายทอดพลังปราณหยุดนิ่งในทันที นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าราวกับรูปสลักถูกความตกตะลึงเข้ากัดเซาะจนแตกร้าว
“เจ้าว่าอย่างไรนะ...?” นางเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา
“ในคืนนั้น บิดาของข้าใช้กระบี่เล่มสุดท้ายปกป้องตำราลับวิถีกระบี่นิรนาม มารดาของข้าเอาตัวเข้าบังคมกระบี่ของพวกมันเพื่อซื้อเวลาให้เด็กน้อยคนหนึ่งได้หลบหนีลงไปในท่อระบายน้ำใต้คฤหาสน์” หลี่มู่หยางแค่นยิ้มหยันให้กับโชคชะตา รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเย้ยหยันฟ้าดิน “ข้าในวัยแปดขวบต้องนอนซ่อนตัวอยู่ใต้กองซากศพของคนในครอบครัว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ดวงตาทั้งสองข้างของข้าถูกอาบด้วยโลหิตของมารดาที่หยดลงมาไม่ขาดสาย... เจ้าเข้าใจความรู้สึกของการมองดูคนที่เรารักที่สุดค่อยๆ ลมหายใจโรยรินไปต่อหน้าต่อตา โดยที่เด็กน้อยไร้เรี่ยวแรงเช่นข้าทำได้เพียงกัดริมฝีปากจนเลือดกลบปากเพื่อไม่ให้หลุดเสียงร้องออกมาหรือไม่?”
หยดน้ำตาใสสะอาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่สวยของหลินซือ มันกระทบลงบนหลังมือของหลี่มู่หยางที่วางอยู่บนตัก ราวกับสายฝนที่ตกลงกลางทะเลทราย นางไม่เคยรู้เลยว่า... ภายใต้ท่าทีที่เย่อหยิ่ง เย็นชา และทะนงตนราวกับพญาอินทรีย์โดดเดี่ยวของบุรุษผู้นี้ เขาต้องแบกรับภูเขาแห่งความแค้นและความโดดเดี่ยวไว้หนักหนาเพียงใด
“มู่หยาง...” หลินซือขยับกายเข้าไปใกล้ รวบร่างของเขาเข้าสู่อ้อมกอดอย่างไม่ลังเล นางไม่สนใจกฎเกณฑ์เคร่งครัดของสำนักจันทร์กระจ่างอีกต่อไป ไม่สนใจว่าวิถีธรรมะจะบัญญัติไว้เช่นไร ในยามนี้ นางรับรู้เพียงว่าหัวใจของบุรุษผู้นี้กำลังแตกสลายเป็นชิ้นๆ และนางคือคนเดียวในใต้หล้าที่สามารถโอบกอดเศษเสี้ยวเหล่านั้นไว้ได้
หลี่มู่หยางนิ่งงัดไปชั่วขณะ ก่อนที่วงแขนแข็งแกร่งจะค่อยๆ ยกขึ้นโอบกอดร่างระหงของนางไว้แนบอก ไออุ่นจากกายนางและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในทรวงอกที่กัดกินเขามานานนับสิบปีได้บ้าง
“ข้าเคยปฏิญาณตนไว้ว่า... วันใดที่ข้าฝึกฝนวิชากระบี่นิรนามจนบรรลุขอบเขตขั้นสูงสุด ข้าจะใช้คมกระบี่นี้ทวงคืนความยุติธรรมจากพวกมันทีละคน” หลี่มู่หยางซบหน้าลงกับลาดไหล่บอบบางของนาง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัว “แม้ว่าฟ้าดินจะลงทัณฑ์ ข้าก็จะลากพวกมันลงนรกไปพร้อมกับข้า”
“ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้า” หลินซือกระซิบแนบหูเขา น้ำเสียงของนางหนักแน่นและจริงจังยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต “ไม่ว่าวิถีเบื้องหน้าจะเป็นหุบเหวแห่งความตาย หรือทัณฑ์สวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด... หากมือของเจ้าต้องเปื้อนเลือดเพื่อชำระแค้น ข้าจะใช้กระบี่ของข้าตัดศีรษะผู้ที่ขวางทางเจ้าให้สิ้นซาก”
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังถูกโอบล้อมด้วยความผูกพันลึกซึ้งและคำมั่นสัญญาอันหนักแน่น ทันใดนั้นเอง...
*เปรี้ยง—!*
สายฟ้าสีครามสายหนึ่งผ่าลงมากลางท้องนํ้า ทลายความเงียบสงัดของราตรีให้แหลกเป็นจุล แรงระเบิดของสายฟ้ามิได้มาจากธรรมชาติ หากแต่เกิดจากพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังกดทับลงมาจากฟากฟ้า
หลี่มู่หยางและหลินซือผละออกจากกันในพริบตา แววตาของทั้งคู่เปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมกระบี่ พวกเขากวาดสายตาไปยังยอดเขาเบื้องหน้าที่อยู่ห่างออกไปสามลีก
บนยอดเขานั้น เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังยืนไขว่ห้างอยู่บนยอดเจดีย์ร้าง ไอพิษสีม่วงเข้มแผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้นจนทำให้ต้นไม้ใบหญ้ารอบบริเวณเหี่ยวเฉาราวกับถูกเผาผลาญในพริบตา
“ฮ่าๆๆๆ... หลี่มู่หยาง เจ้าคิดว่าซ่อนตัวอยู่ที่นี่แล้วพวกเราจะหาไม่พบอย่างนั้นหรือ?” เสียงหัวเราะแหบแห้งราวนกแสกดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา “สิบห้าปีผ่านไป ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลี่เติบโตขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ... ช่างน่ายินดีนัก วันนี้แหละคือวันที่ตระกูลของเจ้าจะสูญสิ้นสายโลหิตไปอย่างแท้จริง!”
สิ้นเสียงนั้น แสงกระบี่สีโลหิตนับพันสายก็พุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งเข้ามายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับห่าฝน มุ่งปลิดชีพทั้งสองคนในคราเดียว!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา•ตอนที่ 18
อดีตที่มิอาจลืม
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่นิรนามกับนางเซียนผู้สังหารดารา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!