เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสในห้องประชุมใหญ่ไม่ได้ดังจนน่าตกใจ แต่มันหนักแน่นพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงราวกับติดลบ พิมพ์มาดายืนกอดอก แผ่นหลังเหยียดตรงเป็นเส้นดิ่งตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงกวาดมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความนิ่งสนิท—ความนิ่งที่รินรดารู้ดีว่ามันคือเกราะเหล็กกล้าที่อีกฝ่ายใช้กั้นอาณาเขต
“คุณรินรดาคิดว่าโปรเจกต์นี้เป็นสนามเด็กเล่นส่วนตัวของคุณหรือไงคะ” น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ของสถาปนิกสาวดังขึ้น ทว่ากลับบาดลึกในความรู้สึกของคนฟังยิ่งกว่าคำด่าทอหยาบคาย
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตที่เคยพราวระยับด้วยประกายแห่งความท้าทายตอนนี้กลับไหววับ ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มช้าๆ อย่างนึกฉุนเฉียว เธอยันมือทั้งสองข้างลงกับขอบโต๊ะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน “สนามเด็กเล่นเหรอคะคุณพิมพ์? ถ้าที่นี่เป็นสนามเด็กเล่น ฉันคงเป็นเด็กดื้อคนเดียวที่ไม่ยอมเล่นตามกฎที่คุณขีดเส้นไว้นั่นแหละค่ะ”
“และเพราะความ ‘ดื้อ’ ของคุณมันกำลังทำให้งานพังค่ะ” พิมพ์มาดาตอบกลับทันควันอย่างไร้ความปรานี ดวงตาสีนิลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศิลปินสาว “ฉันเตือนคุณหลายครั้งแล้วเรื่องการปรับเปลี่ยนแปลนห้องโถงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ศิลปะของคุณมันยอดเยี่ยมค่ะริน แต่ถ้ามันขัดแย้งกับโครงสร้างทางวิศวกรรมและความต้องการของลูกค้า มันก็เป็นได้แค่ขยะไร้ค่าชิ้นหนึ่งเท่านั้น”
*ขยะไร้ค่า*—คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล่มเล็กที่พุ่งตรงเข้าปักกลางใจ รินรดาสะดุดลมหายใจไปเสี้ยววินาที ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ทำให้เธอต้องรีบดึงรอยยิ้มเยาะหยันกลับมาประดับบนใบหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นรอยร้าว
“อ๋อเหรอคะ? ขยะชิ้นนี้คงรกหูรกตาคุณมากสินะคะ ถึงได้เรียกฉันมาอบรมซะยาวยืดแบบนี้” รินรดายืดตัวขึ้นเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรักษาภูมิคุ้มกันทางความรู้สึก “ถ้าคุณเกลียดงานของฉันนัก แล้วทำไมวันนั้น... วันที่เราอยู่ด้วยกันในเซฟเฮาส์ คุณถึงบอกว่า...”
“หยุดค่ะ!” พิมพ์มาดาโพล่งขึ้นเสียงแข็ง ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ สัญชาตญาณดิบในตัวกำลังกรีดร้องเตือนภัยเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะข้ามเส้นความลับที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ “เรื่องในอดีต หรือเรื่องส่วนตัวอะไรก็ตามแต่... กรุณาเก็บมันไว้ข้างนอกห้องนี้ค่ะ คุณรินรดา เรากำลังคุยกันในฐานะ ‘เพื่อนร่วมงาน’ ที่ต้องรับผิดชอบโปรเจกต์ ไม่ใช่เรื่องอื่น”
คำว่า *‘เพื่อนร่วมงาน’* กระแทกเข้าที่โสตประสาทอย่างจัง รินรดารู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดสาดเข้าหน้าจนชาไปหมด ทุกความหวานซึ้ง ทุกสัมผัสอุ่น30 องศาเซลเซียสในห้องพักวันนั้น มลายหายไปกลายเป็นแค่อากาศธาตุเมื่อเผชิญกับความเย็นชาไร้หัวใจของผู้หญิงคนนี้
รินรดากลืนก้อนสะอื้นผาดๆ ลงคอ มือบางที่กำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ เธอยิ้ม—รอยยิ้มที่เย็นชาที่สุดเท่าที่เคยมีมา
“เข้าใจแล้วค่ะ” เสียงของเธอนุ่มนวลจนน่ากลัว “ถ้าคุณมองฉันเป็นแค่ตัวปัญหา และมองงานของฉันเป็นแค่ขยะ... งั้นเราก็คงไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วล่ะค่ะ”
พิมพ์มาดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย ความท้าทาย ความดื้อรั้น หรือแม้แต่ความหงุดหงิดงอนง้อที่เคยคุ้นตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่ากำแพงที่เธอบรรจงสร้างขึ้นเสียอีก
“คุณหมายความว่ายังไง” พิมพ์มาดาถามเสียงเข้มโดยไม่รู้ตัวว่าปลายนิ้วของตัวเองกำลังจิกเข้าหากัน
“หมายความว่า... ฉันขอถอนตัวจากโปรเจกต์นี้ค่ะ” รินรดาเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ทุกพยางค์ราวกับถูกสลักด้วยหินผา เธอเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าหนังใบโปรดขึ้นมาสะพายไหล่ “และกรุณาอย่าติดต่อฉันมาอีกไม่ว่ากรณี Lอะไรก็ตาม เชิญคุณอยู่กับเส้นตรงและระเบียบวินัยที่สมบูรณ์แบบของคุณตามสบายเถอะค่ะ คุณพิมพ์มาดา”
สิ้นคำพูดนั้น รินรดาก็หมุนตัวหันหลังเดินจ้ำออกจากห้องประชุมทันทีโดยไม่แม้แต่จะชายตามองกลับมาอีก ส้นรองเท้าบูทกระทบพื้นกระจกดัง กัป-กัป-กัป สะท้อนความเด็ดเดี่ยวในทุกย่างก้าว แต่ใครจะรู้เล่าว่าภายใต้แผ่นหลังที่ตั้งตรงและท่าทีเย่อหยิ่งนั้น หัวใจของศิลปินสาวกำลังแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
พิมพ์มาดายืนนิ่งค้างอยู่กับที่ ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน สายตาคมมองตามร่างบางที่ลับตาไปผ่านประตูกระจกฝ้า ความรู้สึกโหวงเหวงแปลกประหลาดแล่นพล่านขึ้นมาจุกอยู่ที่อก เธอเป็นคนผลักไสอีกฝ่ายออกไปเองไม่ใช่หรือ? เธอเป็นคนสร้างกำแพงเพื่อปกป้องหัวใจที่เคยถูกทอดทิ้งในวัยเด็กไม่ให้ใครเข้ามาทำลายไม่ใช่หรือ? แล้วทำไม... ทำไมตอนนี้หน้าอกข้างซ้ายถึงได้รู้สึกเจ็บแปลบราวกับมีใครเอามีดมาคว้านจนกลวงโบ๋แบบนี้
*“คุณผลักเธอไปแล้วนะพิมพ์...”* เสียงสะท้อนในหัวกระซิบเตือน แต่ความดื้อรั้นและทิฐิอันแน่นหนากลับดึงเธอกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง สถาปนิกสาวกัดฟันกรอด ข่มความวูบไหวในใจลงไปแล้วก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
ติณ... ติณ... เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะวางอยู่ ดึงความสนใจของเธอให้หันไปมอง พิมพ์มาดาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะหยิบมันขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นข้อความจากระบบรักษาความปลอดภัยของคอนโดมิเนียมส่วนตัว ส่งภาพถ่ายหน้าจอจากกล้องวงจรปิดบริเวณล็อบบี้ชั้นล่าง พร้อมข้อความแจ้งเตือนสั้นๆ
*[แจ้งเตือน: มีบุคคลภายนอกพยายามกดรหัสผ่านเข้าห้องพักของคุณในยามวิกาล...]*
พิมพ์มาดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อกวาดสายตาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในระบบ แต่ยังไม่ทันที่สมองจะประมวลผลเสร็จสิ้น ประตูห้องทำงานบานใหญ่ที่ควรจะล็อกสนิท กลับถูกผลักเปิดผางเข้ามาด้วยแรงมหาศาลจากใครบางคน
เงาร่างของใครคนหนึ่งยืนหอบหายใจอยู่ตรงกรอบประตู เส้นผมกระเซิงเล็กน้อย ใบหน้าซีดเผือดแววตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด ซึ่งไม่ใช่รินรดา... แต่เป็นบุคคลที่พิมพ์มาดาไม่คาดคิดว่าจะได้เจออีกครั้งในชีวิตนี้
“พิมพ์... ช่วยแม่ด้วย...”
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างความคลั่งรักและดราม่าเดือดๆ ในตอนนี้นะคะ)
เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 26
รินรดาที่เย็นชา
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!