เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 27

ความเงียบคือคำตอบ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
เสียงโทรศัพท์ที่สั่นครืดคราดอยู่บนโต๊ะทำงานกระจกใสแทบจะกลายเป็นเครื่องประดับชิ้นเดียวในห้องที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา พิมพ์มาดากลืนก้อนสะอื้นที่ตีรื้นขึ้นมาจุกคอหอยลงไปอย่างยากลำบาก ปลายนิ้วเรียวที่ปกติเคยตวัดเส้นสถาปัตยกรรมด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับสั่นเทาจนแทบจะจับปากกาไม่มั่น ประโยคสั้นๆ จากปลายสายเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *“พิมพ์... ช่วยแม่ด้วย...”* มันไม่ใช่เสียงของความรัก แต่มันคือเสียงของภาระที่ถูกโยนกลับมาหาคนที่เคยถูกผลไสไล่ส่งอย่างไร้เยื่อใยในอดีต ประตูห้องทำงานสตูดิโอถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง รินรดายืนกอดอกพิงกรอบประตู ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองสภาพห้องที่เงียบงันราวกับป่าช้าก่อนจะหยุดนิ่งที่ร่างระหงของสถาปนิกสาวผู้เคร่งขรึม ศิลปินสาวขยับยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เคลือบความเย้ยหยันไว้บางเบาตามสไตล์ของคนที่ชอบเอาชนะ "นั่งทำหน้าเป็นรูปปั้นหินทรายแบบนั้น งานมันจะเสร็จเองโดยไม่ต้องใช้สมองออกแบบเหรอคะ คุณพิมพ์มาดา" เสียงใสเอ่ยแซะขึ้นทำลายความเงียบ ทว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ กลับมา รินรดาขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแม้แต่จะชายตามองก็ยังไม่ทำ "นี่... หูหนวกชั่วคราวหรือว่าอมอะไรไว้ในปากคะ ฉันถามว่าแปลนชั้นสามจะเอาเส้นนี้แก้ใหม่ตามที่ลูกค้าต้องการไหม" พิมพ์มาดายังคงนั่งนิ่ง ดวงตาคู่สวยเหม่อมองออกไปนอกกระจกใส บรรยากาศรอบตัวเธอบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก ปมในอดีตที่พยายามฝังกลบมันไว้ใต้กองแบบแปลนและระเบียบวินัยอันเคร่งครัดกำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยโทรศัพท์เพียงสายเดียว ความเงียบของพิมพ์มาดาในเวลานี้ไม่ได้แปลว่าสงบ แต่มันคือความพินาศที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ ภายในจิตใจที่เปราะบางเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด รินรดาหุบยิ้มฉับพลัน ความกวนประสาทเมื่อครู่มลายหายไปเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่งนั้น ก้าวเรียวสาวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน ก่อนจะใช้มือเรียวปัดกระดาษสเกตช์ภาพใบหนึ่งให้พ้นทางแล้วทิ้งน้ำหนักสะโพกพิงขอบโต๊ะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ไหวระริกคู่นั้น "เป็นอะไรคะ?" รินรดาถามเสียงต่ำลงโดยไร้ซึ่งการหยอกล้อ "เงียบทำไม ปกติเห็นเถียงฉันฉอดๆ จนหูชา แต่วันนี้เกิดใบ้กินขึ้นมาดڤื้อๆ หรือไง หรือว่างานมันยากเกินกว่าสมองอันชาญฉลาดของคุณจะรับไหว" "ออกไปก่อนค่ะ... ริน" พิมพ์มาดาเอ่ยออกมาในที่สุด น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือจนเจ้าตัวยังเกลียดตัวเองที่แสดงความอ่อนแอออกมาให้คนตรงหน้าเห็น "ไม่ค่ะ จนกว่าคุณจะหันมามองหน้าฉันแล้วบอกว่าเกิดอะไรขึ้น" รินรดายื่นมือออกไปหวังจะแตะไหล่บางที่กำลังสั่นน้อยๆ นั่น แต่กลับถูกปัดออกอย่างไร้เยื่อใย แรงกระแทกเบาๆ ที่หลังมือไม่ได้ทำให้ศิลปินสาวถอยห่าง ตรงกันข้าม รินรดากลับยิ่งก้าวเข้าไปประชิดตัวมากขึ้น กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของพิมพ์มาดาที่ปะปนกับกลิ่นกระดาษและหมึกพิมพ์ลอยเข้าจมูก แต่มันเจือจางด้วยกลิ่นอายความหวาดกลัวที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในผู้หญิงจอมเนี้ยบคนนี้ รินรดายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ดวงตาสองคู่สบประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทว่าแววตาของรินรดามีแต่ความดื้อรั้นและห่วงใยที่ถูกห่อหุ้มด้วยความปากแข็ง ขณะที่พิมพ์มาดามีแต่ความร้าวรานที่พยายามปิดกั้น "การทำงานที่ไร้คำพูด... มันคือความทรมานที่สุด คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอคะพิมพ์" รินรดาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างกะทันหัน ไดอะล็อกคมคายถูกพ่นออกมาใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ "คุณเก่งนักเรื่องสร้างกำแพงกั้นคนอื่น แต่เวลาที่คุณพังทลายลงมาข้างใน... คุณกลับเลือกที่จะขังตัวเองไว้ในความเงียบง่ายๆ แบบนี้เนี่ยนะ มันโคตรจะงี่เง่าเลยรู้ตัวไหม" "คุณไม่เข้าใจ..." พิมพ์มาดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำเริ่มมีหยาดน้ำใสคลอหน่วยแต่เธอก็พยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อกลั้นมันไว้ "โลกของฉันมันไม่ได้มีแค่เรื่องงานกับเรื่องเล่นสนุกไปวันๆ แบบคุณ ริน... คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าการถูกคนที่คลอดเราออกมาโทรมาขอชีวิตในวันที่เรากำลังจะยืนได้ด้วยขาตัวเองมันรู้สึกยังไง!" ประโยคที่หลุดจากปากของคนปากแข็งทำให้รินรดาชะงักค้างไปชั่วขณะ ร่องรอยความเย่อหยิ่งปลิวหายไปจากใบหน้าสวยเฉี่ยว เหลือเพียงความตกใจและเห็นอกเห็นใจที่ฉายชัดขึ้นมาในแววตา เธอยืดตัวตรงขึ้นเล็กน้อย มองสถาปัตยกรสาวที่กำลังพยายามประกอบเศษซากความรู้สึกของตัวเองขึ้นมาใหม่ด้วยความเจ็บปวด "งั้นก็พูดออกมาสคะ" รินรดาเสียงอ่อนลง มือเรียวยื่นไปคว้ามือสั่นเทาของพิมพ์มาดามากุมไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธอีก "เลิกแบกทุกอย่างไว้คนเดียวแล้วระบายมันออกมาให้ฉันฟังบ้าง... ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว พิมพ์" ความอบอุ่นจากฝ่ามือของรินรดาแผ่ซ่านเข้ามาในความหนתเหน็บของพิมพ์มาดา หัวใจที่เคยปิดตายกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง เธอเม้มริมฝีปากแน่น กำลังจะเอաբปากเอ่ยคำสารภาพความอ่อนแอทั้งหมดออกมาให้คนตรงหน้าได้รับรู้... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบงันและอารมณ์ที่กำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด ตามด้วยเสียงบิดลูกบิดประตูที่ดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดในเวลานี้ "พิมพ์จ๋า... แม่มาหาลูกแล้ว..." ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและใจฟูไปกับตัวละครของเราในตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%