เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 25

ถอยกลับไปที่จุดเริ่ม

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
ความเงียบงันภายในห้องรับแขกสไตล์โมเดลลิสต์สีขาวสะอาดตาไม่ได้ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งเลยสักนิด ตรงกันข้าม มันกลับบีบอัดจนออกซิเจนในปอดของพิมพ์มาดาแทบจะหมดลง หูของเธออื้ออึงราวกับมีเสียงคลื่นซัดสาดอย่างไร้ทิศทาง ขณะที่สายตาสองคู่กำลังจดจ้องมาที่เธอ—คู่หนึ่งคืออำนาจเด็ดขาดที่เธอไม่เคยกล้าต่อรองตั้งแต่เด็ก และอีกคู่คือความคาดหวังที่ร้อนแรงราวกับเปลวไฟ พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างเพื่อแลกกับความจริงใจ "พิมพ์มาดา" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของบิดาดังขึ้นทำลายความเงียบ มันไม่ใช่เสียงตะคอก แต่มันคือกฎเหล็กที่ถูกหล่อหลอมด้วยความคาดหวังมาตลอดสามสิบปี "ลูกก็รู้ว่าตระกูลของเราไม่เคยมีด่างพร้อย และบริษัทกำลังจะเซ็นสัญญากับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ในอีกสามวันข้างหน้า... เลือกเอา ว่าจะเดินกลับไปนั่งในตำแหน่งที่ควรอยู่ หรือจะเลือกเดินออกจากบ้านหลังนี้ไปพร้อมกับ... คนนอก" คำว่า 'คนนอก' ถูกเน้นเสียงด้วยความดูแคลนที่พยายามเก็บซ่อนไว้ แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของรินรดา ศิลปินสาวผู้มีรอยสักลวดลายเรขาคณิตบนต้นแขน รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและบาดแผลในเวลาเดียวกัน เธอก้าวเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง แต่นัยน์ตากลับไม่ได้ละไปจากใบหน้าของสถาปนิกสาวจอมเนี้ยบแม้แต่วินาทีเดียว "เชิญค่ะคุณพิมพ์" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสั่นเครือ แต่มันกลับสั่นคลอนหัวใจของพิมพ์มาดายิ่งกว่าการกรีดร้อง "ไม่ต้องลังเลหรอกค่ะ สถาปนิกผู้เพียบพร้อมอย่างคุณ จะมาเสียเวลากับศิลปินไส้แห้งที่ไม่มีแม้แต่รากฐานชีวิตแบบฉันทำไมล่ะคะ? กลับไปหาความสมบูรณ์แบบของคุณเถอะ... มันเข้ากับคุณมากกว่าเซฟเฮาส์พังๆ ของเราเยอะ" "ริน..." พิมพ์มาดาครางชื่อนั้นออกมาได้เพียงแผ่วเบา หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ยามเมื่อเห็นแววตาตัดพ้อที่รินรดาซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าว ความกลัวฝังใจในวัยเด็ก—ความกลัวที่จะถูกทอดทิ้ง ความกลัวที่จะไร้ค่า และความโหยหาการยอมรับจากครอบครัว—กำลังกรีดแทะสติปัญญาของเธอจนกระจุยกระจาย พิมพ์มาดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ มือเรียวบางที่เคยจับไม้บรรทัดทีสแควร์ด้วยความมั่นคง กลับสั่นเทาราวกับคนเป็นไข้หัว เธอหันกลับไปมองบิดา ผู้ซึ่งยืนกอดอกรอคอยคำพิพากษาด้วยใบหน้าเรียบเฉย สายตานั้นย้ำเตือนเธอเสมอว่าเธอเป็นเพียง 'ผลงานชิ้นเอก' ที่ต้องไร้ที่ติ ห้ามมีรอยขีดข่วน ห้ามมีความรู้สึกนอกลู่นอกทาง และที่สำคัญ... ห้ามมีความรักที่สังคมไม่ยอมรับ ถ้าเธอเลือกก้าวออกไปกับรินรดา นั่นหมายถึงการเผาทำลายทุกสิ่งที่เธอเพียรสร้างมาทั้งชีวิต ตัดขาดจากนามสกุล และก้าวเข้าสู่โลกที่ไร้ความแน่นอน แต่ถ้าเธอเลือกครอบครัว... เธอก็จะต้องกลับไปอยู่ในกรงทองที่ไร้อากาศหายใจ พร้อมกับหัวใจที่ตายด้านไปตลอดกาล สติของพิมพ์มาดาขาดผึ่งลงตรงนั้น เธอสูดลมหายใจเข้าลึก, หลับตาลงเพื่อซ่อนหยดน้ำใสที่ปริ่มอยู่ขอบตา ก่อนจะตัดสินใจลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยแววตาที่แข็งกระด้างขึ้น—แววตาที่เธอใช้ปกป้องตัวเองจากโลกอันโหดร้ายมาโดยตลอด "ฉันเลือกครอบครัวค่ะคุณพ่อ" คำพูดนั้นหลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบ เสียงของเธอนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความลังเลในโวหาร แต่สั่นไหวในระดับที่ตัวเธอเองเท่านั้นที่รู้ พิมพ์มาดาหันกลับมาเผชิญหน้ากับรินรดา ร่างสูงโปร่งก้าวถอยหลังไปอีกก้าว เพื่อแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาด รินรดานิ่งงัดไปชั่ววินาที ก่อนที่รอยยิ้มเย้ยหยันจะกลับมาปรากฏบนใบหน้าสวยเฉี่ยวอีกครั้ง ดวงตาคู่คมไหววับคล้ายประกายไฟที่ใกล้จะมอดดับลง เธอยกมือขึ้นกอดอก หัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างสมเพชตัวเอง "ชัดเจนดีค่ะ..." รินรดาพยักหน้ารับช้าๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประชดประชันที่บาดลึก "สมกับเป็นสถาปนิกมือหนึ่ง ทุกอย่างต้องคำนวณมาแล้วสินะคะว่าคุ้มค่ากว่ากัน... ขอโทษด้วยนะคะที่ฉันดันคิดไปเองว่า 'เซฟเฮาส์' ที่เราช่วยกันสร้างมันมีความหมายมากกว่าอิฐและปูน" "ริน... คุณไม่เข้าใจ..." พิมพ์มาดารีบก้าวเข้าไปหาตามสัญชาตญาณ ทว่าถูกสายตาคมกริบของรินรดาสกัดกั้นไว้เสียก่อน "ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะ เสียเวลาเปล่าๆ" รินรดากล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา เธอหันหลังให้กับพิมพ์มาดาและบิดาของเธออย่างไร้เยื่อใย "ถือว่าเราต่างคนต่างลงทุนผิดโปรเจกต์ก็แล้วกันนะคะ... ลาก่อนค่ะ คุณพิมพ์มาดา" ร่างเพรียวบางของศิลปินสาวก้าวเดินออกจากห้องรับแขกไปอย่างรวดเร็ว เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบกับพื้นไมุดังเป็นจังหวะที่ค่อยๆ ห่างออกไป—และทุกๆ ก้าวที่รินรดาเดินจากไป ก็เหมือนวิญญาณของพิมพ์มาดาถูกกระชากหลุดหายไปด้วย บิดาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "ทำได้ดีมากพิมพ์มาดา ลูกตัดสินใจไม่ผิดหรอก เดี๋ยวอีกสักครู่ทางฝั่งพาร์ทเนอร์จะโทรมาเรื่องสัญญา..." พิมพ์มาดาไม่ได้ยินเสียงของพ่ออีกต่อไปแล้ว หูของเธออื้ออึง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกขั้นสุด ความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจนหน้ามืด เธอยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ปล่อยให้ความเงียบเข้ากัดกินวิญญาณ ขณะที่สมองกำลังกรีดร้องว่าเธอกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งพรวดพราดเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน พร้อมกับเสียงหอบหายใจรัวของแม่บ้านที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาขัดจังหวะการสนทนา "คุณผู้ชายคะ! คุณพิมพ์คะ!" แม่บ้านสูงวัยร้องเรียกเสียงหลง ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด "แย่แล้วค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่ที่หน้าปากซอยแล้วค่ะ!" พิมพ์มาดาหันขวับไปมองแม่บ้านทันที หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรงด้วยสังหรณ์ใจที่แปลกประหลาด "เกิดอะไรขึ้น ป้าวิ!" พิมพ์มาดาเผลอหลุดเสียงดังลั่น ลืมตัวตนเจ้าระเบียบไปเสียสนิท "คุณรินรดาค่ะ... คุณรินรดาโดนรถสปอร์ตสีดำพุ่งชนตอนกำลังข้ามถนนหน้าปากซอย ตอนนี้... ตอนนี้รถพยาบาลกำลังมารับตัวไป อาการสาหัสมากค่ะ!" ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระบาล ร่างกายของพิมพ์มาดาชาดิกไปทั้งตัว โลกทั้งใบหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีเดียว สติที่เคยควบคุมทุกอย่างพังทลายลงไม่เป็นท่า เอกสารในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นกระจายเกลื่อนกลาด ภาพรอยยิ้มเย้ยหยันและแววตาตัดพ้อของรินรดาเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับคำพูดสุดท้ายที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท—*‘ถือว่าเราต่างคนต่างลงทุนผิดโปรเจกต์ก็แล้วกันนะคะ... ลาก่อนค่ะ’* พิมพ์มาดาไม่สนคำเรียกของพ่อ ไม่สนใจกฎเกณฑ์ใดๆ บนโลกใบนี้อีกต่อไป เธอกระโจนวิ่งออกไปจากบ้านด้วยความเร็วสูงสุดราวกับคนเสียสติ รองเท้าส้นสูงคู่สวยหลุดร่วงไปข้างหนึ่งบนสนามหญ้า แต่เธอกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิดเดียว หัวใจของสถาปนิกสาวผู้ไม่เคยยอมให้ชีวิตหลุดจากกรอบ กำลังแหลกสลายคามือ เมื่อตระหนักได้ว่า... เธอกำลังจะสูญเสีย 'บ้าน' ที่แท้จริงไปตลอดกาล! *** ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ มาเอาใจช่วยพิมพ์มาดากันต่อในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%