เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 24

รอยร้าวในอดีต

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
กลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมผสานกับกลิ่นกระดาษไขราคาแพงไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทสถาปัตยกรรมชื่อดังดูผ่อนคลายขึ้นเลยแม้แต่น้อย ปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงในมือของพิมพ์มาดาถูกเคาะลงกับโต๊ะกระจกใสเป็นจังหวะเนิบนาบ ทว่าหนักหน่วงราวกับกำลังตอกตะปูลงบนโลงศพของความอดทนที่เธอพยายามสะสมมาตลอดสัปดาห์ "โครงการรีโนเวทหอศิลป์ย่านกะรัตไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะคะคุณรินรดา และฉันก็ไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็กที่จะต้องคอยตามเช็ดตามล้างความอินดี้ของคุณทุกครั้งที่คุณเกิดอารมณ์ศิลปินพลุ่งพล่านขึ้นมา" เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบจนน่ารำคาญบัดนี้เจือกระแสความหงุดหงิดไว้อย่างชัดเจน พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนความดุดันและเอาจริงเอาจังจนคนมองแทบอยากจะหลบตา รินรดาไหวไหล่บางเบา เธอไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับคำพูดเชือดเฉือนนั้นเลยสักนิด หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีครีมย่อมเยาแต่มีสไตล์นั่งไขว่ห้าง รอยยิ้มมุมปากถูกยกขึ้นอย่างท้าทายตามนิสัยเจ้าปัญหาที่ชอบลองดีกับคนจอมเนี้ยบอย่างสถาปนิกสาว "อ้าวเหรอคะ? นึกว่าคุณพิมพ์ติดใจสไตล์การทำงานแบบ 'นอกกรอบ' ของฉันซะอีก เห็นตามมาแก้ปัญหาให้ถึงสตูดิโอส่วนตัวทุกที... หรือจริงๆ แล้ว คุณสถาปนิกคนเก่งแค่อยากหาข้ออ้างมาเจอหน้าฉันกันแน่คะ" รินรดาจงใจลากเสียงยาวที่คำว่า 'มาเจอหน้า' พร้อมกับโน้มตัวเข้าไปใกล้โต๊ะฝั่งตรงข้าม ดวงตากลมโตแพรวพราวไปด้วยประกายความสนุกสนานยามได้เห็นใบหน้าสวยเฉียบของพิมพ์มาดาเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความฮึดฮัด ปากบอกว่าเกลียดนักหนaคนเจ้าเล่ห์ แต่หูแดงๆ นั่นกลับทรยศเจ้าตัวเสียสนิท "อย่าสำคัญตัวเองผิดค่ะรินรดา ฉันแค่มารับผิดชอบงานในส่วนที่มันกำลังจะพังเพราะความเอาแต่ใจของคุณต่างหาก งานสถาปัตย์กับงานศิลปะมันต้องเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่ให้อีกฝ่ายกวาดเศษซากที่คุณปั้นน้ำเป็นตัวมานั่งแก้ใหม่ทั้งวันแบบนี้!" พิมพ์มาดากัดฟันกรอด สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวอย่างไร้เหตุผลทุกครั้งที่อีกฝ่ายรุกเข้าใกล้ในระยะประชิดแบบนี้ ผู้หญิงคนนี้มีอิทธิพลต่อความนิ่งสงบของเธอเกินไปแล้ว... เกินกว่าที่กฎระเบียบและเส้นตรงในชีวิตของเธอจะรับมือไหว ก่อนที่สงครามประสาทขนาดย่อมจะได้เริ่มต้นขึ้นอีกยก เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเป็นทางการ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้อคนข้างในอนุญาต ร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดสูทตัดเย็บเนี๊ยบกริบก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยมาแตะจมูกพร้อมกับบรรยากาศที่กดดันจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที พิมพ์มาดานิ่งงัน ปากกาในมือร่วงหล่นกระทบโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น ขณะที่รินรดาหุบยิ้มฉับพลันเมื่อหันไปเห็นผู้มาใหม่ "สวัสดีจ้ะพิมพ์... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะลูกโตเป็นสาวสวยและเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน" เสียงทุ้มทรงอำนาจของ 'ท่านประธานาธิบดี' แห่งวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่เอ่ยขึ้น รอยยิ้มอบอุ่นที่ฉาบบนใบหน้านั้นไม่ได้ส่งไปถึงดวงตาคู่คมที่ถอดแบบมาจากพิมพ์มาดาเลยแม้แต่น้อย และบุคคลที่เดินตามหลังชายสูงวัยเข้ามาคือเลขาฯ ส่วนตัว พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารสีดำสนิทที่ส่งกลิ่นอายความวิបัติตั้งแต่ยังไม่เปิดอ่าน หัวใจของพิมพ์มาดากระตุกวูบ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ปมความทรงจำในวัยเด็กที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยงานสถาปัตยกรรมและความสมบูรณ์แบบผุดขึ้นมาหลอนประสาทอีกครั้ง การปรากฏตัวของ 'พ่อ' ในสถานที่และเวลาแบบนี้... ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน "คุณพ่อ..." พิมพ์มาดาเอמהเสียงแผ่วเบa ลืมมาดสถาปนิกสาวผู้เย็นชาและเด็ดขาดไปจนหมดสิ้น มือเรียวบางที่วางอยู่บนตักเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ รินรดารับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น บรรยากาศรอบตัวของพิมพ์มาดาเปลี่ยนไปในพริบตา จากเสือสาวผู้พยศกลายเป็นกวางน้อยที่กำลังเผชิญหน้ากับพรานล่าสัตว์ ศิลปินสาวขยับตัวลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณปกป้องพุ่งพล่านขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแววตาหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งกระด้างนั้น "สวัสดีครับท่าน... ผมรินรดา เป็นพาร์ทเนอร์ในโปรเจกต์นี้ของพิมพ์ค่ะ" รินรดาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่นและก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างพิมพ์มาดาอย่างจงใจ พร้อมกับเอื้อมมือไปแตะหลังมือบางที่กำลังเย็นเฉียบของอีกฝ่ายไว้เบาๆ เป็นเชิงส่งต่อความอบอุ่น ท่านประธานปรายตามองรินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มมุมปากเยือกเย็นปรากฏขึ้นชั่วแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับมามองลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองที่ตอนนี้ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขาด้วยแววตาสั่นระริก "พาร์ทเนอร์อย่างนั้นเหรอ?" ชายสูงวัยหัวเราะในลำคอเบาๆ น่าขนลุก "พ่ออุตส่าห์ส่งเธอไปเรียนเมืองนอก เพื่อให้กลับมาบริหารอาณาจักรของเราให้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่มาคลุกคลีอยู่กับคนพวกนี้... และยิ่งไปกว่านั้น การทำโปรเจกต์เด็กเล่นกับศิลปินไส้แห้งที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า มันไม่คู่ควรกับตระกูลของเราเลยสักนิด" คำพูดเชือดเฉือนพุ่งตรงมาที่รินรดาเต็มๆ ทว่ารินรดากลับไม่แสดงอาการสะท้านสะเทือน เธอกลับกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันสวนกลับไปทันที โดยไม่สนว่าคนตรงหน้าจะเป็นถึงมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลขนาดไหน "ศิลปินไส้แห้งคนนี้แหละค่ะท่าน ที่กำลังจะช่วยให้โครงการของลูกสาวท่านกลายเป็นแลนด์มาร์กพันล้าน... หรือว่าท่านกลัวคะ? กลัวว่าลูกสาวที่ท่านเคยทอดทิ้งไว้ข้างหลัง จะเก่งและประสบความสำเร็จได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินตราและอำนาจจอมปลอมจากตระกูลของคุณ" "รินรดา! เงียบนะ!" พิมพ์มาดาหันมาตวัดเสียงดุใส่คนข้างกายด้วยความตกใจระคนเป็นห่วง เธอรู้ดีว่าพ่อของเธอเหี้ยมเกรียมแค่ไหนในการกำจัดอุปสรรคที่ขวางทางธุรกิจ "พ่อไม่ได้มาเพื่อต่อปากต่อคำกับเด็กก้าวร้าวพวกนี้นะพิมพ์" ผู้เป็นพ่อตัดบทด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ไร้ซึ่งความปรานี "แฟ้มในมือเลขาฯ ของพ่อ คือคำสั่งย้ายโปรเจกต์นี้ทั้งหมดไปให้บริษัทในเครือจัดการ และส่วนเธอ... พิมพ์มาดา ต้องเก็บกระเป๋าแล้วย้ายกลับไปดูแลโครงการใหญ่ที่ลอนดอนในสัปดาห์หน้า" สิ้นคำประกาศิตนั้น ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน พิมพ์มาดาสะอึกราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดในฤดูหนาว ดวงตาคู่คมมองเอกสารในมือเลขาฯ สลับกับใบหน้าไร้ความรู้สึกของผู้เป็นพ่อ ความฝัน อิสรภาพ และ... คนข้างกายที่เพิ่งก้าวเข้ามาปั่นป่วนหัวใจ ทุกอย่างกำลังจะถูกพรากไปอีกครั้งด้วยคำสั่งประกาศิตนี้ รินรดานิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินคำว่า 'ลอนดอน' และ 'ย้าย' สติสัมปชัญญะเตือนว่านี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุด แต่มือที่ประสานกันอยู่กลับบีบกระชับเข้าหากันแน่นขึ้นอย่างไม่มีวันปล่อย รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันไปสบตากับพิมพ์มาดาที่กำลังยืนเคว้งคว้างไร้ทางออก ศิลปินสาวฉีกยิ้มมุมปากในแบบฉบับของคนที่ไม่เคยยอมแพ้ให้โชคชะตา แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะดูมืดมนราวกับทางตันก็ตาม "เสียใจด้วยนะคะท่าน..." รินรดาเชิดหน้าขึ้นสบตากับมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลอย่างไม่เกรงกลัว "เพราะพิมพ์มาดาในตอนนี้... เธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่จะยอมก้มหัวทำตามคำสั่งบงการของคุณอีกต่อไปแล้ว" ท่านประธานหรี่ตาลงอย่างไม่พอใจ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นบนใบหน้า "งั้นก็ลองดูซิว่า... ระหว่างคำสั่งของพ่อ กับคำพูดของคนเพิ่งรู้จักอย่างเธอ อะไรจะมีน้ำหนักมากกว่ากันในชีวิตของพิมพ์มาดา!" บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดจนแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ พิมพ์มาดาหันขวับมามองรินรดา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความสับสนและหวาดกลัว ทว่าในความมืดมนนั้น แววตาเด็ดเดี่ยวและมั่นคงของรินรดากลับส่องประกายชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด มือเรียวบางที่ถูกกุมไว้ถูกดึงให้ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ของทั้งคู่แนบชิดกัน และก่อนที่พิมพ์มาดาจะได้เอ่ยปากปฏิเสธคำสั่งประกาศิตนั้น รินรดาก็เป็นฝ่ายเอيยขึ้นตัดหน้าด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดก้องกังวานไปทั่วห้อง "ถ้าอยากให้ฉันไปจากชีวิตของพิมพ์... คุณก็ลองถามลูกสาวของคุณดูสิคะ ว่าเธอยอมปล่อยมือจากฉันหรือเปล่า?" พิมพ์มาดาเบิกตากว้าง หายใจสะดุดกึกกับคำพูดที่ท้าทายอำนาจมืดตรงหน้าอย่างบ้าระห่ำนั้น ดวงตาคู่สวยสั่นไหวรุนแรง ยามเมื่อหันไปสบตากับพ่อที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตาคาดคั้น และหันกลับมามองรินรดาที่กำลังรอคอยคำตอบของเธอด้วยเดิมพันที่เดิมพันด้วยหัวใจทั้งดวง! --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความระทึกและคลั่งรักไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%