เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 23

ทีมเวิร์กที่ไร้ที่ติ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
“เรื่องที่ว่า... คนที่แอบเปลี่ยนสเปกแบบแปลนของเธอเมื่อเช้า... คือฉันเองค่ะ” ประโยคมันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางฝุ่นผงยิปซัมที่ยังคงลอยละล่องระยิบระยับใต้แสงไฟนีออนชั่วคราวของไซต์งาน พิมพ์มาดานิ่งค้างไปสนิท ปากเรียวบางที่มักจะใช้เอ่ยคำสั่งเฉียบขาดเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเย็นชาและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง บัดนี้เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ เธอจ้องมองรินรดา—ศิลปินสาวผู้มีรอยยิ้มเยหยันประดับริมฝีปากเสมอ—คนที่ยืนกอดอกพิงผนังปูนเปลือยด้วยท่าทางสบายอกสบายใจราวกับไม่ได้เพิ่งก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ใส่โปรเจกต์มูลค่าหลายล้านบาท “เธอว่ายังไงนะ... รินรดา?” เสียงของพิมพ์มาดาต่ำทุบลงไปในลำคอ มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างที่อีกฝ่ายอาจจะคาดคิด แต่มันคือความนิ่งสนิทก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม สถาปนิกสาวก้าวเข้าไปประชิดตัวศิลปินสาวทีละก้าว ส้นรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นคอนกรีตเกิดเสียงดัง *ก๊อก... ก๊อก...* เป็นจังหวะที่บีบคั้นหัวใจคนฟัง “หูหนวกเหรอคะ หรือว่าสถาปนิกคนเก่งกำลังช็อกจนระบบประมวลผลรวนไปหมดแล้ว” รินรดาไม่ถอยหนี เธอเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา ปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย แม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นรัวเร็วกระหน่ำไม่เป็นจังหวะจากระยะห่างที่ใกล้จนเกินความจำเป็น “ฉันบอกว่า... ฉันเป็นคนแก้แบบแปลนห้องนั่งเล่นของเธอบนแท็บเล็ตเมื่อเช้าเองค่ะ” “ทำไม?” พิมพ์มาดายื่นหน้าเข้าไปใกล้ จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้มเนียน รินรดาเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นฝุ่นปูนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้สติของเธอแกว่งไปชั่วขณะ “เธอมีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องแบบแปลนของฉัน ฉันคำนวณโครงสร้าง รับน้ำหนัก และจัดสรรพื้นที่ทุกตารางเมตรด้วยหลักการทางสถาปัตยกรรมที่ถูกต้อง แต่เธอ... แค่ศิลปินที่ใช้แต่อารมณ์และความรู้สึกเป็นตัวตั้ง ดันทะลึ่งมาแก้เส้นสายโครงสร้างหลักเนี่ยนะ!” “เพราะหลักการบ้าๆ ของเธอนั่นแหละที่มันแข็งกระด้างจนไม่มีชีวิตชีวา!” รินรดาตอกกลับทันควัน ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้น เธอไม่ยอมแพ้แรงกดดันจากอีกฝ่ายง่ายๆ หรอก “ห้องนั่งเล่นบ้าอะไร มีแต่เหลี่ยมมุม ทิศทางแสงตะวันตกลอดเข้ามาเผาผลาญจนโซฟาหนังแท้ราคาแพงระยับของเธอแทบละลาย พื้นที่ตรงนั้นมันควรจะเปิดโล่งให้ลมโชกผ่าน ให้คนนั่งเอนกายอ่านหนังสือมองท้องฟ้าได้ต่างหาก ไม่ใช่กั้นผนังทึบตันเพื่อให้มันดู ‘สมมาตร’ ตามตำราเรียนของเธอ!” “แต่มันคือความถูกต้องตามหลักวิศวกรรม!” “ความถูกต้องที่ไร้ซึ่งความสุข มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะคะ คุณพิมพ์มาดา!” รินรดาเอื้อมมือขึ้นไปดึงปกเสื้อเชิ้ตสีขาวของอีกฝ่ายเบาๆ ไม่ให้หลุดลุ่ย แต่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของสถาปนิกจอมเนี้ยบได้ “ลองมองดูนี่สิคะ...” ศิลปินสาวคว้าแท็บเล็ตที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานสนามขึ้นมาเปิดหน้าจอให้ดู ไฟล์แบบแปลนที่ถูกแก้ไขถูกกางออกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้... สายตาของพิมพ์มาดาที่เคยกวาดมองเพื่อหาจุดบกพร่อง กลับหยุดนิ่งอยู่ที่เส้นโค้งพริ้วไหวที่รินรดาตวัดเพิ่มเข้าไป มันไม่ใช่การทำลายโครงสร้าง... แต่มันคือการ ‘โอบกอด’ โครงสร้างเดิมเข้ากับธรรมชาติ เส้นโค้งที่รินรดาเติมเข้ามาช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของผนังปูนเปลือย เปลี่ยนมุมอับทึบให้กลายเป็นซอกมุมพักผ่อนที่แสงแดดยามบ่ายจะสาดส่องลงมาตกกระทบพรมทอพอดี เกิดเป็นเงาทอดตัวที่งดงามราวกับงานศิลปะชิ้นเอก มันคือการผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์ที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ พิมพ์มาดานิ่งเงียบไป เนตรคู่คมกวาดมองรายละเอียดทุกจุด สมองส่วนวิเคราะห์ประมวลผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยอมรับกับตัวเองในใจอย่างเงียบเชียบว่า... สิ่งที่รินรดาทำ มันดีกว่าแบบร่างเดิมของเธอถึงสามเท่า “...เธอ...” พิมพ์มาดาขยับปากจะเอ่ยบางอย่าง แต่คำพูดก็ติดอยู่ที่ลำคอ “ตกตะลึงจนพูดไม่ออกเลยล่ะสิคะ?” รินรดายิ้มมุมปาก ความมั่นใจกลับคืนมาเต็มร้อยเมื่อเห็นท่าทีอึ้งกิมกิมอีของคนตรงหน้า “ฉันไม่ได้ทำลายงานของคุณนะคะคุณสถาปนิก ฉันแค่... เติมหัวใจให้มันต่างหาก” บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนจากความตึงเครียดกลายเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก รินรดายังคงจับปกเสื้อของพิมพ์มาดาไว้ มือเรียวสัมผัสโดนไออุ่นจากลาดไหล่กว้างผ่านเนื้อผ้า ส่วนพิมพ์มาดาก็ตระหนักได้ว่า ระยะห่างระหว่างเธอกับศิลปินสาวตัวแสบคนนี้ มันเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้นเท่านั้น กลิ่นหอมเฉพาะตัวของรินรดาซึมซาบเข้าสู่ประสาทสัมผัส พิมพ์มาดาช้อนสายตาขึ้นสบกับดวงตาสุกใสคู่นั้น ในแววตาของรินรดาไม่มีความเยาะเย้ยหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายระยิบระยับของความมุ่งมั่น และ... ความคาดหวังบางอย่างที่ทำให้หัวใจของคนเย็นชาอย่างเธอเต้นผิดจังหวะ “...เธอทำได้ยังไง” เสียงของพิมพ์มาดาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความทึ่งและความลึกซึ้งในแววตา “การคำนวณองศาแสงและการกระจายน้ำหนักตรงจุดนี้... ฉันไม่ได้บอกเธอนี่ว่าโครงสร้างรับน้ำหนักอยู่ตรงไหน” “ฉันไม่ได้ใช้สูตรคำนวณแบบคุณค่ะ” รินรดาตอบเสียงนุ่ม แววตาอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วที่จับปกเสื้อของพิมพ์มาดาคลายออกอย่างช้าๆ แต่ไม่ได้ถอยหนี “ฉันใช้ ‘ความรู้สึก’... ฉันยืนอยู่ตรงจุดนั้น หลับตาลง แล้วจินตนาการว่าถ้าฉันเป็นคนที่ต้องมานั่งอยู่ตรงนั้นในย่ายามเย็น ฉันต้องการอะไร และธรรมชาติรอบตัวจะโอบกอดฉันยังไง งานศิลปะกับสถาปัตยกรรมมันก็แค่วิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันไม่ใช่เหรอคะ... พิมพ์” การเรียกชื่อเล่นห้วนๆ โดยไม่มีคำนำหน้า ทำให้พิมพ์มาคารSensesกระตุกวูบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รินรดาเรียกชื่อเธอ แต่เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจและยอมรับนับถืออย่างแท้จริง ไม่มีกำแพง ไม่มีท่าทีปกป้องตัวเอง มีเพียงตัวตนที่แท้จริงของหญิงสาวทั้งสองคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของการรีโนเวท แต่กลับสร้างสรรค์ความงดงามขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ “เธอนี่มัน...” พิมพ์มาดาถอนหายใจออกมาเบาๆ ยอมจำนนโดยดี เธอขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนหน้าผากแทบจะชนกัน รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของสถาปนิกสาว—แววตาที่เต็มไปด้วยความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ความเย็นชามานาน “ฉันมันทำไมคะ?” รินรดาแกล้งทำเป็นเชิดหน้าถามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก ทั้งที่หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน “เธอเป็นตัวป่วน... ที่น่ารำคาญที่สุด” พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงกระซิบพร่า ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและงดงามจนรินรดาแทบลืมหายใจ “แต่ก็นั่นแหละ... ทีมเวิร์กของเรา มันดันไร้ที่ติซะด้วยสิ” รินรดาใจกระตุกวูบ เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ด้วยความประหม่า ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน เหลือเพียงเสียงหัวใจของกันและกันที่ดังสะท้อนอยู่ในความเงียบ “ถ้าคิดว่าเราเข้าขากันได้ดีขนาดนี้...” รินรดาตัดสินใจเสี่ยง พวงแก้มเนียนขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดแม้ในแสงไฟสลัว เธอกล้าสบตาคมกริบของอีกฝ่ายตรงๆ “งั้นโปรเจกต์นี้... เรามาช่วยกันทำมันให้เสร็จจนวินาทีสุดท้ายด้วยกันนะคะ... ในฐานะพาร์ทเนอร์” พิมพ์มาดานิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนที่ประกายตาจะวับวาวขึ้นด้วยความรู้สึกที่เอ่อล้น เธอไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด แต่ยื่นมือเรียวยาวออกไปสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของรินรดาอย่างเบามือ นิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมนั้นทัดหูให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสแผ่วเบาที่อบอุ่นจนรินรดาต้องหลับตาพริ้มรับสัมผัส “ตกลงค่ะ...” พิมพ์มาดากระซิบชิดริมหู น้ำเสียงนุ่มนวลและทุ้มต่ำจนชวนให้ใจสั่นระทัว “ในฐานะพาร์ทเนอร์... และ...” คำพูดที่เหลือถูกกลืนหายไปเมื่อพิมพ์มาดาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับแก้มเนียนของรินรดา ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังหวานฉ่ำและเต็มไปด้วยเคมีที่ดึงดูดเข้าหากันราวกับแม่เหล็กขั้วตรงข้าม ทันใดนั้นเอง— *แกร๊ก! เสียงเปิดประตูเหล็กดัดหน้าไซต์งานดังขึ้นก้องกังวาน พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงตะโกนทักทายที่ดังขัดจังหวะความหวานอย่างไม่รู้กาลเทศะ* “คุณพิมพ์ครับ! แย่แล้วครับ! วิศวกรฝ่ายโครงสร้างโทรมาแจ้งว่า... ท่อเมนหลักของชั้นสองแตก น้ำกำลังทะลักลงมาที่ห้องโถงใหญ่แล้วครับ!” พิมพ์มาดาและรินรดาผละออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต รินรดาหน้าแดงก่ำรีบก้าวถอยหลังไปสามก้าวเพื่อตั้งสติ ส่วนพิมพ์มาดาสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิดที่ช่วงเวลาสำคัญถูกขัดจังหวะอย่างไม่น่าให้อภัย แต่สัญชาตญาณความเป็นสถาปนิกมืออาชีพก็กลับมาทำงานทันทีในเสี้ยววินาที สถาปนิกสาวหันขวับไปมองหน้าศิลปินสาวทันที โดยไม่มีความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายตาแห่งความท้าทายที่จุดประกายขึ้นใหม่อีกครั้ง “ไปค่ะ... พาร์ทเนอร์” พิมพ์มาดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ทว่าริมฝีปากกลับยกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย “เรามีงานด่วนต้องไปกู้สถานการณ์กันแล้ว” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงตอนนี้ด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%