“พิมพ์! แย่แล้ว! แบบแปลนโครงการใหญ่เกิดปัญหาใหญ่หลวงแล้ว...”
เสียงของวิศวกรคุมงานหน้าไซต์ที่ตะโกนแทรกผ่านโทรศัพท์มือถือดังลั่น จนพิมพ์มาดาต้องดึงสมาร์ทโฟนออกจากหูแทบไม่ทัน สถาปนิกสาวขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นระหว่างคิ้วแทบจะผูกกันเป็นปม ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างที่หาได้ยากยิ่ง เธอกวาดสายตามองหน้าจอไอแพดที่แสดงผลไฟล์ CAD ล่าสุด ซึ่งตอนนี้เส้นสถาปัตยกรรมและระบบโครงสร้างกำลังตีกันยุ่งเหยิงราวกับเส้นด้ายที่ถูกแมวขยำ
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณวิกรม! แบบที่ฉันตรวจทานมาสามรอบไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด!” พิมพ์มาดาเถียงกลับเสียงแข็ง หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความตกใจ ปมในอดีตที่ฝังใจว่าความผิดพลาดคือความไร้ค่าพุ่งจี๊ดขึ้นมาเตือนสติ
“มีคนแก้สเปกวัสดุคานรับน้ำหนักในโซนแกลเลอรีศิลป์ค่ะคุณพิมพ์! ทีมหน้างานกำลังจะเทปูนอยู่แล้ว ถ้าไม่แก้ตอนนี้พังทั้งแถบแน่!”
ติ๊ด! สายถูกตัดไปดื้อๆ ทิ้งให้พิมพ์มาดายืนแข็งค้างอยู่กลางห้องทำงาน สติที่เคยสุขุมและเจ้าระเบียบหลุดลอยหายไปในพริบตา โครงการนี้เป็นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่เธอทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ และที่สำคัญที่สุด... มันคือแกลเลอรีที่รินรดาแฟนสาวมาดเซอร์ของเธอกำลังจะใช้จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า!
“เกิดอะไรขึ้น ยัยคุณสถาปนิกหน้ายักษ์ ทำไมหน้าซีดเป็นไก่ต้มแบบนั้น”
เสียงทุ้มกังวานติดจะกวนประสาทดังขึ้นจากโซฟาตัวยาว รินรดาในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งและเปื้อนคราบสีอะคริลิกเล็กน้อยกำลังเดินถือแก้วกาแฟเข้ามาใกล้ ดวงตาเรียวรีคมกริบมองสำรวจใบหน้าซีดเผือดของคนรักด้วยความฉงน
“อย่าเพิ่งกวนประสศัยนะริน แบบแปลน... แบบแปลนโซนแกลเลอรีของเธอมีปัญหา หน้างานกำลังจะเทคอนกรีตทับโครงสร้างที่ผิดสเปก!” พิมพ์มาดาหันไปโพล่งใส่เสียงสั่น มือเรียวเล็กที่ถือไอแพดสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามาจนเธอรู้สึกหายใจไม่ออก
รินรดานิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนที่รอยยิ้มกวนๆ จะหายวับไปจากใบหน้า ศิลปินสาววางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดัง ‘ปัง’ ก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวสถาปนิกสาวผู้กำลังสติหลุด แล้วคว้ามือที่เย็นเฉียบของอีกฝ่ายมากุมไว้แน่น
“ตั้งสติก่อนพิมพ์! หายใจเข้าลึกๆ มองหน้าฉัน” รินรดาเอولเสียงเข้ม ดึงดันให้ดวงตาที่ไหวระริกของพิมพ์มาดาต้องเงยขึ้นมาสบตากับเธอ “งานของฉันพังได้ แต่ถ้าสติเธอพังตอนนี้... ทุกอย่างพังจริง ๆ นะ เข้าใจไหม”
สัมผัสอุ่นๆ จากมือของรินรดาราวกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ช่วยดึงสติอันกระเจิดกระเจิงของพิมพ์มาดาให้กลับเข้าร่าง สถาปนิกสาวสูดลมหายใจเข้าลึกตามคำสั่ง กลิ่นอายความเป็นตัวตนของรินรดา—กลิ่นสีน้ำมันผสมกับความมั่นใจที่ล้นปรี่—ช่วยบรรเทาความตื่นกลัวในอกลงได้บ้าง
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งโทษใคร หน้างานอยู่ที่ไหน รถฉันจอดอยู่ข้างล่าง... ไปกัน!” รินรดาไม่รอให้คนรักตอบรับ เธอดึงแขนพิมพ์มาดาให้กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องทำงานทันที
บรรยากาศภายในรถมินิคูเปอร์สีแดงเพลิงพุ่งทะยานฝ่าการจราจรยามบ่ายอย่างบ้าคลั่ง รินรดาเหยียบคันเร่งมิดขณะที่สายตาก็จับจ้องถนนเบื้องหน้าอย่างแม่นยำ ส่วนพิมพ์มาดานั่งข้างๆ กำลังรัวนิ้วลงบนไอแพดเพื่อคำนวณโครงสร้างใหม่ด้วยความเร็วสูง เหงื่อกาฬผุดซึมตามไรผมและขมับ แม้แว่นตาจะเลื่อนหลุดลงมาปลายจมูกเธอก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะดันมันกลับ
“ตรงจุดรับน้ำหนักหลัก... ถ้าเราเพิ่มคานเหล็กเสริมแรง H-Beam เข้าไปรับช่วงต่อจากเสาต้นที่สาม จะแก้ปัญหาการรับน้ำหนักได้ทันทีโดยไม่ต้องรื้อคอนกรีตเก่า!” พิมพ์มาดาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงรัวเร็ว ดวงตาฉายแววความอัจฉริยะที่เฉียบคม
“เยี่ยม! สมกับที่เป็นสถาปนิกอันดับหนึ่งของฉัน” รินรดาเหลือบมองแวบหนึ่ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด “แล้วเธอจะลงไปลุยโคลนลุยฝุ่นเองไหวไหมคุณหนู หรือจะให้ฉันอุ้มเธอลงไปดี”
“ยัยบ้า! ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหยอกนะ!” พิมพ์มาดาค้อนขวับใส่ด้วยความหมั่นไส้ แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความเขินอายปนระทึกกับคำพูดกำกวมของคนข้างๆ ก็ตาม
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง รถคันเล็กก็เบรกเอี๊ยดลงที่หน้าไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ ฝุ่นตลบอบอวลและเสียงเครื่องจักรดังระรัว พิมพ์มาดาและรินรดาพุ่งตัวลงจากรถ สวมหมวกนิรภัยสีขาวและเหลืองอย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งฝ่ากองวัสดุก่อสร้างตรงดิ่งไปยังโซนแกลเลอรีที่กำลังเป็นวิกฤต
“คุณพิมพ์มาดามาแล้วครับ! แย่แล้วครับ ช่างบอกว่าถ้าอีกสิบนาทีไม่ตัดสินใจ พวกเขาจะเทปูนแล้วนะ!” วิศวกรหน้างานวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา
“ไม่ต้องเท!” พิมพ์มาดาสั่งเสียงเฉียบขาด น้ำเสียงทรงอำนาจและเด็ดเดี่ยวกลับคืนสู่สถาปนิกสาวอีกครั้ง เธอชูไอแพดที่มีแบบร่างแก้ไขแสดงให้เห็นเด่นชัด “ฟังฉันนะทุกคน ยกเลิกคำสั่งเดิม ใช้แบบร่างแก้ไขฉบับนี้ ทีมโครงสร้างเตรียมติดตั้ง H-Beam เสริมจุดที่สามทันที ส่วนทีมช่างปูน... รอสัญญาณจากฉัน!”
ความเด็ดขาดและการตัดสินใจที่เฉียบคมในเสี้ยววินาทีทำให้ทุกคนในไซต์งานพยักหน้ารับและแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็ว รินรดายืนกอดอกพิงเสาเหล็ก มองดูคนรักที่กำลังออกคำสั่งด้วยแววตาชื่นชมและพราวระยับ พิมพ์มาดาในโหมดทำงานที่จริงจังและเฉียบคมแบบนี้... มีเสน่ห์จนแทบละสายตาไม่ได้เลยทีเดียว
“มองอะไรเล่าริน ไปช่วยฉันลากสายวัดตรงนู้นเลยนะ!” พิมพ์มาดาหันมาเอ็ดเบาๆ เมื่อเห็นรินรดายืนยิ้มกรุ่มกริ่มอยู่คนเดียว
“รับทราบค่ะ ท่านสถาปนิก” ศิลปินสาวหัวเราะร่วน เดินเข้าไปช่วยจับตลับเมตรอย่างแข็งขัน แม้ภาพลักษณ์เธอจะดูไม่เข้ากับไซต์ก่อสร้างเอาเสียเลย แต่ความคล่องแคล่วและการรู้ใจกันทำให้ทั้งคู่ทำงานประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ
ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงเต็มท่ามกลางหยาดเหงื่อและคราบฝุ่นปูน ในที่สุดโครงสร้างชั่วคราวและการเสริมเหล็กก็เสร็จทันเวลาก่อนที่คอนกรีตจะถูกเททับ พิมพ์มาดาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ทรุดตัวลงนั่งบนลังไม้อย่างหมดแรง มือเรียวถอดหมวกนิรภัยออก เผยให้เห็นเส้นผมที่ชุ่มเหงื่อแนบกับข้างแก้ม
รินรดาเดินเข้ามาหยิบขวดน้ำดื่มยื่นให้ พร้อมกับใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับเหงื่อที่หน้าผากให้คนรักอย่างเบามือ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนน่าใจหาย
“เก่งมากค่ะคนสวย เกือบทำให้แกลเลอรีฉันล่มซะแล้ว” รินรดาเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ยัยริน! ถ้ารู้ว่าใครเป็นคนแก้สเปกนี้นะ ฉันจะฟ้องให้ล้มละลายเลยคอยดู” พิมพ์มาดาบ่นอุบอิบ รับขวดน้ำมาดื่มอึกๆ แก้กระหาย แต่ดวงตากลับพยายามซ่อนรอยยิ้มเขินอายจากสัมผัสใกล้ชิดนั้น
บรรยากาศรอบตัวเริ่มผ่อนคลายลง ความเหนื่อยล้าถูกแทนที่ด้วยความโล่งใจและเคมีที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างเงียบเชียบ รินรดาย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าพิมพ์มาดา มือเรียวข้างหนึ่งวางทับลงบนเข่าของสถาปนิกสาว ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่น
“หายเหนื่อยหรือยังคะ... แฟนใครเนี่ย เก่งเป็นบ้าเลย” เสียงกระซิบแผ่วเบาเคล้าคลอไปกับเสียงลมหน้าไซต์งาน
พิมพ์มาดารู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำปฏิเสธหรือไล่ให้รินรดาเลิกหยอดในสถานที่แบบนี้เสียที แต่ทว่า...
พรึบ!
จู่ๆ ไฟสปอต라이트ดวงใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุก็เกิดกระพริบติดๆ ดับๆ ก่อนจะดับสนิทลงพร้อมเสียงช็อตเบาๆ ทำให้โซนอับแสงรอบตัวมืดลงทันที เหลือเพียงแสงสลัวจากด้านนอกไซต์งาน
“อุ๊ย!” พิมพ์มาดาอุทานด้วยความตกใจตามสัญชาตญาณ ร่างกายเอนไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ
รินรดาคว้าตัวพิมพ์มาดาไว้ทันท่วงที แรงดึงทำให้ร่างของสถาปนิกสาวเซถลาล้มลงไปอยู่ในอ้อมกอดของศิลปินสาวเต็มแรง ทั้งคู่ล้มกลิ้งลงไปบนกองแผ่นฉนวนกันความร้อนที่นุ่มหนา รินรดารีบใช้แขนอีกข้างค้ำยันพื้นไว้ไม่ให้ตัวเธอน้ำหนักทับคนใต้ร่าง แต่มันก็ใกล้ชิดเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันและกันในความสลัว
ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่มเซนติเมตร ดวงตาของรินรดาพราวระยับในความมืด ขณะที่พิมพ์มาดานิ่งค้าง หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สัมผัสจากอ้อมแขนที่โอบกอดทำให้เธอลืมความเหนื่อยล้าและเรื่องวุ่นวายทั้งหมดไปจนสิ้น
“นี่... ปล่อยฉันนะริน มืดตื้อแบบนี้เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า...” พิมพ์มาดาพยายามเปล่งเสียงดุเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง แต่กลับเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ
“ไม่มีใครเห็นหรอกค่ะ...” รินรดาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนริมฝีปากแทบจะชิดกับริมฝีปากของคนใต้ร่าง น้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังถูกส่งผ่านความมืด “แต่ก่อนจะลุกขึ้น... ฉันมีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าเรื่องงานจะบอกเธอ”
พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตื่นเต้น “เรื่อง... เรื่องอะไรอีกเล่า”
รินรดายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยในความมืด สายตาคมกริบจ้องมองริมฝีปากของสถาปนิกสาวก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาพิมพ์มาดาสติหลุดลอยยิ่งกว่าตอนแปลนพัง
“เรื่องที่ว่า... คนที่แอบเปลี่ยนสเปกแบบแปลนของเธอเมื่อเช้า... คือฉันเองค่ะ”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและร่วมลุ้นไปกับความคลั่งรักสุดป่วนนี้นะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 22
ความผิดพลาดของงานเขียนแบบ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!