*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานสถาปัตยกรรมในยามวิกาล ไม่ได้ทำให้พิมพ์มาดาละสายตาออกจากแปลนบ้านตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนกอดอกนิ่งสนิท ภายใต้ชุดสูทเข้ารูปที่เน้นย้ำความเป๊ะและเจ้าระเบียบจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ความผิดพลาด ไหล่บางตึงเครียดขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าใครคือผู้ที่ยืนอยู่หลังบานไม้นั้น
แต่ทว่า... ไร้ซึ่งเสียงเอ่ยอนุญาตจากปากของเจ้าของห้อง ประตูบานคู่กลับถูกผลักเปิดออกด้วยฝ่ามือเรียวบางที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
รินรดาเดินน่องเข้ามาในอาณาจักรสีขาวโมโนโครมของพิมพ์มาดาด้วยท่าทางราวกับเจ้าของบ้านเสียเอง เส้นผมสีเข้มที่รวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยเคลียกรอบหน้าสวยคม ปลายนิ้วเรียวยาวคีบมวนบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ไว้หลวมๆ ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดตามองความเนี้ยบอย่างไร้ที่ติของห้องนี้ด้วยมุมปากที่กระตุกยิ้มเยาะ
"ล็อกประตูทำไมคะคุณสถาปนิก กลัวฉันเข้ามาขโมยแบบแปลน หรือกลัวห้ามใจตัวเองไม่ให้มองหน้าฉันกันแน่"
น้ำเสียงติดจะเย้าแหย่และท้าทายดังขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาประชิดพื้นที่ส่วนตัว พิมพ์มาดาถอนหายใจยาวเหยียดอย่างนึกรำคาญ ปิดปากกาในมือลงเสียงดัง *‘แกร๊ก’* ก่อนจะหันขวับมาเผชิญหน้ากับคนกวนประสาทที่ชอบล้ำเส้นเข้ามาในชีวิตเธออยู่เรื่อย
"ถ้าว่างมากนัก ก็เอาเวลาไปเคลียร์งานเพ้นท์ผนังห้องรับแขกให้เสร็จตามกำหนดเถอะค่ะคุณศิลปิน อย่ามาเดินป้วนเปี้ยนสร้างความรำคาญในพื้นที่ทำงานของฉันเลย" พิมพ์มาดาสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาและราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าหัวใจข้างในกลับเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลักออกมานอกอก
รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันในเกราะป้องกันอันเปราะบางของอีกฝ่าย ศิลปินสาวก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนระยะห่างระหว่างพวกเธอเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวที่เจือจางด้วยกลิ่นสีน้ำมันและควันจางๆ ลอยเข้ามารุกล้ำประสาทสัมผัสของพิมพ์มาดา ทำให้ลมหายใจของสถาปนิกสาวสะดุดกึก
"รำคาญเหรอคะ..." รินรดากระซิบเสียงแผ่ว ทว่าก้องกังวานในความเงียบ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทของพิมพ์มาดา ราวกับพยายามจะขุดคุ้ยความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเย็นชา "แต่แปลกนะคะ... ทุกครั้งที่คุณบอกว่ารำคาญฉัน ทำไมฉันถึงเห็นมือคุณมันสั่นล่ะพิมพ์"
พิมพ์มาดาสะดุ้งเฮือก เผลอซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ข้างลำตัวโดยอัตโนมัติ รอยยิ้มเยาะบนเรียวปากของรินรดายิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น ศิลปินสาวไม่ยอมถอยหลังกลับไปไหน เธอกลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนแผ่นหลังของพิมพ์มาดาชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานอย่างไร้ทางหนี
"ถอยไปค่ะริน คุณกำลังล้ำเส้นเกินไปแล้วนะ" พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามดันไหล่บางของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่รินรดากลับคว้าข้อมือของเธอไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบที่พอเหมาะพอเจาะทำให้พิมพ์มาดาต้องชะงัก
ไม่มีความรุนแรง มีเพียงกระแสไฟฟ้าแปลบปลาบที่วิ่งพล่านไปตามผิวสัมผัส รินรดากดข้อมือของพิมพ์มาดาแนบลงกับขอบโต๊ะเบาๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างแก้มเนียน ทำให้ผิวเนื้อของสถาปนิกสาวร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ล้ำเส้นเหรอคะ? แล้วใครกันล่ะที่เป็นคนขีดเส้นพวกนี้ขึ้นมาตั้งแต่แรก" รินรดาเอ่ยเสียงพร่า ดวงตาคู่สวยฉายแววตัดพ้อระคนท้าทาย "คุณสร้างกำแพง ล็อกประตู ขีดเส้นตีกรอบให้ทุกอย่างมันต้องเป๊ะ ต้องตรง เพื่ออะไรคะพิมพ์? เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาเห็นหัวใจที่พังยำเยินของคุณ หรือเพื่อซ่อนความจริงที่ว่า... คุณไม่เคยลืมฉันเลยสักวินาทีเดียว!"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ ประโยคนั้นทำให้พิมพ์มาดานิ่งงึดไปชั่วขณะ ลมหายใจขาดห้วง ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวไหววับอย่างรุนแรง ความลับที่เธอเพียรพยายามเก็บซ่อนไว้ใต้ซากปรักหักพังของวัยเด็กและระเบียบวินัยอันเคร่งครัด ถูกรินรดาฉีกกระชากมันออกมาต่อหน้าต่อตาอย่างไม่เหลือชิ้นดี
"คุณพูดบ้าอะไร..." พิมพ์มาดาเค้นเสียงปฏิเสธ ทั้งที่เสียงของตัวเองสั่นพร่าเสียจนน่าสมเพช
"ฉันพูดความจริงค่ะพิมพ์" รินรดายขยับเข้าใกล้จนแทบไม่มีช่องว่าง ร่างเพรียวบางตรึงพิมพ์มาดาไว้ระหว่างอ้อมแขนและโต๊ะทำงาน ปลายเลิฟลิ้นแตะเบาๆ ที่มุมปากตัวเองขณะมองปฏิกิริยาของคนปากแข็ง "สายตาที่คุณมองฉันเวลาที่เราเถียงกัน... แววตาที่คุณใช้มองงานเก่าๆ ของฉัน... หรือแม้กระทั่งห้องเซฟเฮาส์หลังนี้ ที่คุณจงใจออกแบบให้มีมุมมองเปิดกว้างเพื่อให้ฉันยืนมองคุณได้จากทุกมุมห้อง... คิดว่าฉันโง่จนดูไม่ออกจริงๆ เหรอคะ?"
พิมพ์มาดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความรู้สึกพ่าย Pแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย น้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่ ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอดีตที่เธอใช้เวลาค่อนชีวิตสร้างเกราะกำบัง มันพังทลายลงราบคาบด้วยคำพูดไม่กี่คำและแววตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาปนความคลั่งรักของรินรดา
เธอเกลียดรินรดา... เกลียดที่อีกฝ่ายรู้ทันเธอไปเสียหมด เกลียดที่ทำให้เธอต้องยอมจำนนในความรู้สึกของตัวเอง
แต่สิ่งที่เกลียดที่สุด... คือการที่เธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่า 'มันคือความจริง'
"ใช่..." เสียงสั่นเครือหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของพิมพ์มาดาอย่างยากลำบาก เธอยอมแพ้แล้ว ยอมจำนนต่อหัวใจตัวเองที่โหยหาผู้หญิงคนนี้มาตลอดหลายปี "ฉันไม่เคยลืมคุณเลย... ริน"
คำสารภาพในความมืดที่เอื้อnนออกมา ทำให้รินรดานิ่งงันไป แววตาดื้อรั้นและท้าทายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลุ่มลึกที่หาดูได้ยาก รอยยิ้มพิมพ์ใจผุดขึ้นที่มุมปากของศิลปินสาว ก่อนที่เธอจะโน้มใบหน้าลงมาประชิดริมฝีปากของพิมพ์มาดาอย่างช้าๆ เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ปฏิเสธเป็นครั้งสุดท้าย
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของพวกเธอจะสัมผัสกันจนละลายความเย็นชาทั้งหมดลงได้นั้น
*ปัง!*
เสียงประตูห้องทำงานอีกด้านที่เชื่อมกับระเบียงถูกผลักกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของบุคคลที่สามก้าวพรวดพราดย่างสามขุมเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงหอบหายใจและแววตาตื่นตระหนกที่ทำให้บรรยากาศโรแมนติกและร้อนระอุเมื่อครู่ขาดสะบั้นลงในเสี้ยววินาที!
"พิมพ์! แย่แล้ว! แบบแปลนโครงการใหญ่เกิดปัญหาใหญ่หลวงแล้ว..."
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความคลั่งรักและร่วมลุ้นไปกับปมหัวใจของสองสาวนะคะ ขอให้สนุกกับบทถัดไปค่ะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 21
คำสารภาพในความมืด
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!