เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 20

คืนปล่อยใจ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
เสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาตามทางเดินไม้ปาร์เกต์ไม่ได้สร้างความตกใจเท่ากับเงาร่างโปร่งสูงที่ทาบทับลงมาบนกรอบประตูห้องสตูดิโอ พิมพ์มาดาชะงักมือที่กำลังถือแก้วกาแฟ ความเย็นเฉียบของเซรามิกตัดกับอุณหภูมิในห้องที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ร่างบางในชุดสูทลำลองก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อสายตาคมกริบของบุคคลผู้มาเยือนกวาดมองสำรวจทั่วห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของรินรดาซึ่งยืนบังเธอไว้ครึ่งตัวโดยอัตโนมัติ “ไม่คิดว่าสถาปนิกผู้เคร่งระเบียบอย่างคุณพิมพ์ จะเปิด ‘เซฟเฮาส์’ ต้อนรับคนนอกง่ายขนาดนี้” น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยรอยยเยาะหยันดังขึ้นจากริมฝีปากของ ‘ภานุ’ อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจและคนที่เคยเกือบทำลายความน่าเชื่อถือทั้งหมดในชีวิตของพิมพ์มาดา รินรดาขยับตัวเล็กน้อย ไหล่บางเกร็งตึงขึ้นจนเห็นเป็นสันชัดเจนภายใต้เสื้อยืดคอตตอนสีดำ ศิลปินสาวไม่เคยชอบความรู้สึกของการถูกคุกคามในพื้นที่ส่วนตัว—และยิ่งเป็นพื้นที่ที่เธอเพิ่งยอมเปิดใจให้พิมพ์มาดาก้าวเข้ามา ยิ่งทำให้ความรู้สึกหวงแหนพุ่งสูงจนน่ากลัว “คุณเข้ามาที่นี่ได้ยังไง” พิมพ์มาดาเค้นเสียงถาม รักษาระดับความเย็นชาไว้ภายใต้หน้ากากที่เธอเชี่ยวชาญ แต่ปลายนิ้วที่กำแก้วกาแฟแน่นจนข้อต่อขาวซีดกลับบอกความจริงที่ตรงกันข้าม “ประตูไม่ได้ล็อก… หรือพูดให้ถูกคือ คนของคุณมันประมาทเกินไปหน่อยนะคะ พิมพ์” ภานุสาวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะทะจมูก ชวนให้คลื่นไส้ในความทรงจำเก่าๆ ที่พรั่งพรูขึ้นมา รินรดาเหลือบมองคนข้างกาย ชั่วแวบเดียวที่เธอเห็นร่องรอยความเปราะบางในแววตานิ่งสนิทคู่นั้น—ปมวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งและถูกหักหลังกำลังกรีดซ้ำรอยเดิมในใจของสถาปนิกสาว “ออกไปจากที่นี่ซะ” รินรดาเป็นคนพูดขึ้น น้ำเสียงไม่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความกร้าวร้าวอย่างศิลปินที่ไม่แคร์หน้าอินทร์หน้าพรหม “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณจะเข้ามาเหยียบตามอำเภอใจ ไสหัวไปซะก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจ หรือไม่ก็… ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนกับมารยาททรามๆ ของคุณ” ภานุหัวเราะในลำคอ สายตาคมกวาดมองรินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม “อ๋อ… ศิลปินสาวไส้แห้งที่กำลังเป็นข่าวกับสถาปนิกตกอับสินะคะ ถึงว่าล่ะ ช่วงนี้ผลงานถึงได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเพราะมีคนคอยหนุนหลังนี่เอง” *เพี๊ยะ!* ไม่ใช่เสียงตบหน้า แต่เป็นเสียงกระแทกของเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ที่รินรดาลากขวางกั้นกลางระหว่างพวกเขากับแขกผู้ไม่invited ดวงตาคู่คมของศิลปินสาววาวโรจน์ด้วยความโกรธ เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวภานุโดยไม่เกรงกลัวส่วนสูงที่ได้เปรียบกว่าแม้แต่น้อย “ปากแบบนี้ เก็บไว้ใช้เห่าตอนอยู่ข้างถนนเถอะค่ะ” รินรดายิ้มเยาะใส่หน้าอีกฝ่าย ช At once อันตรายและเย้ายวนในเวลาเดียวกัน “เพราะในนี้… คนที่จะไม่ได้เดินออกไปทั้งครบสามสิบสอง อาจจะเป็นคุณเอง” พิมพ์มาดาดึงแขนรินรดาเบาๆ แต่สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยแรงสั่นเทาเล็กน้อย ร่างโปร่งของสถาปนิกสาวก้าวขึ้นมายืนเคียงข้าง พร้อมกับใช้สายตาที่เยียบเย็นที่สุดในรอบหลายปีมองตรงไปยังภานุ “เอกสารทุกอย่างเกี่ยวกับโปรเจกต์นั้น ฉันจัดการเคลียร์เรียบร้อยแล้ว และส่วนของคุณ… ฉันส่งให้ทนายความจัดการต่อแล้วเช่นกัน ไม่มีอะไรที่เราต้องคุยกันอีก เชิญค่ะ” ภานุกัดฟันกรอด รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าบิดเบี้ยวไปชั่วขณะเมื่อเจอความเด็ดขาดที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม “ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะค่ะพิมพ์… คนที่ไว้ใจที่สุด มักจะแทงข้างหลังเจ็บที่สุดเสมอ และฉันรอดูวันที่คุณร่วงลงมา” สิ้นเสียงประชดประชัน ร่างของภานุก็หันหลังกลับและก้าวออกไปจากห้อง ปิดประตูกระแทกตามหลังเสียงดังสนั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเซฟเฮาส์ ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง แต่บรรยากาศกลับไม่เหมือนเดิม… มันตึงเครียด หายใจติดขัด และเต็มไปด้วยเศษซากอารมณ์ที่ยังค้างคา พิมพ์มาดายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไหล่บางลู่ลงเล็กน้อยอย่างคนที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาหมาดๆ ความเข้มแข็งที่เธอพยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอาณาจักรของตัวเองกำลังสั่นคลอน รินรดาหันกลับมามองคนข้างกาย ดวงตาคู่สวยฉายแววเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด มือเรียวยื่นไปแตะที่ข้อศอกของพิมพ์มาดาแผ่วเบา “ไหวไหมคะ?” เสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด พิมพ์มาดาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดึงความเยือกเย็นกลับคืนมา เธอก้มมองมือของรินรดาที่วางอยู่บนแขน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา “ฉันไม่เป็นไร… ขอบคุณนะ ริน” “ไม่ต้องมาทำเป็นเก่งเลยค่ะ” รินรดาถอนหายใจยาว พลางขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนระยะห่างแทบไม่เหลือ “ตัวสั่นขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีกเหรอ สถาปนิกจอมเนี้ยบอย่างคุณนี่มัน… ปากร้ายใจอ่อนจริงๆ” “ฉันไม่ได้ใจอ่อน” พิมพ์มาดาเถียงเสียงเบา แต่ไม่ยอมถอยหนีสายตาที่พราวระยับด้วยความห่วงใยและบางสิ่งที่ร้อนแรงกว่านั้นของอีกฝ่าย “แล้วก็เลิกเข้ามาขวางฉันแบบนั้นสักที มันอันตราย” “กลัวฉันเจ็บเหรอคะ?” รินรดายิ้มมุมปาก ขยับเข้าไปประชิดจนแผ่นหลังของพิมพ์มาดาชนเข้ากับขอบโต๊ะทำงานโดยมีร่างบางของศิลปินสาวกักตัวไว้ตรงกลาง ไอร้อนจากร่างกายของทั้งสองคนหลอมรวมกันจนแทบแยกไม่ออก “ยอมรับมาเถอะค่ะว่าคุณกำลังใจสั่น… ไม่ใช่เพราะมัน แต่เป็นเพราะฉัน” พิมพ์มาดากลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นสีน้ำมันจางๆ จากตัวรินรดากำลังทำให้สมองที่เคยประมวลผลเป็นระเบียบของเธอลัดวงจร ดวงตากลมโตคู่นั้นมองสำรวจริมฝีปากที่กำลังขยับพูดคำเย้าแหย่ ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับประกายความจริงจังที่ซ่อนอยู่ภายใน สถานะระหว่างพวกเขามันเลยคำว่า ‘คนร่วมงาน’ ไปไกลลิบตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้… รู้ตัวอีกที พื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ก็เหลือแค่เธอกับผู้หญิงคนนี้เสียแล้ว “ริน…” พิมพ์มาดาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว ราวกับกระซิบ “คะ?” รินรดาก้มหน้าลงกระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนสถาปนิกสาวต้องหลับตาลงด้วยความวาบหวาม “ถ้าคิดจะไล่ฉันออกไปจากเซฟเฮาส์นี้… ตอนนี้คงไม่ทันแล้วนะคะ พิมพ์มาดา” จังหวะหัวใจของพิมพ์มาดากระหน่ำรัวยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับภานุนับร้อยเท่า มือเรียวที่เคยแข็งกระด้างค่อยๆ ยกขึ้นวางทาบบนเอวบางของรินรดาอย่างลังเล ก่อนจะออกแรงดึงเข้าหาตัวช้าๆ จนระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงเหลือเพียงลมหายใจกั้น ดวงตาคู่คมของรินรดาฉายแววพึงพอใจ เธอยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะสัมผัสกัน “คืนนี้…” รินรดากระซิบชิดริมฝีปากของพิมพ์มาดา น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ายวนที่ทำเอาสติหลุดลอย “เรามาคุยเรื่อง ‘สถานะของเรา’ กันให้จบดีกว่าไหมคะ… สถาปนิก” พิมพ์มาดาเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความกลัวที่จะถูกทอดทิ้งถูกเผาไหม้จนมอดด้วยความปรารถนาที่พุ่งพล่าน ร่างบางเตรียมจะอ้าปากเอ่ยคำตอบรับ— *กริ๊งงงงงง!* เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานแผดเสียงดังลั่นทำลายบรรยากาศสีชมพูจนยับเยินในพริบตา! รินรดาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พิมพ์มาดาสะดุ้งสุดตัวและรีบเบือนหน้าหนีเพื่อตั้งสติ สถาปนิกสาวเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดไม่แพ้กัน แต่เพียงแค่กวาดสายตาไปเห็นชื่อและข้อความแจ้งเตือนบนหน้าจอที่สว่างวาบในความมืดสลัวของห้อง… เลือดในกายของพิมพ์มาดาก็เย็นเฉียบลงในเสี้ยววินาที— ข้อความจากเบอร์แปลกที่ส่งตรงเข้ามา พร้อมกับภาพถ่ายใบเสร็จปริศนาและโลเคชันที่คุ้นตาอย่างประหลาด: *[ระวังตัวไว้ให้ดี… คนที่เธอไว้ใจที่สุด กำลังขุดหลุมฝังเธออยู่ตอนนี้]* รินรดาเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของพิมพ์มาดา เธอกลับมามีสติและถามเสียงเครียด “พิมพ์… เกิดอะไรขึ้น ใครส่งอะไรมา?” พิมพ์มาดายังคงนิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับรินรดา แววตานั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความเจ็บปวดที่เพิ่งถูกขุดคุ้ยขึ้นมาใหม่—ก่อนที่เสียงเคาะประตูด้านนอกจะดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างรวดเร็ว! *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* —ขอบคุณสำหรับกำลังใจและทุกคอมเมนต์ที่คอยสนับสนุนกันเสมอนะคะ กลิ่นลิลลี่สีขาวซาบซึ้งใจมากๆ เลยค่ะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%