เสียงกุญแจกระทบกับขอบประตูอลูมิเนียมอัลลอยด์ในความเงียบสงัดยามเที่ยงคืน คือเสียงเดียวที่ทำลายความเยียบเย็นภายในเซฟเฮาส์มินิมอลโทนขาว-เทาแห่งนี้ พิมพ์มาดายืนนิ่งอยู่หน้าบานประตู มือเรียวยังคงกำพวงกุญแจแน่น ขณะที่สายตากวาดมองร่างที่กำลังพิงกรอบประตูอย่างหมดสภาพของรินรดา ศิลปินสาวจอมพยศผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ตอนนี้กลับมีใบหน้าที่แดงก่ำด้วยพิษไข้ ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอของเธอคือเครื่องยืนยันชั้นดีว่าคนปากเก่งคนนี้กำลังพังทลายลงอย่างแท้จริง
"ไหวไหมคะคุณศิลปิน หรือจะให้ฉันโทรเรียกโรงพยาบาลมารับตัวกลับคอนโดของคุณไปเลยดีล่ะ"
น้ำเสียงของสถาปนิกสาวเจ้าระเบียบเต็มไปด้วยความถกเถียงและรำคาญใจ ทว่าแววตาที่มองสำรวจร่างสั่นเทานั้นกลับไม่มีความรังเกียจเจือปนเลยสักนิด มีเพียงความหงุดหงิดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา
รินรดาปรือตาขึ้นช้าๆ ริมฝีปากที่แห้งผากจนแตกเป็นรอยแย้มยิ้มเยาะหยันตัวเอง ทั้งที่เนื้อตัวร้อนรุ่มราวกับถูกไฟแผดเผา "ถ้าจะไล่... ก็ช่วยผลักให้ออกจากห้องคุณตั้งแต่แรกสิคะ จะพามาถึงเตียงนอนส่วนตัวของคุณทำไม... หรือว่ากลัวฉันตายคาห้องรับแขกแล้วฮวงจุ้ยห้องคุณจะเสียกันแน่... ยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ"
"ปากดีให้มันตลอดรอดฝั่งเถอะค่ะ" พิมพ์มาดากลอกตาด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะวางกระเป๋าลงบนเคาน์เตอร์ครัวแล้วเดินตรงเข้ามาประชิดตัว ร่างสูงโปร่งในชุดทำงานเรียียบกริบช้อนแขนเรียวขึ้นพยุงอย่างไม่ลังเล แม้รินรดาจะพยายามขัดขืนด้วยแรงอันน้อยนิดก็ตาม "เงียบปากแล้วเดินดีๆ เถอะค่ะ ตัวร้อนจัดขนาดนี้ยังจะมีแรงมาต่อปากต่อคำอีกนะ"
กลิ่นอายน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ผสมกับความร้อนจากร่างกายของศิลปินสาวลอยเข้าปะทะจมูกของพิมพ์มาดายามที่ร่างทั้งสองแนบชิดกัน สถาปนิกสาวเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังในห้องสี่เหลี่ยมอันว่างเปล่าแวบเข้ามาในหัว สมองสั่งให้เธอถอยห่าง แต่สัญชาตญาณลึกๆ กลับบอกให้เธอโอบกอดความอบอุ่นที่ผิดปกตินี้ไว้
พิมพ์มาดาพาอีกฝ่ายมาทิ้งตัวลงบนเตียงนอนคิงไซส์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีเทาอ่อนสะอาดตา ทุกตารางนิ้วในห้องนี้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามแบบฉบับของเธอ แต่ตอนนี้ รินรดากำลังทำลายความสมบูรณ์แบบนั้นลงด้วยการนอนขดตัวซุกเข้าหาความเย็นสบายของหมอน พร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่นด้วยความทรมาน
"หนาว..." เสียงกระซิบแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทา
พิมพ์มาดายืนกอดอกมองร่างที่นอนซมอยู่บนเตียง เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความจำยอม เดินหายเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกะละมังใบเล็กและผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดๆ สถาปนิกสาวนั่งลงที่ขอบเตียงอย่างระมัดระวัง บรรจงเช็ดตามกรอบหน้า ลำคอ และแนวไหปลาร้าของคนป่วยอย่างเบามือที่สุด
รินรดาลืมตาขึ้นมองการกระทำนั้นผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลอจากพิษไข้ ดวงตาคู่สวยคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าเรียบนิ่งของคนที่กำลังดูแลเธอด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
"ทำไม... ถึงใจดีกับฉันล่ะคะ" เสียงแหบพร่าเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบในห้องนอน
พิมพ์มาดาชะงักมือที่กำลังเช็ดหน้าผากให้เล็กน้อย เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามเคย "ฉันไม่ได้ใจดีค่ะ ฉันแค่วุ่นวายใจถ้าคุณมาเป็นลมตายในพื้นที่ที่ฉันเพิ่งรีโนเวตเสร็จต่างหาก มันขัดหูขัดตา"
"ปากแข็ง..." รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทาไปคว้าข้อมือเรียวของสถาปนิกสาวไว้ แรงบิดแม้จะน้อยนิด แต่กลับดึงให้พิมพ์มาดาต้องโน้มตัวเข้าไปใกล้โดยไม่ทันตั้งตัว "ถ้าขัดหูขัดตา... แล้วทำไมแววตาคุณถึงฟ้องว่ากำลังเป็นห่วงฉันล่ะคะ... คุณพิมพ์มาดา"
ลมหายใจที่ร้อนผ่าwเป่ารดผิวแก้มของกันและกัน ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนเหลือเพียงแค่คืบเดียว หัวใจของพิมพ์มาดากระตุกวูบ จังหวะการเต้นรัวเร็วจนน่าตกใจ เธอลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อดวงตากลมโตคู่สวยนั้นจ้องลึกเข้ามาในนัยน์ตาของเธอ ราวกับจะค้นหาความลับที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชา
"อย่ามาเพ้อเจ้อตอนเป็นไข้นะคะ รินรดา" พิมพ์มาดาพยายามดึงเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าหัวใจจะเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอกแล้วก็ตาม "นอนพักซะ ไม่งั้นฉันจะจับคุณมัดติดกับเตียงจริงๆ ด้วย"
รินรดายิ้มมุมปาก นัยน์ตาทอประกายเจ้าเล่ห์แม้จะป่วยหนัก "มัดเหรอคะ... ก็น่าสนใจดีเหมือนกันนะ ฉันอยากรู้จังว่าสถาปนิกจอมเนี้ยบอย่างคุณ จะจัดการกับคนดื้อๆ อย่างฉันยังไง"
บรรยากาศในห้องนอนอบอวลไปด้วยความหวานปนความยั่วยวนที่ยากจะต้านทาน พิมพ์มาดานิ่งค้างอยู่ในท่าโน้มตัว ปลายนิ้วยังคงสัมผัสอยู่กับความร้อนผ่าวของอีกฝ่าย สายตาคมกริบประสานเข้ากับดวงตาพราวระยับของศิลปินสาวอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความตึงเครียดจากปมในใจถูกหลอมละลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความปรารถนาอันตรายที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในความมืดของค่ำคืนนี้
ทว่า ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะเคลื่อนเข้าหาเพื่อลดระยะห่างอันตรายนั้น เสียงกริ่งหน้าประตูกลับดังขึ้น... *ติ๊งต่อง!* เสียงนั้นทำลายความเงียบและดึงสติของทั้งสองคนให้ผละออกจากกันราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต
พิมพ์มาดาสบถเบาๆ ในลำคอด้วยความหงุดหงิด เธอผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าเรียบตึงกลับมาเย็นชาอีกครั้งเมื่อหันไปมองทางประตูห้องรับแขก ใครกันที่มาเคาะห้องเอาป่านนี้ ในเวลาตีสองครึ่งเช่นนี้
รินรดานอนมองแผ่นหลังของสถาปนิกสาวที่เดินออกไปจากห้องด้วยความรู้สึกเสียดาย ทว่าในขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าที่เดินไปเปิดประตูกลับตามมาด้วยเสียงไขกุญแจสำรองจากด้านนอก และร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาในเซฟเฮาส์ ก็ทำให้พิมพ์มาดาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก!
รี้ดที่รักคะ มาร่วมลุ้นไปกับรินและพิมพ์ในตอนต่อไปกันนะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 14
ที่พักใจกลางเมือง
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!