เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 15

ระยะห่างที่หายไป

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
"ถ้าคุณยังขยับเข้ามาอีกเซนติเมตรเดียว ฉันจะถือว่าคุณฉวยโอกาสนะคะ คุณรินรดา" เสียงกระซิบที่ลอดผ่านริมฝีปากบางเฉียบของพิมพ์มาดาไม่ได้มีความน่ากลัวเลยสักนิดในความรู้สึกของคนฟัง ตรงกันข้าม มันกลับคล้ายเสียงท้าทายจากแมวตัวโปรดที่กำลังแยกเขี้ยวใส่ ทั้งที่หางยาวๆ นั้นกำลังสะบัดไปมาด้วยความตื่นเต้น ในความมืดสลัวของห้องนั่งเล่นขนาดกะทัดรัด แสงไฟสีส้มอ่อนจากโคมไฟตั้งพื้นมุมห้องทอดเงาทาบทับลงบนร่างสองร่างที่เบียดชิดกันอยู่บนโซฟาหนังแท้ตัวโปรด ระยะห่างระหว่างสถาปนิกสาวจอมเเหล่านี้กับศิลปินสาวปากกล้าถูกย่นย่อลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ ปมปัญหาเรื่องงานรีโนเวทบ้านเมื่อช่วงหัวค่ำถูกพับเก็บใส่ลิ้นชักไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อความเงียบยามดึกเริ่มทำหน้าที่กัดเซาะกำแพงน้ำแข็งที่พิมพ์มาดาเพียรสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต รินรดากระตุกยิ้มมุมปาก ดวงตาเรียวรีคมกริบพราวระยับด้วยประกายความซุกซน เธอไม่ได้ถอยหลังหนีตามคำขู่ กลับกัน... เปลือกตาบางกลับหรี่ลงเล็กน้อยขณะจงใจขยับเข้าไปใกล้จนปลายจมูกรั้นแทบจะชนเข้ากับแก้มเนียนของอีกฝ่ายที่กำลังขึ้นสีระเรื่อจางๆ "ฉวยโอกาสอะไรกันคะคุณสถาปนิก โซฟาก็ออกจะกว้าง แต่ทำไมคุณถึงถอยหลังหนีจนแทบจะสิงเข้าไปในพนักพิงแบบนั้นล่ะคะ หรือว่า... กำลังกลัวอะไรอยู่?" "ฉันไม่ได้กลัว" พิมพ์มาดาสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเย็นชาที่มักใช้ควบคุมลูกน้องในออฟฟิศกลับสั่นไหวเล็กน้อยอย่างไร้สาเหตุ เมื่อปลายนิ้วเรียวของรินรดาเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างกกหูของเธอออกให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาหัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะระเบียบของเธอรวนเรจนแทบควบคุมไม่ได้ "ปากแข็งจังนะคะ" รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลชวนฝันดังอยู่ใกล้แค่หู จนพิมพ์มาดาต้องหลุบสายตาลงมองเรียวปากอิ่มที่กำลังขยับพูดอย่างเสียการทรงตัว กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของรินรดาโชยเข้าจมูก ยิ่งทำให้สมองของสถาปนิกสาวตระกูลดังรวนเรหนักขึ้นไปอีก ตั้งแต่เด็กจนโต พิมพ์มาดาถูกสอนให้ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบ ต้องสมบูรณ์แบบ และที่สำคัญที่สุด... ต้องรักษาระยะห่างจากผู้คนเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาทำร้ายความรู้สึกที่เปราะบางภายใต้เกราะกำบังอันแข็งกร้าว แต่วันนี้ กำแพงเหล่านั้นกลับพังทลายลงทีละน้อย เพียงเพราะผู้หญิงคนนี้... ศิลปินสาวจอมกวนประสาทที่เข้ามาปأسป่วนชีวิตเธออย่างไร้ทิศทาง "ถอยไปค่ะ พิมพ์หายใจไม่ออก" พิมพ์มาดายกมือขึ้นดันลาดไหล่บางเอาไว้ แต่แรงปะทะนั้นเบาหวิวจนแทบจะกลายเป็นการโอบกอดกลายๆ รินรดาชะงักไปนิด ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพิมพ์มาดา รอยยิ้มขี้เล่นเมื่อครู่จางหายไป เหลือเพียงความจริงจังที่ระคนความอ่อนโยนบางเบาที่ทำเอาคนถูกมองถึงกับหายใจติดขัด "ถ้าหายใจไม่ออก... จะให้ฉันช่วยผายปอดให้ไหมคะ?" "คุณริน!" ไม่ทันที่พิมพ์มาดาจะได้ต่อว่าอะไร รินรดาก็ฉวยโอกาสรวบเอวคอดกิ่วของเธอเข้ามาแนบชิดยิ่งกว่าเดิม ความอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าทำให้พิมพ์มาดาสะดุ้งเฮือก เผลอใช้มือทั้งสองข้างกำเสื้อเชิ้ตของรินรดาแน่นโดยอัตโนมัติ ใบหน้าสวยคมของศิลปินสาวเคลื่อนเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้ม ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่รุนแรงเสียจนพิมพ์มาดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว ก้าวผิดเพียงก้าวเดียว เธอก็อาจจะตกลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดเอาไว้ด้วยความเต็มใจ ดวงตากลมโตของรินรดากวาดมองทั่วใบหน้าของพิมพ์มาดา ไล่ตั้งแต่ดวงตากลมสวยที่กำลังสั่นระริก ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างคนถือดี ไปจนถึงร่องรอยความประหม่าที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง "พิมพ์..." เสียงเรียกที่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากสายลม ทำให้หัวใจของสถาปนิกสาวกระตุกวูบ รินรดาไม่เคยเรียกชื่อเธอห้วนๆ แบบนี้มาก่อน น้ำเสียงนั้นราบเรียบทว่ากลับเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งบางอย่างที่ยากจะปฏิเสธ "อะ...อะไรคะ" พิมพ์มาดาเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาร้อนแรงคู่นั้น แต่กลับถูกปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดเชยคางให้กลับมาสบตากันตรงๆ "เลิกกั้นกำแพงใส่ฉันสักทีได้ไหมคะ..." รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น รอยยิ้มทะเล้นหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความเว้าวอนที่ส่งผ่านทางสายตา "ฉันรู้ว่าคุณกลัว... กลัวการถูกทอดทิ้ง กลัวการเปิดใจให้ใครสักคนเข้ามาในเซฟเฮาส์ที่คุณสร้างขึ้นมาคุ้มAภัยตัวเอง แต่พิมพ์คะ... บางครั้ง เซฟเฮาส์ที่ปลอดภัยที่สุด อาจจะไม่ใช่สถานที่ที่ไม่มีใครเข้าถึง... แต่อาจจะเป็นอ้อมกอดของใครสักคนก็ได้นะ" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของพิมพ์มาดา น้ำตาร้อนผ่าวเอ่อคลอขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ความลับที่เธอฝังกลบไว้ก้นบึ้งของหัวใจมาตลอดหลายปี ถูกคนตรงหน้ามองทะลุปรุโปร่งอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเอ่ยปากอธิบายอะไรมากมาย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของรินรดาที่ประคองแก้มเธอไว้ ทำให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจมาเนิ่นนานเริ่มละลายหายไป พิมพ์มาดาเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น พยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ เธอไม่อยากอ่อนแอให้ใครเห็น... โดยเฉพาะกับผู้หญิงคนนี้ แต่ก่อนที่พิมพ์มาดาจะได้รวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยปฏิเสธหรือสารภาพความรู้สึกในใจ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำลายบรรยากาศสีชมพูที่อบอวลไปด้วยความหวานปนเศร้าลงในเสี้ยววินาที *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* "คุณพิมพ์คะ! อยู่ข้างในหรือเปล่าคะ พอดีเอกสารด่วนจากหน้างานส่งมาแก้ปัญหาด่วนค่ะ!" เสียงตะโกนโถมเข้ามาพร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูหน้าห้องที่ดังขึ้นตามติด รินรดาถอนหายใจออกมาอย่างหัวเสียเล็กน้อย ขณะที่พิมพ์มาดาสดุ้งสุดตัว รีบผลักร่างของศิลปินสาวให้ออกห่างในทันทีด้วยความตกใจ ใบหน้าสวยหวานแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่อย่างลนลานในขณะที่เสียงฝีเท้าและเสียงไขกุญแจห้องกำลังดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ รินรดายืนขึ้นเต็มความสูง ดวงตาคมกริบมองค้อนประตูห้องพักสลับกับใบหน้าตื่นตระหนกของพิมพ์มาดา ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูสถาปนิกสาวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่ "เรายังคุยกันไม่จบนะคะ คุณสถาปนิก..." *คลิก!* เสียงประตูห้องเปิดผางเข้ามา พร้อมกับร่างของเลขานุการสาวที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาพร้อมกองเอกสารในมือ โดยไม่ทันสังเกตเห็นบรรยากาศชวนใจสั่นที่เพิ่งถูกตัดขาดลงเมื่อเสี้ยววินาทีที่แล้ว... รี้ดที่รักคะ มาร่วมลุ้นไปกับรินและพิมพ์ในตอนต่อไปกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%