"ถ้าคุณคิดว่าการเงียบใส่ฉันมันจะทำให้ฉันหายหัวไปจากชีวิตคุณได้ล่ะก็... บอกไว้ก่อนเลยนะคะพิมพ์มาดา ว่าคุณคิดผิดถนัด"
เสียงของรินรดาไม่ได้ดัง แต่มันกรีดแทรกผ่านความเงียบงันในห้องนั่งเล่นสไตล์มินิมอลที่เย็นเฉียบจนน่าใจหาย สถาปนิกสาวเจ้าของห้องยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัว มือเรียวที่เคยจับแต่ปากกาเขียนแบบและไม้บรรทัดสเกลกำลังกำขอบเคาน์เตอร์แน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด พิมพ์มาดาไม่ยอมหันกลับมาสบตา เธอเลือกที่จะมองผนังห้องสีเทาเรียบๆ แทนที่จะเผชิญหน้ากับดวงตาคู่คมที่กำลังสั่นระริกด้วยความอัดอั้น
สำหรับพิมพ์มาดาแล้ว ความเป็นระเบียบคือเกราะป้องกันเดียวที่ทำให้โลกล่มสลายใบนี้ยังคงตั้งตรงได้ ทุกเส้นต้องขนาน ทุกมุมต้องตั้งฉาก และความรู้สึก... ต้องถูกจัดเก็บเข้าแฟ้มอย่างมิดชิด ห้ามมีรอยยับย่นเด็ดขาด แต่ดูเหมือนว่าศิลปินสาวจอมยุ่งเหยิงคนนี้กำลังจะเข้ามาทำลายระบบระเบียบทั้งหมดที่เธอใช้เวลาสร้างมาทั้งชีวิตให้พังทลายลงในพริบตา
"กลับไปซะริน..." น้ำเสียงของพิมพ์มาดาแหบพร่าผิดจากทุกที มันไม่ใช่คำสั่งด้วยความเย่อหยิ่ง แต่มันคือเสียงร้องขอที่ซ่อนอยู่ภายใต้กำแพงหนาเตอะ "นี่มันเซฟเฮาส์ของฉัน และคุณ... กำลังล้ำเส้นเกินไปแล้ว"
"เซฟเฮาส์งั้นเหรอคะ?" รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันแต่กลับเปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำตาที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหล "ที่นี่มันไม่ใช่เซฟเฮาส์หรอกพิมพ์... มันคือห้องขัง! ห้องขังที่คุณสร้างขึ้นมาเพื่อขังตัวเองไม่ให้เจ็บปวดต่างหากล่ะ!"
ก้าวเท้าฉับไวของรินรดาลดระยะห่างระหว่างกันลงในพริบตา กลิ่นอายเฉพาะตัวที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นสีน้ำมันและกลิ่นวานิลลาจางๆ ลอยแตะจมูกพิมพ์มาดาจนหัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเริ่มรวนเร สถาปนิกสาวสะี่ยงถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับความเย็นเยียบของตู้เก็บเอกสาร บังคับให้เธอต้องจนมุม
รินรดาไม่ปล่อยให้เธอหนี พิมพ์มาดารู้สึกได้ถึงไออุ่นจากร่างโปร่งที่ขยับเข้ามาประชิดจนแทบไม่มีช่องว่าง ดวงตากลมโตที่ปกติมักจะฉายแววดื้อรั้นและกวนประสาท ยามนี้กลับมีหยาดน้ำตาคลอหน่วยจนน่าใจหาย ความเปราะบางที่รินรดาซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความมั่นใจ บัดนี้ถูกเปิดเผยออกมาจนหมดสิ้นในวันที่ฝนตกกระหน่ำด้านนอกหน้าต่าง
"ทำไมล่ะพิมพ์... ทำไมเวลาที่ฉันเข้าใกล้คุณ คุณถึงต้องทำท่าเหมือนฉันกำลังจะฆ่าคุณด้วยล่ะ?" รินรดากระซิบถาม ชิดริมฝีปากจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนแก้วเนียน "คุณกลัวอะไร? กลัวว่าตัวเองจะเผลอใจมารักคนไม่มีระเบียบแบบฉันเหรอ หรือว่า... กลัวว่าวันหนึ่งฉันจะเดินจากไปเหมือนกับคนที่เคยทิ้งคุณไว้ข้างหลังในอดีตกันแน่?"
คำถามนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงตรงรอยแผลเป็นที่พิมพ์มาดาพยายามปกปิดมาตลอดชีวิต ร่างกายของสถาปนิกสาวสะท้านเฮือก ดวงตาคู่คมที่เคยเย็นชาฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด ความรู้สึกถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก ความโดดเดี่ยวในบ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีใครต้องการ ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินของโลกใบนี้—ทุกอย่างถาโถมกลับเข้ามาในหัวสมองจนหน้ามืด
"หุบปากนะ..." พิมพ์มาดาเค้นเสียงลอดไรฟัน มือสั่นเทาผลักไหล่บางออกเบาๆ แต่รินรดากลับยิ่งก้าวเข้าประชิดแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากของศิลปินสาวอีกต่อไป มีเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด ความโกรธ ความอึดอัด และความต้องการที่ถูกเก็บกดไว้ร่วมกันนานนับเดือน กำลังหลอมละลายเส้นแบ่งเขตที่พิมพ์มาดาขีดไว้ด้วยความยากลำบาก
นิ้วเรียวของรินรดายื่นออกไปอย่างกล้าหาญ ปลายสัมผัสอุ่นร้อนแตะลงบนแก้วเนียนของพิมพ์มาดาอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ทำให้หัวใจของคนเจ้าระเบียบกระตุกวูบ สติสัมปชัญญะที่เคยควบคุมทิศทางได้สมบูรณ์แบบพังทลายลงในวินาทีที่ปลายนิ้วนั้นเกลี่ยหยาดน้ำตาที่พิมพ์มาดาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่
"คุณไม่ได้ตัวคนเดียวแล้วนะพิมพ์..." เสียงกระซิบนั้นนุ่มนวล ทว่าทรงพลังจนหยุดลมหายใจของคนฟัง "ต่อให้คุณจะสร้างกำแพงสูงแค่ไหน ฉันก็จะปีนข้ามมันไป... หรือไม่ก็ทุบมันทิ้งให้หมดเลยคอยดูสิคะ"
สตาฟฟ์ความรู้สึกทั้งหมดหยุดนิ่ง ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น สายตาที่ประสานกันสื่อสารเรื่องราวมากมายเกินกว่าจะหาคำบรรยาย พิมพ์มาดารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรที่ลึกและอันตรายที่สุด แต่น่าแปลก... ที่เธอกลับไม่อยากดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไปแล้ว
ริมฝีปากอิ่มของรินรดาขยับเข้าใกล้เรียวปากหยักได้รูปที่เม้มแน่นเป็นเส้นตรง สัมผัสอุ่นร้อนเริ่มเคลียคลออยู่ใกล้จนรับรู้ถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นของกันและกัน หัวใจของพิมพ์มาดากำลังเต้นระรัวราวกับกลองเพลในอก ความต้านทานทั้งหมดมลายหายไป เหลือเพียงความโหยหาที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ...
*กริ๊ก!*
เสียงปลดล็อกประตูหน้าห้องดังขึ้นทำลายความเงียบงันและช่วงเวลาแห่งการหยุดหายใจของคนทั้งคู่ลงอย่างไม่ปรานี รินรดาสะดุ้งสุดตัวผละถอยหลังออกไปสองก้าวด้วยความตกใจ ขณะที่พิมพ์มาดารีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนแก้วลวกๆ แล้วปรับสีหน้ากลับมาเป็นความเย็นชาอย่างรวดเร็ว
ประตูห้องรับแขกถูกผลักเปิดออกพร้อมกับร่างสูงสมส่วนของใครบางคนก้าวเข้ามา พร้อมกับเสียงทักทายสดใสที่ทำเอาบรรยากาศในห้องพลิกคว่ำในทันที
"พี่พิมพ์คะ! นبل... นภสรเองนะคะ พอดีนภสรเอาน้ำพริกฝีมือคุณแม่มาฝาก—อุ๊ย ขอโทษค่ะ รบกวนเวลาส่วนตัวหรือเปล่าคะเนี่ย?"
กลิ่นลิลลี่สีขาวหวังว่ารี้ดที่รักจะร่วมลุ้นไปกับรินและพิมพ์ในตอนต่อไปนะคะ!
เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 13
ภาพสะท้อนในกระจก
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!