เอกสารแบบแปลนสามมิติแผ่นนั้นถูกขยำจนยับยู่ยี่ในอุ้งมือเรียวของพิมพ์มาดา ก่อนจะถูกเหวี่ยงลงบนโต๊ะทำงานกระจกใสอย่างไม่ใยดี เสียงกระดาษกระแทกพื้นผิวเรียบดังปั้งสะท้อนก้องไปทั่วห้องสตูดิโอยามค่ำคืนที่เหลือเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะ
“คุณทำบ้าอะไรลงไป รินรดา!”
น้ำเสียงของสถาปนิกสาวจอมเนี้ยบเฉียบขาดและสั่นเทาด้วยความโกรธ ทุกสัดส่วนบนใบหน้าของพิมพ์มาดากำลังตึงเครียด เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ หล่อนเกลียดความไร้ระเบียบ และเกลียดที่สุดคือการที่ใครก็ตามเข้ามาบิด1พริ้วงานออกแบบที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดิบดีด้วยอารมณ์ศิลปินที่ไร้เหตุผล
รินรดาซึ่งยืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างหันกลับมามองด้วยแววตาพราวระยับ หล่อนไม่เพียงแต่ไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีคุกคามนั้น แต่ริมฝีปากอิ่มยังยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย ศิลปินสาวก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละนิด ช้าๆ ทว่ามั่นคง จนกระทั่งระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงแค่คืบ
“ฉันแค่ทำในสิ่งที่สถาปนิกสมองทึบอย่างคุณไม่มีวันเข้าใจ… พิมพ์มาดา” รินรดาเอ่ยเสียงพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากไวน์ที่ดื่มไปเมื่อครู่ลอยปะทะใบหน้าของอีกฝ่าย “ตึกหลังนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความสมบูรณ์แบบตามบรรทัดฐานทางเรขาคณิต มันต้องการ ‘ชีวิต’ ต้องการความบิดเบี้ยวที่งดงามเหมือนจิตใจมนุษย์ที่พังทลาย… ซึ่งบังเอิญว่าคุณไม่มี”
“คุณมันก็แค่เด็กเอาแต่ใจที่ใช้ศิลปะมาเป็นข้ออ้างในการทำลายกฎ!” พิมพ์มาดาก้าวเข้าไปประชิด ปลายจมูกเกือบจะชนกันด้วยซ้ำหากไม่ติดว่าความถือดีค้ำคออยู่ หล่อนจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตคู่นั้น ดวงตาที่มักจะมองโลกด้วยความเย้ยหยันแต่กลับมีเงาบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ เงาความโดดเดี่ยวที่พิมพ์มาดาคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าอะไร “คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหน ถึงได้เข้ามาปั่นป่วนชีวิตฉัน… ปั่นป่วนทุกอย่างที่ฉันพยายามสร้างมันขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง!”
ประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยกระแสอารมณ์บางอย่างที่ร้อนรุ่มและซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย รินรดาชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าสวยเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาไหววับที่สะท้อนภาพใบหน้าอันบึ้งตึงแต่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาคลอหน่วยของอีกฝ่าย
“ป้องกันตัวเองเหรอ…” รินรดาทวนคำ เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ ปลายเรียวเล็บของศิลปินสาวเอื้อมออกไปแตะเบาๆ ที่กรอบหน้าคมคายของสถาปนิกสาวอย่างลืมตัว พิมพ์มาดาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป หล่อนอยากจะปัดมือคู่นั้นออก อยากจะถอยหลังหนี แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง สมองขาวโพลนเมื่อปลายนิ้วอุ่นนั้นลูบไล้ผ่านโหนกแก้มเนียนแผ่วเบา
“ใช่… ฉันเกลียดคุณ รินรดา” พิมพ์มาดาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงสدาติและกำแพงน้ำแข็งที่สร้างมาทั้งชีวิตกลับคืนมา “เกลียดความอวดดี เกลียดรอยยิ้มทุเรศๆ นั่น และเกลียดที่…”
“ที่อะไรคะ?” รินรดาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนหน้าอกแนบชิดกับแผ่นอกบางของสถาปนิกสาว ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างแนบแน่น ไม่มีใครยอมหลบสายตา มีแต่แรงดึงดูดประหลาดที่ฉุดกระชากสติสัมปชัญญะของคนทั้งคู่ให้ดิ่งลงไปในวังวนแห่งความปรารถนาอันตราย “พูดออกมาสิ พิมพ์มาดา… ว่าคุณเกลียดอะไรในตัวฉันอีก”
“เกลียดที่ทำให้ฉัน…”
คำพูดที่เหลือถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อรินรดาไม่รอฟังคำตอบอีกต่อไป ศิลปินสาวรั้งท้ายทอยของคนตัวเล็กกว่าให้เข้ามาประชิด ก่อนจะกดริมฝีปากลงมาทาบทับอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า!
สัมผัสแรกคือความนุ่มหยุ่นที่เจือด้วยความดุดันและเอาแต่ใจ รินรดาขบเม้มกลีบปากอิ่มของพิมพ์มาดาเบาๆ เป็นการลงโทษ ก่อนจะแทรกความวาบหวามเข้าไปลึกล้ำยิ่งขึ้นเมื่อคนใต้ร่างส่งเสียงประท้วงในลำคอ พิมพ์มาดาร่างกายชาดิก ดวงเบิกกว้างด้วยความตกใจ ชั่ววินาทีแรกหล่อนยกมือขึ้นหมายจะผลักไสร่างบางตรงหน้าออกไป แต่ปลายนิ้วที่สัมผัสกับลาดไหล่เนียนกลับเปลี่ยนเป็นขยุ้มเสื้อผ้าของอีกฝ่ายแน่นจนยับย่น
ความโกรธ ความอัดอั้น และความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ระเบียบวินัยอันเคร่งครัดนับแรมปี พังทลายลงในจูบนี้อย่างไร้ท่าทีต่อสู้ รินรดาผ่อนปรนความรุนแรงลง เปลี่ยนเป็นความละมุนละไมที่สูบ1ฉีดความร้อนผ่าวไปทั่วสรรพางค์กาย ลมหายใจที่ขาดห้วง เสียงหัวใจที่เต้นรัวระรัวราวกับกลองเพลสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ความหวานล้ำที่ปะปนอยู่กับรสชาติเค็มปร่าของหยาดน้ำตาที่ไหลรินผ่านพวงแก้ม ทำให้จูบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลงทัณฑ์ แต่มันคือการสารภาพบาปที่รุนแรงที่สุด
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่คนทั้งคู่จมดิ่งอยู่กับห้วงเวลาอันพร่าเลือนนั้น ก่อนที่รินรดาจะค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอาลัยอาวรณ์ ดวงตาคู่สวยฉ่ำน้ำและเต็มไปด้วยประกายความคลั่งรักที่ปิดไม่มิด หล่อนหอบหายใจหนักหน่วง ปลายนิ้วยังคงเกลี่ยไล้อยู่บนริมฝีปากบวมเจ่อของพิมพ์มาดาที่ยืนตัวสั่นเทา ดวงตาคู่คมของสถาปนิกสาวแดงก่ำ สมองหมุนคว้างจนแทบยืนไม่อยู่
“รสชาตินี้…” รินรดาเอ่ยเสียงพร่ามัว ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางเบาที่ชวนให้ใจสั่นระทึก “มันหวานกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีกนะ พิมพ์มาดา”
พิมพ์มาดาอ้าปากค้าง เตรียมจะเอ่ยปากด่ากราดเพื่อกู้ศักดิ์ศรีของตนเองกลับคืนมา แต่ทว่า…
*กริ๊ก!*
เสียงปลดล็อกประตูหน้าห้องสตูดิโอที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทำให้ร่างทั้งสองสะดุ้งสุดตัว รินรดาผละออกจากอ้อมกอดทันทีด้วยความตกใจ ขณะที่พิมพ์มาดานัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจที่เต้นระรัวเพราะจูบเมื่อครู่กลับหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อร่างสูงโปรคุ้นตาของใครบางคนก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงทักทายที่ทำเอาเลือดในกายของสถาปนิกสาวเย็นเฉียบ
“พิม… พี่เอง ทำไมไฟยังเปิดอยู่… อ้าว รินรดา? พวกคุณสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่เหรอคะ?”
กราบขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่อยู่เคียงข้าง "กลิ่นลิลลี่สีขาว" เสมอมานะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 9
รสชาติของความแค้น
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!