เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 29

การตัดสินใจครั้งใหญ่

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
จดหมายลาออกแผ่นสีขาวสะอาดตาถูกวางลงบนโต๊ะทำงานไม้สักทองเนื้อดี เสียงกระดาษกระทบผิวไม้เบาหวิว แต่มันกลับดังสะท้อนก้องกังวานในความเงียบงันของห้องทำงานผู้บริหารระดับสูง พิมพ์มาดายืนนิ่งหลังโต๊ะทำงาน ท่าทีสง่างามและเยือกเย็นที่เคยเป็นเกราะคุ้มกายมาตลอดหลายปี บัดนี้กลับถูกบดบังด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความลังเล เธอในชุดสูทสีเทาเข้มเข้ารูปดูเนี้ยบเฉียบตามเคย แต่หัวใจข้างในกลับไม่ได้ยึดติดกับเส้นตารางสถาปัตยกรรมที่เธอเคยบูชาอีกต่อไปแล้ว "คุณพิมพ์... คิดดีแล้วเหรอครับ?" ผู้อำนวยการอาวุโสขมวดคิ้วมุ่น เงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกมือหนึ่งของบริษัทด้วยความไม่เข้าใจ "โครงการใหญ่ที่หัวหินกำลังจะเริ่มประมูลเดือนหน้า คุณคือหัวเรือใหญ่ ถ้าคุณออกตอนนี้ บริษัทเราเสียหายหนักแน่" "ดิฉันตัดสินใจแล้วค่ะ ใบลาออกมีผลทันทีวันนี้" น้ำเสียงของพิมพ์มาดาราบเรียบ ทว่าเฉียบคมจนอีกฝ่ายไม่กล้าเอ่ยท้วงต่อ "เพราะเรื่องส่วนตัวเหรอครับ?" พิมพ์มาดาชะงักไปนิดหนึ่ง ปลายเลิฟสีนู้ดเรียวสวยประสานกันบนหน้าตัก ความทรงจำเมื่อคืนแวบเข้ามาในหัว... รอยยิ้มเยาะหยันของมารดาที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอน พร้อมกับสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งถึงความอ่อนแอในตัวเธอ คำพูดที่ว่า *'ถ้าอยากได้หัวใจของศิลปินไร้กรอบคนนั้น ก็ต้องกล้าที่จะพังกำแพงของตัวเองก่อนสิคะ ลูกสาวแม่'* มันยังคงก้องกังวาน เธอไม่ได้แค่ต้องการพิสูจน์ให้แม่เห็นว่าเธอไม่ได้เย็นชาไร้หัวใจ แต่เธอทำเพื่อรินรดา... ผู้หญิงที่เข้ามาปأسความสงบเรียบร้อยในชีวิตเธอจนยับเยิน แต่กลับทิ้งร่องรอยความอบอุ่นไว้จนเธอไม่อาจกลับไปยืนจุดเดิมได้อีก "ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวค่ะ..." พิมพ์มาดายิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง "แต่มันคือ 'อนาคต' ของดิฉันเองค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกโอกาสที่ผ่านมานะคะ" ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบริษัท ลมหายใจของพิมพ์มาดาก็โล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระเป๋าเอกสารหนังแท้ถูกเหวี่ยงขึ้นเบาะข้างคนขับในรถมินิคูเปอร์สีดำสนิท เธอกดโทรศัพท์หาเลขาส่วนตัวทันที "จองตั๋วเครื่องบินเที่ยวที่เร็วที่สุดไปเชียงรายให้ฉันค่ะ... ใช่ ไปคนเดียว และไม่ต้องบอกใครทั้งนั้น" นิยายชีวิตของสถาปนิกจอมเนี้ยบที่ขีดเส้นตรงไว้ทุกตารางนิ้ว บัดนี้ถูกฉีกทิ้งด้วยความรู้สึกที่เรียกว่า 'ความคิดถึง' รินรดาย้ายออกไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงสมุดสเกตช์ภาพใบหน้าของเธอเองที่มุมห้อง และโน้ตสั้นๆ ด้วยลายมือหวัดๆ ว่า *'ถ้าตามหาฉันเจอ ค่อยมาคุยกันเรื่องหัวใจ'* รถคันเล็กพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถ มุ่งหน้าสู่สนามบินด้วยความเร็วสูง พิมพ์มาดาเหยียบคันเร่งโดยไม่หันหลังกลับ เส้นทางข้างหน้าไร้ซึ่งแปลนก่อสร้าง ไร้ซึ่งมาตราส่วนที่แม่นยำ มีเพียงหัวใจที่กำลังนำทางเธอไปสู่ดินแดนแห่งขุนเขา... ที่ที่ศิลปินปากร้ายคนนั้นซ่อนตัวอยู่ สองชั่วโมงต่อมา ท้องฟ้าเหนือสนามบินเชียงรายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู พิมพ์มาดาก้าวลงจากเครื่องบินด้วยชุดเดินทางลำลองที่ผ่อนคลายขึ้น เสื้อเชิ้ตลินินสีขาวกับกางเกงสแล็คสบายๆ แม้จะยังดูดีมีรสนิยม แต่แววตาของเธอกลับฉายแววความเหนื่อยล้าเจือความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน เธอมุ่งหน้าเช่ารถขับขึ้นสู่ อ.แม่สาย ทันที เส้นทางคดเคี้ยวตามไหล่เขาไม่ได้ทำให้สถาปนิกสาวผู้กลัวความสูงหวาดหวั่นเท่ากับการกลัวว่าจะ 'ตามหาไม่พบ' รินรดามีชื่อเสียงในฐานะศิลปินอิสระผู้รักสันโดษ ที่ดินของครอบครัวแถวเชิงเขาชายแดนคือที่เดียวที่รินรดาเคยเอ่ยถึงยามเมามาย ความมืดโรยตัวปกคลุมผืนป่า สายหมอกยามค่ำคืนเริ่มไหลเอื่อยเข้ากระทบกระจกรถ พิมพ์มาดาเปิดไฟสูงส่องทางขรุขระจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้เก่าแก่สไตล์ล้านนาประยุกต์ ที่ตั้งโดดเดี่ยวท่ามกลางสวนลิ้นจี่ แสงไฟสีส้มอุ่นลอดผ่านหน้าต่างบานกระจกสีสะท้อนออกมา ราวกับกำลังรอคอยใครบางคน หัวใจของพิมพ์มาดาเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความกลัวที่จะต้องสูญเสียตีคู่มากับความโหยหา เธอดับเครื่องยนต์ ก้าวขาลงจากรถ ท่ามกลางอากาศที่เย็นเฉียบจนต้องกอดอกแน่น เธอย่างกรายเข้าไปใกล้ระเบียงบ้านทีละก้าว ได้ยินเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ แว่วออกมาจากข้างใน พร้อมกับกลิ่นสีน้ำมันและกาแฟคั่วบดจางๆ ที่คุ้นเคย... กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของรินรดา พิมพ์มาดายืนนิ่งอยู่หน้าประตูกระจกบานเลื่อน เงาสะท้อนจากกระจกเผยให้เห็นร่างเพรียวของเจ้าของบ้านกำลังยืนหันหลัง จัดแจกันดอกไม้สีขาวสะอาดตาบนโต๊ะทำงาน มือเรียวสั่นเทาเล็กน้อยยามที่เธอยกขึ้นเคาะกระจกเบาๆ *ก๊อก... ก๊อก...* รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย หันขวับมามองทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นว่าใครคือผู้หญิงที่ยืนอยู่หลังบานกระจก ท่ามกลางสายหมอกยามค่ำคืนและแสงไฟสลัว พิมพ์มาดาไม่รอให้รินรดาได้เอ่ยปากทักทาย เธอเลื่อนประตูเปิดออกด้วยตัวเอง ก้าวเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของศิลปินสาวอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่เธอดั้นด้นตามหามาครึ่งค่อนประเทศ "ลาออกจากงานแล้ว..." พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงพร่า ลมหายใจหอบเหนื่อยเล็กน้อยจากการเดินทางไกล "ขับรถขึ้นมาหาตั้งพันกิโลเมตร... ทีนี้ จะใจร้ายไล่ฉันกลับอีกไหมคะ... คุณรินรดา?" รินรดานิ่งงัดอึ้ง พู่กันในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นไม้เสียงดังสนั่น ทว่าก่อนที่ศิลปินสาวจะทันได้ตั้งตัว พิมพ์มาดาก็สาวเท้าเข้ามาประชิดตัว ใช้มือเรียวคว้าเอวบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับประกบเรียวปากลงมาปิดริมฝีปากที่กำลังอ้าค้างด้วยความตกใจทันที! สัมผัสร้อนแรงที่เจือความโหยหาและดื้อรั้นถูกถ่ายทอดผ่านจูบที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า รินรดาเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง ก่อนที่สัญชาตญาณจะผลักไสให้เธอทุบไหล่กว้างเบาๆ เพื่อประท้วง แต่พิมพ์มาดากลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ลมหายใจอุ่นร้อนผสานเข้าหากันในความเงียบสงบของขุนเขา ทว่า... ในวินาทีที่รินรดาเริ่มอ่อนระทวยและตอบรับสัมผัสอันเร่าร้อนนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ระเบียงด้านนอก พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยทักอย่างคุ้นเคย "อ้าว... น้องริน ลูกสาวน้าฝากเอา— เฮ้ย! ขอโทษทีครับ ไม่คิดว่าจะมีแขก!" พิมพ์มาดาผละออกจากริมฝีปากของรินรดาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยตื่นตระหนกเมื่อหันไปมองชายหนุ่มแปลกหน้าที่ยืนถือตะกร้าผลไม้ค้างอยู่ตรงประตู และที่สำคัญ... ผู้ชายคนนั้นคือลูกชายเจ้าของไร่ข้างๆ ที่รินรดามักจะเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มเสมอ! -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและส่งเสียงเชียร์ให้ยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบมาจนถึงตอนนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%