เสียงปิดประตูดังปัง... หนักหน่วงราวกับค้อนตอกลงบนอกซ้ายของพิมพ์มาดา จนเธอเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ
ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชือกพับแขนและกางเกงยุทธวิธี—คนที่รินรดามักจะพูดถึงด้วยน้ำเสียงออกรสออกชาติว่าเป็น 'นายหัวไร่ข้างๆ จอมวุ่นวาย'—ยืนนิ่งสนิท ตาเบิกกว้างมองตะกร้าผลไม้ในมือสลับกับร่างของสองคนที่เพิ่งผละออกจากกันอย่างลนลาน ตะกร้าหวายสานบรรจุเงาะและมังคุดสดๆ เกือบหลุดร่วงจากอุ้งมือหนาเมื่อสมองของเขาพยายามประมวลผลภาพเมื่อครู่
ให้ตายเถอะ... ภาพสถาปนิกสาวมาandนิ่งผู้เย่อหยิ่งจากกรุงเทพฯ กำลังยืนหน้าแดงก่ำริมฝีปากเจ่อบวมนิดๆ แนบชิดติดกับเจ้าของสตูดิโอติสท์แตก มันไม่ใช่ภาพเพื่อนสนิทที่มาเยี่ยมเยียนกันธรรมดาแน่นอน!
"เอ่อ... ผม... ผมแค่นเอาส้มตำปูปลาร้ากับผลไม้มาฝาก เห็นรินบอกว่าช่วงนี้ไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะเร่งแบบแปลน... สงสัยผมจะมาขัดจังหวะสินะ"
สรรเสริญ หรือที่รินรดาชอบเรียกว่า 'นายดิน' ยิ้มแห้งๆ หัวเราะกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบเหลือบมองพิมพ์มาดาที่ตอนนี้กำลังปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงราวกับหุ่นยนต์ติดแอร์ แม้ว่าใบหูทั้งสองข้างจะแดงก่ำลามไปถึงต้นคอด้านหลังแล้วก็ตามที
"ไม่ต้องมาทำเป็นแซวเลยนะตาแดน แกนี่มันจังหวะนรกจริงๆ!" รินรดาแหวใส่แก้เขิน พยายามก้าวเท้าเข้าไปกระชากตะกร้าผลไม้ออกจากมือชายหนุ่มเพื่อกลบ2เกลื่อนความร้อนผ่าวบนพวงแก้ม "วางไว้ตรงนั้นแหละ แล้วก็ไสหัวกลับไร่แกไปได้แล้ว ไป!"
"โห... ไล่กันโต้งๆ แบบนี้เลยเหรอคุณศิลปิน" ดินหัวเราะร่วน วางตะกร้าลงบนโต๊ะทำงานเก่าๆ ของรินรดา ก่อนจะปรายตามองพิมพ์มาดาที่ยืนกอดอกนิ่งสนิท ใบหน้าสวยเฉี่ยวยังคงความเย็นชาไว้ได้ดีเยี่ยม—ถ้าไม่ติดว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่ประสานกันไว้นั้นกำลังจิกเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขาวซีด
"ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการอีกรอบนะครับคุณสถาปนิก... หน้าตาคุณตอนนี้ดูดีกว่าตอนรถติดหล่มโคลนวันนั้นเยอะเลยนะ" ดินส่งยิ้มกวนประสาทตามสไตล์ลูกชายเจ้าของไร่ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร ก่อนจะยอมเดินถอยหลังออกไปที่ประตู "อ้อ... ริน เย็นนี้แม่ฝากบอกว่าให้ไปกินแกงไตปลาที่บ้าน ถ้าพา 'แขกพิเศษ' คนนี้ไปด้วย แม่ฉันคงดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ"
ประโยคสุดท้ายทิ้งท้ายด้วยการขยิบตาหนึ่งครั้ง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะหายลับไปจากกรอบประตู พร้อมกับเสียงหัวเราะรื่นหูที่ดังแว่วมาจากนอกระเบียง
บรรยากาศภายในสตูดิโอเก่าของรินรดากลับมาเงียบกริบอีกครั้ง เงียบเสียจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวโครมครามของคนทั้งคู่ดังแข่งกับเสียงพัดลมเพดานเก่าๆ ที่หมุนเอื่อยๆ
พิมพ์มาดายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่สวยภายใต้กรอบแว่นสายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง—ห้องสี่เหลี่ยมกว้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสีน้ำมัน ผืนผ้าใบที่ตั้งวางระเกะระระกะ และแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ฝุ่นเกาะหนาเตอะ มันคือพื้นที่อิสระที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของรินรดา พื้นที่ที่เธอไม่เคยมีส่วนร่วมและไม่เคยเข้าใจ
"มองอะไรเล่า ห้องรกๆ ของฉันมันเทียบไม่ได้กับคอนโดมิเนียมหรูหราระบบสมาร์ทโฮมของคุณหรอกนะ" รินรดาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะประชดประชันนิดๆ เพื่อปกปิดความประหม่าที่ยังหลงเหลืออยู่ในอก เธอเดินเลี่ยงไปหยิบผ้ากันเปื้อนเก่าๆ มาถือไว้ในมือ
"ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น" พิมพ์มาดาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสีเข้มมองตามร่างเพียวที่กำลังก้าวเดิน "ฉันแค่นึกสงสัย... ว่าทำไมเธอถึงเลือกทิ้งทุกอย่างในเมืองหลวง แล้วมาขลุกอยู่กับกลิ่นสีฝุ่นและผู้ชายปากเสียคนเมื่อกี้"
รินรดาชะงักฝีเท้า หันขวับกลับมามองคนถามทันที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ "ผู้ชายปากเสียคนเมื่อกี้คือเพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือฉันตอนที่ฉันเกือบตายอยู่กลางไร่ตอนย้ายมาใหม่ๆ ต่างหากล่ะ! และอีกอย่าง..." ศิลปินสาวก้าวเข้ามาประชิดตัวสถาปนิกสาวทีละก้าว ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย "ฉันจะอยู่ที่ไหน หรือจะทำอะไร มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยล่ะ คุณพิมพ์มาดา?"
คำถามนั้นคมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง พิมพ์มาดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอยืนเผชิญหน้ากับความดื้อรั้นและอิสรภาพที่แผ่ออกมาจากตัวของรินรดา ความกลัวลึกๆ ในใจที่ถูกฝังไว้ใต้ความเจ้าระเบียบและกฎเกณฑ์กำลังถูกสั่นคลอนอีกครั้ง... คลอนแคลนด้วยรอยยิ้ม กลิ่นกายหอมกรุ่น และความอบอุ่นที่เธอเพิ่งได้รับจากริมฝีปากคู่นั้นเมื่อไม่กี่นารีก่อน
"มันเกี่ยว..." พิมพ์มาดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้รินรดาชะงักงัน "มันเกี่ยวตั้งแต่ที่คุณทำให้ฉัน... ควบคุมตัวเองไม่ได้แบบนี้ไง รินรดา"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของคนที่มักจะถือตัวและมีกำแพงสูงลิบลิ่ว ทำเอาคนฟังถึงกับลมหายใจสะดุด รินรดาเบิกตากว้าง หัวใจกระตุกวูบไวก่อนจะเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกอก ความเย็นชาที่พิมพ์มาดาสวมใส่มาตลอดชีวิตพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เหลือเพียงแววตาไหววุ่นที่ซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดและโหยหาเอาไว้ไม่มิด
"คุณพิมพ์..." รินรดาครางชื่อนั้นแผ่วเบา ความโกรธเคืองและทิฐิที่สะสมมาหลายวันมลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความอ่อนยวบในหัวใจ
แต่ก่อนที่บทสนทนาลึกซึ้งจะได้ดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
"นี่! ยัยริน! ฉันลืมบอกไปว่า... อุ๊ย ขอโทษที ขัดจังหวะรอบสองหรือเปล่าวะเนี่ย"
ร่างของดินโผล่เข้ามาทางประตูอีกครั้ง พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งในมือ แต่ทว่า... สิ่งที่ทำให้พิมพ์มาดาและรินรดาต้องหน้าถอดสี ไม่ใช่การกลับมาของเพื่อนบ้านจอมกวนประสาทคนนี้
หากแต่เป็นเงาร่างของใครอีกคน... ใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังดิน—ผู้หญิงวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน สวมแว่นกันแดดทรงโต และกำลังกวาดสายตามองมายังสถาปนิกสาวในสตูดิโอด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
"อ้าว... คุณแม่พิมพ์มาดาคะ? ลูกสาวฉันบอกว่าคุณอยู่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอคะ แล้วทำไมถึงมาโผล่อยู่ที่สตูดิโอของยายรินนี่ได้ล่ะคะเนี่ย?"
เสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงอำนาจของ 'คุณหญิงวิภา' แม่ของดิน—และเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ทั้งหมดแถบนี้—เอ่ยทักขึ้นด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ แต่ทำเอาพิมพ์มาคารiผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมพลังใจให้กันเสมอนะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 30
สตูดิโอเก่าของริน
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!