เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 18

ความจริงหลังสีสเปรย์

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
รอยยิ้มเยาะบนมุมปากของพิมพ์มาดายังไม่ทันจางหายดี เสียงเคาะประตูกระจกห้องสตูดิโอรัวเร็วกระชั้นก็ดังแทรกขึ้น ทำลายบรรยากาศตึงเครียดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายท้าทายลงอย่างไม่ไยดี แต่ไม่มีใครสนใจเสียงภายนอกนั้น ในเมื่อพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ แห่งนี้ถูกกักขังไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงระหว่างพวกเธอบทสนทนาที่ค้างคาเมื่อครู่ยังคงกรีดลึกอยู่ในโสตประสาท "เกมที่คุณว่ามันเริ่มนานแล้วค่ะ คุณพิมพ์" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบไหวระริกด้วยประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา ร่างเพรียวในชุดเปื้อนสีถอยหลังไปหนึ่งก้าว สะโพกมนชนเข้ากับโต๊ะทำงานไม้สักที่เต็มไปด้วยกระป๋องสเปรย์และเศษซากงานศิลปะระเกะระกะ เธอหยิบกระป๋องสีสเปรย์สีดำด้านขึ้นมาหมุนเล่นในมือราวกับมันเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ "แต่คุณต่างหาก... ที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเดินเข้ามาอยู่ในสนามของฉัน" พิมพ์มาดาก้าวเข้าไปประชิดอย่างไร้ความลังเล สัญชาตญาณของสถาปนิกสาวผู้ควบคุมทุกตารางนิ้วในชีวิตถูกกระตุ้นด้วยความท้าทาย เธอใช้มือข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะไว้ กักร่างของศิลปินสาวจอมพยศให้อยู่ในอาณัติ กลิ่นหอมจางๆ ของทินเนอร์และดอกไม้ป่าลอยวนอยู่ปลายจมูก ยิ่งใกล้... ยิ่งทำให้หัวใจที่มักจะเต้นเป็นจังหวะเป๊ะๆ ตามแปลนงานเริ่มรวนเร "สนามของคุณเหรอคะ?" พิมพ์มาดาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน น้ำเสียงเย็นชาถูกลดระดับลงจนกลายเป็นกระซิบพร่าที่สั่นสะท้อนในอก "ถ้าจำไม่ผิด คนที่หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามปีก่อน... คือคุณต่างหากล่ะ รินรดา" ชื่อนั้น... ชื่อที่ไม่ได้เอื้อnนเอ่ยต่อกันมานานนับพันวันถูกปล่อยออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบด้วยความโกรธกรำ และมันก็มีอานุภาพมากพอที่จะทำให้รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของรินรดากระชากหายไปในพริบตา ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สะท้อนก้องในความอึดอัด รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก นิ้วเรียวที่ถือกระป๋องสเปรย์สั่นเทาเล็กน้อย—เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นที่ความเปราะบางถูกเปิดเผยออกมาให้เห็น ก่อนที่เธอจะแค่นยิ้มหยันให้กับตัวเอง "คิดว่าฉันอยากหนีนักหรือไงคะ..." รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่ยืนค้ำหัวอยู่ ปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความร้าวรานที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นฟิล์มหนาเตอะของความอวดดี "ถ้าคุณฉลาดพอนะ คุณน่าจะถามตัวเองก่อนว่า... ทำไมวันที่ฉันตัดสินใจก้าวออกจากเซฟเฮาส์หลังนั้น ฉันถึงเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แม้กระทั่งภาพวาดที่ฉันรักที่สุด" พิมพ์มาดาชะงักไป ดวงตาสีเข้มหรี่ลงเล็กน้อย ความทรงจำเมื่อสามปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ วันที่เธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าห้องสตูดิโอว่างเปล่า ไร้เงาของหญิงสาวผู้เคยเติมเต็มความเงียบเหงา มีเพียงรอยสเปรย์รูปหัวใจถูกพ่นทับด้วยกากบาทสีดำสนิทบนผนัง—ร่องรอยความเยียบเย็นที่คอยย้ำเตือนว่าเธอถูกทอดทิ้งอีกครั้ง "เพราะคุณเบื่อ" พิมพ์มาดาตอบเสียงแข็ง พยายามปกปิดรอยร้าวในน้ำเสียง "เพราะอิสระของคุณมันสำคัญกว่าความรู้สึกของใคร" "ฮhh! น่าขันสิ้นดี..." รินรดาหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยรื้นหยดน้ำใสๆ แต่เธอไม่ยอมปล่อยให้มันไหลร่วงลงมาประจานความอ่อนแอ "คุณนี่มัน... มองโลกเป็นเส้นตรงสมกับที่เป็นสถาปนิกจริงๆ พิมพ์มาดา คุณเห็นแค่โครงสร้างภายนอกที่ฉันสร้างขึ้นมาป้องกันตัว แต่ไม่เคยคิดจะมองลึกลงไปเลยว่า... ข้างในมันผุกร่อนแค่ไหนเพราะใคร" "หมายความว่ายังไง" "เพราะคุณไงคะ!" รินรดาหมดความอดทน เธอใช้มือทั้งสองข้างผลักหัวไหล่ของพิมพ์มาดาออกเต็มแรง แม้ร่างเพรียวจะไม่ได้ขยับไปไหนมากนัก แต่แรงกระแทกนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้คนฟังชะงักงัน "เพราะความเจ้าระเบียบ เย็นชา และผลักไสทุกคนให้ออกไปจากชีวิตของคุณ! คุณสร้างกำแพงสูงลิ่วแล้วบอกให้ฉันปีนข้ามไป พอฉันพยายามจนเหนื่อย เจ็บจนเลือดสาด... คุณก็แค่ยืนกอดอกมองดูแล้วบอกว่าฉันมันไม่นิ่งพอ!" คำพูดนั้นราวกับมีดปลายแหลมที่กรีดลงบนแผลเก่า พิมพ์มาดาหน้าชาวาบ ความรู้สึกผิดและอดีตอันมืดมนในวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้งโดยพ่อแม่สถาปนิกผู้บ้างานพรั่งพรูเข้ามาในหัว เธอเคยคิดว่าเธอเก่งพอที่จะสร้างเซฟเฮาส์ที่ไม่มีวันพังทลาย แต่กลายเป็นว่าเธอนั่นแหละที่เป็นคนพังมันด้วยมือของตัวเอง "ฉัน... ไม่เคยผลักไสคุณ" พิมพ์มาดาเผลอเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว "โกหก!" รินรดาสวนกลับทันควัน น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เริ่มเอ่อล้นขอบตา "วันนั้น... วันที่คุณบอกให้ฉันเลิกทำตัวไร้สาระแล้วหันมาโฟกัสกับความจริง คุณรู้ไหมว่าคุณกำลังพูดกับอะไร? คุณกำลังทำลายตัวตนทั้งหมดของฉัน! ภาพวาดสีสเปรย์พวกนั้น งานศิลปะบ้าๆ บอๆ ที่คุณเกลียดนักหนา มันคือชีวิตของฉัน... แต่คุณกลับเลือกที่จะขยشมันทิ้งเหมือนเศษขยะ!" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าสยดสยอง ความจริงที่ถูกฝังกลบไว้ใต้กองทรายแห่งกาลเวลาถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเผชิญหน้ากันในแสงไฟสลัวของค่ำคืนนี้ พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง หัวใจที่เคยด้านชากลับปวดหนึบราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น เธอยังจำวันนั้นได้ดี วันที่เธอโมโหจนเผลอทำลายผลงานชิ้นเอกของรินรดาลงด้วยความหึงหวงและหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะบินหนีไปสู่โลกกว้างที่เธอเอื้อมไม่ถึง "ริน..." พิมพ์มาดาเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างผิดคาด มือเรียวที่เคยแข็งกร้าวเอื้อมออกไปหมายจะแตะลงบนไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้อน ปฏิกิริยาของรินรดารวดเร็วกว่า เธอปัดมือคู่นั้นออกอย่างไร้เยื่อใย ดวงตาดุจกวางตื่นตระหนกจ้องมองมาด้วยความหวาดระแวงปนตัดพ้อ "อย่ามาแตะต้องฉัน!" รินรดาเสียงสั่นเครือ ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนติดกับชั้นวางอุปกรณ์เพ้นท์ "สามปีที่ผ่านมา ฉันต้องพยายามแค่ไหนกว่าจะลืมคุณได้ กว่าจะสร้างรินรดาคนใหม่ขึ้นมาได้... แต่คุณกลับเดินกลับเข้ามาในชีวิตฉันอีกครั้ง ทำไมล่ะ? ต้องการจะทำลายฉันให้พังคามืออีกรอบหรือไง!" "ฉันไม่ได้..." พิมพ์มาดาก้าวตามไปหนึ่งก้าว ความเย่อหยิ่งทระงศ์ตนละลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังตระหนักว่าเธอกำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปเป็นครั้งที่สอง "ฉันแค่อยากไถ่บาป... อยากแก้ไขสิ่งที่ฉันเคยทำผิดพลาดไป" "สายไปแล้วค่ะ คุณพิมพ์" รินรดาแค่นยิ้มทั้งน้ำตา หยิบกระป๋องสเปรย์สีดำขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะหันไปพ่นพรวดใส่ผนังห้องสตูดิโอเป็นรอยกากบาททับรอยเดิมเมื่อสามปีก่อนอย่างแม่นยำ "เกมของคุณมันจบตั้งแต่ตอนที่คุณเลือกจะปิดประตูใส่หน้าฉันแล้ว... และตอนนี้ ถึงตาฉันเป็นคนปิดประตูบ้าง" พูดจบ รินรดาก็หันหลังวิ่งพุ่งตัวไปยังประตูทางออกด้านหลังสตูดิโอที่เชื่อมต่อไปยังระเบียงมืดทึบ พิมพ์มาดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบสาวเท้ายาวๆ วิ่งไล่ตามไปติดๆ "รินรดา! หยุดนะ!" ร่างเพรียวพุ่งทะยานออกไปที่ระเบียงท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ที่เริ่มโปรยปลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รินรดาหอบหายใจโยนตัวพิงราวเหล็กกั้น ขณะที่พิมพ์มาดาก้าวตามออกไปประชิดตัวในระยะประชิด มือเรียวคว้าหมับเข้าที่ข้อแขนของศิลปินสาวเพื่อดึงไม่ให้เธอหนีไปไหนได้อีก รินรดาสสะบัดแขนออกสุดแรง แต่เพราะความลื่นของพื้นเปียกฝน ทำให้เท้าของเธอเสียหลัก ร่างทั้งร่างเซถลาล้มลงไปในอ้อมแขนของพิมพ์มาดาที่คว้าตัวไว้ได้ทันท่วงที แรงปะทะทำให้ทั้งคู่ล้มลงไปกองกับพื้นระเบียงที่เปียกชื้น พิมพ์มาดาใช้ร่างของตัวเองเป็นเกราะรองรับแรงกระแทกให้รินรดาไม่ให้กระแทกกับพื้นปูนแข็งๆ ลมหายใจร้อนผ่าวของทั้งสองคนผสานรดกันในระยะห่างแค่ลมหายใจกั้น สายฝนโปรยปรายลงมาเปียกปอนเส้นผมและใบพักตร์จนชุ่มโชก ดวงตาของทั้งคู่สบกันนิ่งในความมืดสลัว หัวใจเต้นโครมครามแข่งกับเสียงฟ้าคำรามไกลๆ รินรดาหอบหายใจรดต้นคอ ดวงตากลมโตไหวระริกเมื่อตระหนักว่าตอนนี้เธอกำลังถูกพิมพ์มาดากอดรัดไว้อย่างแนบแน่น ร่างกายแนบชิดจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน "ปล่อย..." เสียงของรินรดาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะขัดขืนต่อ พิมพ์มาดาไม่ยอมปล่อย เธอกลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้น ใบหน้าสวยคมโน้มลงไปใกล้จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกัน สายตาดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความเว้าวอนที่หาดูได้ยากยิ่ง "ถ้าฉันบอกว่า... ฉันยอมให้คุณพ่นสีใส่หัวใจฉันได้ตามใจชอบเลยล่ะ" พิมพ์มาดากระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากเฉียดผ่านแก้มเนียนที่เปียกปอนหยาดน้ำฝน "ริน... คุณจะยอมให้โอกาสคนที่เคยพังทลายคุณคนนี้... ได้ซ่อมแซมมันใหม่อีกครั้งไหม" รินรดานิ่งงัง นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความความรู้สึกที่ตีรวนกันจนแยกไม่ออก ระหว่างความโกรธแค้นในอดีตกับความโหยหาที่ยังคงเผาไหม้อยู่ในอก เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่าง— ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวจากด้านหน้าสตูดิโอ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อของใครบางคนที่ดังแทรกสายฝนเข้ามา "คุณพิมพ์! อยู่ข้างในหรือเปล่าคะ? เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! แปลนโครงการมิลלเลนเนียลที่ส่งประกวด... ถูกคนขโมยปล่อยข้อมูลออกสู่สาธารณะแล้วค่ะ!" ร่างในอ้อมแขนของพิมพ์มาดาแข็งทื่อไปในทันที รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่ดวงตาของพิมพ์มาดาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและคมกริบขึ้นมาในเสี้ยววินาที ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกอันลึกซึ้งนี้นะคะ *(กลิ่นลิลลี่สีขาว)*
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของยัยสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%