กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานหรูระดับเพนต์เฮาส์ ไม่ได้ทำให้บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย รินรดายืนกอดอก แววตาคมกริบดุจใบมีดโกนเคลือบน้ำตาลทอดมองชายหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเธอเคยยอมมอบทั้งชีวิตให้ แต่ในเวลานี้... เขากลับเป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่เธอพร้อมจะปัดตกจากฟากฟ้าให้ตกลงมาแหลกสลายคอหอย
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับคนกำลังจะจมน้ำ ดวงตาคมเข้มที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและเย็นชาอย่างไร้หัวใจ บัดนี้กลับไหวระริกด้วยความตื่นตระหนกและร้าวรานอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ความจริงที่เพิ่งถูกกระชากหน้ากากออกในเสี้ยววินาทีก่อนหน้า ทำให้กำแพงความมั่นใจของประธานหนุ่มตระกูลดังพังทลายลงไม่เป็นท่า
"ริน... ฟังฉันก่อน" เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจและสั่งการผู้คนนับหมื่น สั่นพร่าจนแทบจับใจความไม่ได้ ศิลาก้าวเท้าเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว ราวกับกลัวว่าหากเข้าใกล้เร็วกว่านี้ ตัวตนของเธอจะสลายกลายเป็นควันหายไปต่อหน้าต่อตา "เรื่องในอดีต... มันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้าใจทั้งหมด วันนั้นที่ฉันเซ็นใบหย่า วันนั้นที่ฉันผลักไสเธอออกไปจากชีวิต... ฉันมีเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ นะคะ... เอ่อ... ริน"
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบแก้วsเนื้อแน่นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องทำงานกว้าง รินรดาไม่ได้ใช้แรงทั้งหมดที่มี แต่แรงแค้นที่สะสมมานานนับปีก็เพียงพอที่จะทำให้ใบหล่อเหลาของศิลาหันไปตามแรงเหวี่ยง รอยแดงเป็นปื้นปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนบนผิวเนียน แต่ชายหนุ่มกลับนิ่งค้าง ไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง เขายังคงจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เจ็บปวดลึกซึ้งยิ่งกว่าความเจ็บทางกาย
"อย่าเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงทุศเรศแบบนั้น!" รินรดาเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างระหงสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่านจนถึงขีดสุด หยดน้ำตาแห่งความคับแค้นเอ่อคลอเบ้าแต่เธอรีบกะพริบไล่ให้มันกลับลงไปอย่างไร้ความปรานี "คุณมีเหตุผลเหรอศิลา? วันที่คุณทิ้งฉันให้อยู่กับความว่างเปล่า วันที่คุณเหยียบย่ามศักดิ์ศรีของฉันเหมือนฉันเป็นแค่เศษฝุ่นใต้รองเท้าคุชชีของคุณ... คุณเคยคิดถึงเหตุผลบ้าๆ บอๆ ของฉันบ้างไหม!"
"ริน... ฉันถูกบังคับ..." ศิลาพยายามเอื้อมมือหนาหมายจะคว้าจับข้อแขนเรียวของเธอไว้เพื่อยึดเหนี่ยว แต่รินรดากลับสะบัดหนีอย่างรุนแรงราวกับโดนของร้อน รังสีความรังเกียจที่ฉายชัดในแววตาของหญิงสาวกรีดแทงหัวใจของเขาจนเลือดซ่าน
"ถูกบังคับ? ช่างเป็นคำแก้ตัวที่น่าสมเพชเสียจริง!" เธอยิ้มเยาะ หยัดมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่สวยหยาดเยิ้มแต่เย็นเยียบถึงขั้วกระดูก "ผู้บริหารหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้าน ถูกบังคับให้ทำลายผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้เนี่ยนะ? น่าขันสิ้นดีศิลา! หรือจริงๆ แล้ว... คุณก็แค่ผู้ชายขลาดเขลาที่ไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับความจริงว่า คุณมันไร้หัวใจ ตั้งแต่แรกจนถึงวินาทีนี้!"
คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนคมหอกที่พุ่งปักเข้ากลางอกของศิลาอย่างไร้ความปรานี เขาจำนนต่อหลักฐานและจำนนต่อความผิดบาปที่ตนเองได้ก่อขึ้นในอดีต ภาพวันวานที่เขาเคยผลักไสเธอออกไปอย่างไร้เยื่อใย ยามที่เธอกราบกรานขอร้องให้เขาอยู่เคียงข้างในวันที่เฃaวิกฤตที่สุด แตสิ่งที่เธอได้รับกลับมีเพียงสายตาเย็นชาและคำพูดเฉยชาว่า *'เธอไม่ใช่คนในระดับเดียวกับฉัน'*
บัดนี้... คนที่อยู่ในระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเงยหน้ามองไม่ขึ้น กลับกลายเป็นตัวเขาเอง
"ใช่... ฉันมันโง่เอง ฉันมันสารเลวเองที่มองไม่เห็นค่าเพชรเม็ดงามที่อยู่ตรงหน้า" ศิลาคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเธออย่างไม่นึกรักศักดิ์ศรีของตนเองอีกต่อไป มือหนาทั้งสองข้างเอื้อมไปกุมชายกระโปรงสูทสั่งตัดราคาแพงของเธอไว้แน่น ดวงตาคมเข้มแดงก่ำคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ "แต่ได้โปรดเถอะริน... ให้โอกาสฉันได้ไถ่บาป ให้โอกาสฉันได้ชดใช้ในสิ่งที่ฉันทำผิดพลาดไป... ไม่ว่าเธอต้องการอะไร แลกด้วยอะไร ฉันยอมหมดแล้ว... ขอแค่เธอกลับมา"
รินรดาก้มลงมองอดี สามีผู้ทรงอิทธิพลที่บัดนี้ยอมคุกเข่าแทบเท้าเธอ ภาพชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งจองหองในอดีตได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงเศษซากของความพ่ายแพ้ที่น่าสมเพช หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความสะใจอย่างท่วมท้น แต่มันก็เจือปนไปด้วยความว่างเปล่าอันยาวนาน
เธอย่อตัวลงช้าๆ จนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน นิ้วเรียวสวยที่เคลือบด้วยยาทาเล็บสีแดงเพลิงเอื้อมไปจับปลายคางของเขา บังคับให้ศิลาต้องเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอ แววตาของรินรดานั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรัก ความโกรธ หรือแม้แต่ความเกลียดชัง เหลือเพียงความเยียบเย็นที่น่ากลัวที่สุด
"คุณอยากไถ่บาปเหรอศิลา..." น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกเอื้อnเอ่ยแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบจากมัจจุราช "ตราบใดที่ลมหายใจของคุณยังอยู่... คุณไม่มีทางชดใช้ความเจ็บปวดที่ฉันเคยได้รับหมดหรอกค่ะ สิ่งที่คุณทำกับฉันในอดีต มันฝังลึกอยู่ในกระดูกดำ... และจำไว้ วันนี้ที่คุณคุกเข่าต่อหน้าฉัน มันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่ฉันจะมอบให้คุณนับจากนี้!"
ศิลาสะท้านไปทั้งร่างเมื่อได้ยินน้ำเสียงและแววตานั้น หัวใจของเขาบีบรัดจนเจ็บแปลบราวกับถูกบดขยี้ด้วยคีมเหล็ก เขารู้ดีว่าเธอจะไม่ยอมอภัยให้ง่ายๆ และการกลับมาครั้งนี้ของรินรดา ไม่ใช่การกลับมาเพื่อทวงคืนความรัก... แต่มันคือการกลับมาเพื่อถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักให้พังพินาศไปพร้อมกัน
ทว่า... ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด จนแทบไม่มีใครกล้าหายใจ เสียงเคาะประตูด้านนอกเพนต์เฮาส์ก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะเธอไม่ได้นัดหมายใครไว้ในเวลานี้ ขณะที่ศิลายังคงคุกเข่าอยู่แทบเท้าเธอด้วยท่าทางหมดอาตายายอยาก
ก่อนที่ทั้งคู่จะได้เอ่ยคำใด ประตูบานหรูสีดำสนิทก็ถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของใครบางคนที่มีสิทธิ์ขาดในการเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวนี้ ร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมยีนส์น่ารักก้าวเดินเตาะแตะเข้ามาในห้องอย่างมั่นใจ ดวงตากลมโตใสแป๋วถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่ราวกับพิมพ์เดียวกัน แต่โครงหน้าคมคายและจมูกโด่งรั้นนั้นกลับ... ชัดเจนเสียจนทำให้หัวใจของศิลาหยุดเต้นไปชั่วขณะ
เด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบเศษหยุดยืนอยู่กลางห้องเอียงคอมองผู้ใหญ่ทั้งสองคนด้วยความงุนงุน ก่อนจะเอ่ยปากเรียกเสียงใสด้วยสำเนียงเด็กน้อยที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของคนเป็นพ่อ
"คุณแม่ครับ... น้องคีย์รอนานแล้วนะ ทำไมคุณแม่คุยกับคุณลุงคนนี้นานจังเลยล่ะครับ?"
สิ้นเสียงใสราวกระดิ่งแก้วนั้น ศิลาเบิกตากว้างจนแทบถลնออกนอกเบ้า ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปในทันที สมองอื้ออึงราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางกลางวันแสกๆ เมื่อมองสลับระหว่างใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กชายตัวน้อย... กับรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากของอดีตภรรยาที่เพิ่งถูกเปิดเผยขึ้นอย่างเต็มตา!
โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะคะ...
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความเจ็บปวดและการแก้แค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ - เพลิงกุหลาบดำ*
ทายาทตระกูลดังปะทะอดีตภรรยาที่เคยถูกลืม•ตอนที่ 11
คำสารภาพที่ไร้ความหมาย
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทตระกูลดังปะทะอดีตภรรยาที่เคยถูกลืม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!