เสียงเปียโนโซนาตาหมายเลขสิบสี่ของบีโธเฟน—*Moonlight Sonata*—ที่ดังลอดมาจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าบนโต๊ะทำงาน ไม่เคยให้ความรู้สึกโรแมนติกเลยสักนิดในค่ำคืนนี้ สำหรับพริมโรส มันเป็นเพียงเสียงสะท้อนของความว่างเปล่าที่เธอคุ้นชินมาตลอดชีวิต
บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของทนายศิลาเวลานี้ถูกโอบล้อมด้วยความเงียบงันและอึมครึม นอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เม็ดฝนฤดูมรสุมกำลังสาดซัดกระแทกกระจกราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย พายุภายนอกโหมกระหน่ำจนระบบไฟฟ้าของตึกสำนักงานต้องสำรองพลังงาน แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดไฟฉุกเฉินจึงทำหน้าที่ขับเน้นให้เงาของคนทั้งสองทาบทับลงบนผนังห้องอย่างโดดเดี่ยว
วิทยุสื่อสารบนโต๊ะส่งเสียงซ่าแทรกคลื่นรบกวนออกมาเป็นระยะ *“ศูนย์ควบคุม... รายงานเหตุพบศพใหม่... บริเวณห้องทำงานส่วนตัวของทนายศิลาครับ”*
ประโยคสั้นๆ นั้นยังคงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ กลิ่นอายของความตายและความลับที่ยังไม่ถูกคลี่คลายอบอวลปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ แต่ในห้องนี้ ในวินาทีนี้ ความตึงเครียดทางคดีกลับถูกแทนที่ด้วยความเปราะบางที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นจากแพทย์นิติเวชผู้ใช้ชีวิตอยู่กับความเย็นชาของศพมนุษย์
ศิลายืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ร่างสูงในชุดสูทสีเข้มที่คลายปมเนกไทออกเล็กน้อยกำลังจ้องมองรายงานชันสูตรในมือ แววตาของเขาคมกริบและเต็มไปด้วยคำถาม แต่เมื่อสายตาคมคู่นั้นกวาดกลับมามองหญิงสาวที่นั่งกอดอกอยู่บนโซฟาหนังสีดำ เขากลับพบว่าร่องรอยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองของแพทย์หญิงพริมโรสได้พังทลายลงเหลือเพียงเศษซาก
เธอกำลังสั่น... แม้จะพยายามควบคุมมันอย่างสุดความสามารถก็ตาม
“คุณไม่ได้กำลังคิดว่าฉันเป็นคนฆ่าเจ้าของศพนั้นใช่ไหมคะ ทนายศิลา”
น้ำเสียงของพริมโรสแห้งผาก แววตาที่ปกติมักจะฉายแววท้าทายและเชื่อมั่นในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ กลับไหวระริกราวกับเปลวเทียนที่ต้องลมพายุ
ศิลาไม่ตอบในทันที เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ชิดขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ และละอองฝนลอยเข้ามาระหว่างคนทั้งสอง เขาวางกระดาษในมือลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบไม้ดัง *ทึบ* ชัดเจนท่ามกลางเสียงฝน
“ผมไม่เคยสงสัยในจรรยาบรรณของคุณ พริมโรส” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความจริงจังที่คาดเดาไม่ได้ “แต่ผมกำลังสงสัยว่า... อะไรกันแน่ที่ทำให้คุณเดินทางมาถึงจุดนี้ จุดที่ยอมเอาชื่อเสียงและชีวิตของตัวเองมาเสี่ยงกับคดีที่อันตรายที่สุดในชีวิต”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่สะกิดถูกแผลเป็นเก่าๆ ในใจพริมโรส รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบางเฉียบของเธอ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขื่นขม
“คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอคะ... เพราะฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว” พริมโรสเงยหน้าขึ้นสบตาเขา นัยน์ตาสั่นระริกเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสที่เธอพยายามกัก Nตเอาไว้ไม่ให้ไหลริน “ครอบครัวของฉันพังทลายลงไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่กระบวนการยุติธรรมที่คุณภาคภูมิใจนักหนาตัดสินให้คนผิดลอยนวล... และพ่อกับแม่ของฉันต้องกลายเป็นฝ่ายชดใช้ด้วยชีวิต”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงคำรามก้อง
นี่คือครั้งแรกที่ศิลาได้ยินพริมโรสพูดถึงอดีตครอบครัวด้วยความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่ในฐานะแพทย์นิติเวชผู้เย็นชา ภาพจำของครอบครัวที่เคยอบอุ่น ภาพรอยยิ้มของมารดาและอ้อมกอดของบิดาในวัยเด็กผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงของหญิงสาว มันคือความทรงจำที่เจ็บปวดและงดงามในเวลาเดียวกัน ความรักและความผูกพันอันบริสุทธิ์ที่เคยมี ถูกพรากไปอย่างไร้ความปรานีโดยเกมการเมืองและอำนาจเงินในศาล
“คุณคิดว่ามีแต่คุณคนเดียวที่มีปมเรื่องครอบครัวงั้นเหรอคะ ทนายศิลา” พริมโรสแค่นหัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตา “คุณจำไม่ได้หรือไงว่าคุณเป็นคนยืนอยู่ฝั่งไหนในวันนั้น... วันที่ครอบครัวของฉันต้องแตกสลายเป็นจุล”
ศิลาชะงักไป ดวงตาคมกริบวูบไหวลงชั่วเสี้ยววินาที ปมเรื่องพ่อที่ถูกใส่ร้ายจนฆ่าตัวตายคือตราบาปในใจเขาเช่นกัน เขากับเธอต่างก็เป็นเหยื่อของระบบเดียวกัน เป็นคนบาปที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความอยุติธรรมของสังคม
ความเย็นชาที่เคยเป็นเกราะกำบังของศิลาค่อยๆ ร้าวรานลง เมื่อเขาได้เห็นมุมที่อ่อนแอที่สุดของผู้หญิงตรงหน้า มือหนาเอื้อมออกไปโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วสัมผัสเบาๆ ที่ข้อมือเรียวที่กำลังสั่นเทาของเธอ มันไม่ใช่สัมผัสแห่งการคุกคามหรือการต่อรองทางกฎหมาย แต่เป็นสัมผัสที่เต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจากวิญญาณที่แตกสลายไม่แพ้กัน
“ผมรู้...” ศิลาเอ่ยแผ่วเบา น้ำเสียงที่เคยเฉียบคมกลับนุ่มนวลอย่างประหลาดจนเจ้าตัวยังแปลกใจ “ผมจำได้ทุกรายละเอียด... และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงยอมเสี่ยงทุกอย่างในวันนี้ เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่ผมเคยทำลงไป”
พริมโรสเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของชายหนุ่มท่ามกลางแสงไฟสลัว ความโกรธแค้นและความชิงชังที่เคยมีมลายหายไปสิ้น ถูกแทนที่ด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่ทรงพลังจนน่ากลัว สองหัวใจที่ต่างโดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยแผลเป็นกำลังเต้นจังหวะเดียวกันท่ามกลางคืนพายุฝนอันเหน็บหนาว
ในขณะที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกำลังเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและความผูกพันอันลึกซึ้ง ทันใดนั้นเอง...
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องทำงานที่ควรจะไร้ผู้คน ศิลาเปลี่ยนสีหน้าจากความอ่อนโยนกลับมาเป็นนักล่าในเสี้ยววินาที เขาดึงร่างของพริมโรสเข้ามาหลบอยู่ด้านหลังพร้อมกับควักอาวุธปืนพกประจำตัวออกมาจากสูทรíวเร็วราวกับนักแสดงมืออาชีพ
ก่อนที่แสงไฟฉุกเฉินจะกะพริบดับลงและสว่างขึ้นอีกครั้ง เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนยืนขวางประตูทางออก พร้อมกับเสียงกระซิบเยียบเย็นที่ลอยมากับสายลมจากช่องหน้าต่างที่ถูกงัด
“น่าซาบซึ้งใจจังครับ... แต่ดูเหมือนว่าพวกคุณจะไม่มีโอกาสได้แก้ไขอะไรอีกแล้วล่ะครับ ทนายศิลา คุณหมอพริมโรส”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความซับซ้อนของเกมนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ดีลลับฉบับทนายร้ายกับคุณหมอนิติเวช•ตอนที่ 10
คืนพายุฝน
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับทนายร้ายกับคุณหมอนิติเวช นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!