“ข้าไม่ได้ยินผิดไปใช่หรือไม่? เจ้าบอกให้ข้า... คุกเข่าลงต่อหน้าขยะพวกนี้งั้นหรือ?”
เสียงของหลินฟานราบเรียบดุจผิวน้ำในยามไร้ลม ทว่าแววตาของเขากลับวาวโรจน์ไปด้วยไอสังหารที่เย็นเยียบจนคนรอบข้างพากันถอยกรูด เขาจ้องมอง ‘ตระกูลอู๋’ ที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลานกว้างของเมืองหลวง สมาชิกตระกูลอู๋แต่ละคนต่างสวมชุดไหมทองทอประกายอวดร่ำอวดรวย ราวกับจะประกาศให้โลกรับรู้ว่าอำนาจเงินตราสามารถซื้อได้แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของมนุษย์
อู๋เทียน ผู้นำตระกูลรุ่นเยาว์แสยะยิ้มที่มุมปาก มือหนึ่งลูบไล้แหวนหยกสีเลือดบนนิ้วพลางเอ่ยเยาะ “ไม่ใช่แค่คุกเข่า หลินฟาน... ข้าต้องการให้เจ้าคลานออกไปจากเมืองนี้ และห้ามเหยียบย่างเข้ามาอีกตลอดชั่วชีวิต หากเจ้ายังไม่อยากเห็นเจ้าก้อนขนขาวๆ ตัวนี้ถูกแล่เนื้อทำเป็นเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษข้าในมื้อค่ำนี้!”
‘เสี่ยวตู้’ ที่นอนหมอบอยู่บนไหล่ของหลินฟานค่อยๆ ลืมตาขึ้น ขนสีขาวปุยของมันไหวระริกตามจังหวะลมหายใจ ทว่านัยน์ตาสีครามเข้มของมันกลับฉายแววอาฆาตที่ไม่ได้มาจากสัตว์ป่าทั่วไป แต่มันคือแววตาของนักล่าที่อยู่เหนือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในบรรพกาล มันส่งเสียง ‘ฮึ่ม’ เบาๆ ในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงที่หากใครรู้ความหมายคงต้องรีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดโดยไม่คิดชีวิต
หลินฟานยกมือขึ้นลูบหัวเสี่ยวตู้เบาๆ ปลอบประโลมสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่กำลังจะระเบิดพลังทำลายล้างเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นจุล เขาแค่นหัวเราะ ก่อนจะก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินดังกังวานก้องไปทั่วลานประลองที่เงียบกริบ
“การประลองแห่งศักดิ์ศรีงั้นหรือ?” หลินฟานเอ่ยทวนคำ เสียงของเขาทรงพลังราวกับระฆังทองคำ “เจ้าอ้างเรื่องศักดิ์ศรี แต่สิ่งที่เจ้าทำคือการรังแกผู้อ่อนแอกว่าด้วยจำนวนและทรัพย์สิน ถ้าเช่นนั้น ข้าขอเสนอเงื่อนไขที่น่าสนใจกว่า... หากข้าชนะ เจ้าต้องมอบ ‘ศิลาวิญญาณหมื่นปี’ ที่เจ้าแย่งชิงมาจากตระกูลข้าคืนมา และกราบขอขมาต่อหน้าชาวเมืองทุกคนว่าตระกูลอู๋ของเจ้าเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่ไร้เกียรติ”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยจะดังสนั่นจากฝั่งตระกูลอู๋ อู๋เทียนชักกระบี่สีชาดออกมา ปราณสีแดงฉานแผ่ซ่านปกคลุมพื้นที่จนอากาศบิดเบี้ยว
“เจ้ามันคนบ้าหลินฟาน! รับคำท้าให้ดี เพราะข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่า การตายโดยไม่เหลือแม้แต่เศษซากนั้นเป็นอย่างไร!”
การปะทะเริ่มต้นขึ้นในเสี้ยววินาที อู๋เทียนพุ่งตัวดุจสายฟ้าฟาด กระบวนท่า ‘กระบี่ทะลวงเมฆา’ ของเขาเป็นเพลงดาบระดับปฐพีที่ใครหน้าไหนก็ไม่อาจต้านทานได้ง่ายๆ แต่ในสายตาของหลินฟาน ทุกย่างก้าวของอู๋เทียนกลับเชื่องช้าประหนึ่งเต่าคลาน เขาขยับตัวเพียงเล็กน้อย หลบคมกระบี่ที่เฉียดปลายจมูกไปเพียงเส้นผม ก่อนจะพลิกฝ่ามือฟาดลงไปที่ข้อมือของอีกฝ่าย
*เปรี้ยง!*
แรงปะทะเกิดเป็นคลื่นกระแทกจนฝุ่นตลบ เสี่ยวตู้กระโดดลงจากไหล่ของหลินฟาน ร่างสีขาวปุยเริ่มขยายขนาดขึ้นจนดูน่าเกรงขาม ดวงตาสีครามฉายแสงจ้า ออร่าพลังระดับเทพเซียนแผ่ซ่านออกมาจนผู้ฝึกตนระดับต่ำที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างพากันทรุดลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าเล่นสนุกเกินไปแล้วนะเสี่ยวตู้” หลินฟานกล่าวพลางคว้าคอเสื้ออู๋เทียนที่กำลังเสียหลักแล้วเหวี่ยงออกไปราวกับกระสอบทราย
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด หลินฟานไม่ได้ใช้เพียงกำลังกาย แต่เขาใช้ความฉลาดแกมโกงในการต้อนอู๋เทียนเข้ามุมอับ เขาหลอกล่อให้อีกฝ่ายใช้พลังจนหมดสิ้น ก่อนจะปิดฉากด้วยการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวที่จุดสกัดชีพกลางหน้าอก
อู๋เทียนล้มตึง เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปาก ความมั่นใจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา รอบข้างลานประลองตกอยู่ในความโกลาหล ชาวเมืองต่างจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผู้ที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะของเมือง แต่บัดนี้เขากลับยืนตระหง่านอยู่เหนือบุตรชายตระกูลผู้มีอิทธิพล
ทว่า ในจังหวะที่หลินฟานกำลังจะเดินเข้าไปหยิบ ‘ศิลาวิญญาณ’ จากร่างของอู๋เทียน เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากเงามืดด้านหลังกำแพงเมือง มันเป็นเสียงปรบมือที่ฟังดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่เหนือชั้นกว่าทุกคน ณ ที่แห่งนี้
“ฝีมือไม่เลว... แต่เจ้าลืมไปแล้วหรือหลินฟาน ว่าศิลาวิญญาณก้อนนั้น ไม่ได้เป็นของตระกูลอู๋มานานแล้ว”
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืด ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากรูปยักษ์ แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้นทำเอาหลินฟานถึงกับชะงักไปชั่วขณะ เพราะมันคือกลิ่นอายเดียวกับบุคคลที่เคยมีส่วนร่วมในการสังหารล้างตระกูลของเขาเมื่อหลายปีก่อน
เสี่ยวตู้ส่งเสียงคำรามต่ำในลำคออีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่การคำรามหยอกล้อ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่หลินฟานไม่เคยเห็นมาก่อน ชายปริศนาผู้นั้นค่อยๆ เผยมือที่ถือ ‘ตราประทับเลือด’ ของตระกูลหลินเอาไว้ในมือ พร้อมกับรอยยิ้มที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากาก
“ยินดีด้วยที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ แต่การประลองนี้... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในจุดที่เจ้าคาดไม่ถึงที่สุด”
ความลับที่หลินฟานพยายามไขว่คว้ามาตลอดกำลังจะเปิดเผยในรูปแบบที่โหดร้ายที่สุด และศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ มิใช่เพียงแค่นักฆ่าทั่วไป แต่เป็นบุคคลที่รู้ความลับเกี่ยวกับ 'พยัคฆ์มังกรบรรพกาล' ของเขาเป็นอย่างดี!
ลั่วอสูรหมื่นภูผาหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับความลับที่กำลังจะเปิดเผยในตอนต่อไปนะครับ!
เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล•ตอนที่ 19
การประลองแห่งศักดิ์ศรี
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!