ไอความร้อนระดับหลอมละลายผืนปฐพีระเบิดก้องในชั่วพริบตาเดียว!
คลื่นความร้อนสีทองเจิดจ้ากลืนกินความหนาวเหน็บระดับติดลบของหุบเขาพันเหมันต์จนบิดเบี้ยว ลำแสงเพลิงสุริยันบรรพกาลพุ่งทะลวงม่านพายุหิมะเป็นเส้นตรงดิ่ง เผาผลาญเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายให้ระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา เสียงฉ่ารุนแรงสะท้อนสะเทือนไปทั่วซอกผาหิน พร้อมกับเสียงคำรามต่ำที่แฝงด้วยความเจ็บปวดระคนตื่นตระหนกของสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้า
"โฮก—!"
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงหวีดร้องของมือสังหารมนุษย์ แต่เป็นเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนมวลอากาศรอบด้าน
ตูม!
คลื่นเปลวเพลิงสีทองปะทะเข้ากับกำแพงผลึกน้ำแข็งหนาทึบที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินอย่างฉุกละหุก สะเก็ดไฟศักดิ์สิทธิ์และสะเก็ดน้ำแข็งอัดแน่นสาดกระจายไปทั่วทิศทาง ลมสะท้อนอันบ้าคลั่งพัดเอาเสื้อคลุมขนสัตว์สีเทาหม่นของหลินฟานสะบัดพลิ้ว ชายหนุ่มมิได้ถอยร่นแม้แต่ครึ่งก้าว สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวมองทะลุม่านไอหมอกร้อนที่กำลังคละคลุ้ง มือขวาลูบด้ามกระบี่สั้นที่เอวโดยสัญชาตญาณ ขณะที่สายตาประเมินสถานการณ์รอบข้างด้วยความสุขุมแกมระแวดระวัง
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก... ความลังเลแม้เพียงเศษเสี้ยวลมหายใจ คือใบเบิกทางสู่ปรโลก
ทว่าภาพที่ปรากฏหลังไอหมอกสลายตัว กลับมิใช่ศัตรูคู่อาฆาตจากสำนักกระบี่เมฆาครามที่เคยตามล้างผลาญตระตูลหลินของเขาจนสิ้นซาก
เบื้องหน้าห่างออกไปราวสิบจ้าง บนเนินหินที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งสีคราม คือร่างของสัตว์อสูรขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง มันคือ "สิงโตเหมันต์เกล็ดคราม" ลำตัวยาวกว่าสองวา ขนแผงคอเป็นเส้นสายผลึกน้ำแข็งโปร่งแสงที่ส่องประกายระยิบระยับ กล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นไปด้วยพละกำลัง ทว่าในเวลานี้ ขาหน้าข้างซ้ายของมันกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดโลหิตสีม่วงคล้ำที่หยดลงบนพื้นหิมะจนกลายเป็นหลุมลึก และแผ่นหลังของมันมีรอยแผลเป็นทางยาวจากคมอาวุธวิญญาณชั้นสูง เผยให้เห็นกระดูกสีขาววับแวม
มันไม่ได้มาเพื่อล่า... มันกำลังหนีเอาชีวิตรอดต่างหาก
"แง่ง!"
เสี่ยวตู้สะบัดขนสีขาวปุกปุยที่ฟูฟ่องรอบลำคอ มันร่อนลงแตะพื้นหิมะเบาๆ อุ้งเท้านุ่มนิ่มสี่ข้างย่ำลงบนผืนน้ำแข็งโดยไม่ทิ้งรอยยุบแม้แต่น้อย รูปลักษณ์ภายนอกของมันดูเหมือนลูกพยัคฆ์ผสมมังกรตัวกลมป้อม ดวงตากลมโตสุกใสราวนิลเนื้อดี ทว่าหางเรียวยาวที่มีเกล็ดมังกรสีเงินวาววับกำลังแกว่งไกวไปมาอย่างหงุดหงิด ประกายไฟสีทองยังคงแลบเลียอยู่ที่มุมปากเล็กๆ นั่น พร้อมที่จะระเบิดมหาบรรพตให้ราบเป็นหน้ากลองได้ทุกเมื่อหากอีกฝ่ายคิดแว้งกัด
สิงโตเหมันต์ขู่ฟ่อในลำคอ ดวงตาสีฟ้าครามดั่งธารน้ำแข็งจ้องมองเสี่ยวตู้ด้วยความหวาดหวั่นจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ แม้ขนาดตัวของมันจะใหญ่กว่าเสี่ยวตู้เกือบสิบเท่า แต่แรงกดดันแห่งสายเลือดบรรพกาลที่แผ่ออกมาจากร่างกลมๆ นั้น ทำให้สัญชาตญาณสัตว์ร้ายของมันบอกชัดเจนว่า... หากเจ้าก้อนขนสีขาวตรงหน้าอ้าปากอีกเพียงครั้งเดียว ศีรษะของมันคงแหลกสลายไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก
"ช้าก่อน เสี่ยวตู้" หลินฟานเอ่ยปาก น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจสั่งการ
เสี่ยวตู้หันขวับกลับมามองเจ้านาย มันเอียงคอทำตาแป๋ว แลบลิ้นสีชมพูเลียริมฝีปากตัวเองพลางส่งเสียง "งิ้ว?" สองขากลมป้อมย่ำดุ๊กดิ๊กกลับมาคลอเคลียที่ข้อเท้าของหลินฟานอย่างรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนโหมดจากสัตว์เทพผู้ล้างผลาญดวงดารา กลายเป็นลูกแมวขี้อ้อนไร้พิษสงในเวลาไม่ถึงครึ่งอึดใจ
หลินฟานก้มลงเกาคางฟูๆ ของมันเบาๆ พลางส่ายหน้าระอาปนเอ็นดู "เจ้าตะกละเอ๋ย เห็นอะไรก็คิดแต่จะย่างกินเสียหมด... ดูแผลที่ขาของมันให้ดีก่อน"
ชายหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไร้ซึ่งจิตสังหาร สิงโตเหมันต์สะดุ้งถอยหลังเล็กน้อย ขนแผงคอตั้งชัน ทว่าบาดแผลที่ฉกรรจ์ทำให้มันซวนเซจนเกือบทรุดลงกับพื้นหิมะ หลินฟานหยุดฝีเท้าลงในระยะที่ปลอดภัย สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยแผลสีม่วงคล้ำที่หลั่งรินโลหิตไม่หยุด
"พิษเหมันต์แทรกกระดูก... ซ้ำยังมีร่องรอยของ 'ปราณกระบี่ผ่าตะวัน' สลักอยู่บนเนื้อ" หลินฟานหรี่ตาลง ประกายเย็นเยียบวาบผ่านในแววตา "วิชาประจำตัวของพวกสุนัขรับใช้แห่งสำนักกระบี่เมฆาคราม"
ความทรงจำในอดีตผุดพรายขึ้นมาในอกชั่วขณะ ภาพเปลวเพลิงที่แผดเผาคฤหาสน์ตระกูลหลิน เสียงหวีดร้องของคนในครอบครัว และตราสัญลักษณ์เมฆาสีครามที่ปักอยู่บนอกเสื้อของเหล่าผู้บุกรุก... ความเคียดแค้นที่ถูกฝังลึกไว้ใต้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์เริ่มเดือดพล่าน ทว่าหลินฟานก็ควบคุมลมหายใจให้กลับมาคงที่ได้อย่างรวดเร็ว
เสี่ยวตู้ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของหลินฟาน มันเดินเตาะแตะเข้าไปใกล้สิงโตยักษ์ สิงโตเหมันต์แยกเขี้ยวขู่เบาๆ ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เสี่ยวตู้ไม่ได้สนใจท่าทีคุกคามนั้น มันเดินไปหยุดตรงหน้าอุ้งเท้าที่บาดเจ็บของสิงโต แล้วยื่นจมูกสีชมพูฟุดฟิดเข้าไปดมกลิ่นเลือด
"กรร..." เสี่ยวตู้ส่งเสียงครามต่ำเบาๆ ในลำคอ ไม่ใช่เสียงข่มขู่ แต่เป็นเสียงทักทายของสัตว์อสูรระดับสูง มันยกอุ้งเท้าหน้าข้างหนึ่งขึ้น แตะลงบนบาดแผลที่เปื้อนเลือดของสิงโตเหมันต์อย่างแผ่วเบา
ทันใดนั้น แสงสีทองอบอุ่นสายหนึ่งก็ไหลรินออกจากอุ้งเท้าของเสี่ยวตู้ พลังแห่งเปลวเพลิงสุริยันบรรพกาลซึ่งถูกควบคุมให้เหลือเพียงไอร้อนอันบริสุทธิ์ แทรกซึมเข้าสู่บาดแผล เผาผลาญพิษเย็นสีม่วงคล้ำให้ระเหยกลายเป็นควันดำจางๆ เลือดที่เคยไหลทะลักเริ่มแข็งตัวและปิดสนิทลงอย่างน่าอัศจรรย์
ดวงตาของสิงโตเหมันต์เบิกกว้าง ความเจ็บปวดที่ทรมานมันมาหลายวันมลายหายไปเกือบครึ่ง ความดุร้ายในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความงุนงง จากนั้นจึงกลายเป็นความเลื่อมใสอย่างสุดซึ้ง มันค่อยๆ ก้มศีรษะขนาดมหึมาลง แนบหน้าผากที่มีผลึกน้ำแข็งแตะกับพื้นหิมะเบื้องหน้าเสี่ยวตู้เพื่อแสดงความจำนนและขอบคุณ
เสี่ยวตู้ยืดอกกลมๆ ขึ้นอย่างภาคภูมิใจ หางมังกรกระดิกดุ๊กดิ๊ก มันปีนป่ายขึ้นไปบนหัวของสิงโตเหมันต์ นั่งแหมะลงระหว่างหูทั้งสองข้างของราชสีห์หิมะตัวยักษ์ ราวกับกำลังประกาศว่าที่แห่งนี้คือบัลลังก์ใหม่ของตน
"โฮ่ง! (ข้าเป็นลูกพี่แล้วนะ!)" เสี่ยวตู้หันมาร้องบอกหลินฟานด้วยความลำพอง
หลินฟานหัวเราะหึๆ ในลำคอ ปากไวตามประสานิสัยเดิม "ได้ทีเอาใหญ่เลยนะเจ้าก้อนแป้ง ไปยึดหัวเขาเป็นที่นั่งเสียแล้ว... แต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อได้ลูกน้องใหม่มา ก็อย่าปล่อยให้มันอดตายล่ะ"
ชายหนุ่มสะบัดมือ วัตถุสีแดงเปล่งประกายสองชิ้นก็ลอยออกมาจากแหวนมิติ มันคือ 'หญ้าเพลิงอัคคีเก้าใบ' สมุนไพรวิญญาณระดับปฐพีที่เขาแอบจิ๊กมาจากสวนยาของศัตรูเมื่อเดือนก่อน หลินฟานโยนชิ้นหนึ่งให้เสี่ยวตู้เคี้ยวกินเล่นกรุบกรอบเหมือนขนมขบเคี้ยว ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง เขาดีดลมปราณส่งตรงไปยังปากของสิงโตเหมันต์
"กินเข้าไปซะ เจ้าแมวยักษ์ มันจะช่วยซ่อมแซมเส้นลมปราณที่ฉีกขาดของเจ้าได้"
สิงโตเหมันต์อ้าปากรับสมุนไพรล้ำค่าด้วยความตื้นตัน พลังอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ฟื้นฟูพละกำลังที่เหือดแห้งไป มันส่งเสียงครางครืดๆ ในลำคออย่างมีความสุข แล้วใช้ลิ้นหนาสากเลียหน้าแข้งของหลินฟานเบาๆ เพื่อแสดงความผูกพันและยอมรับในฐานะสหายร่วมทาง
มิตรภาพประหลาดท่ามกลางพายุหิมะก่อกำเนิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ หนึ่งมนุษย์ผู้แบกรับความแค้น สองสัตว์อสูรต่างสายพันธุ์ที่นั่งเบียดเสียดกันเพื่อแบ่งปันความอบอุ่น
ทว่า ความสงบสุขในแดนเหมันต์ไม่เคยคงอยู่ได้เนิ่นนาน...
สิงโตเหมันต์สะดุ้งตัวโยน ขนแผงคอผลึกน้ำแข็งตั้งชันขึ้นอีกครั้ง มันหันขวับไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ดวงตาสีครามฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด เสี่ยวตู้เองก็หยุดเคี้ยวสมุนไพร หูเล็กๆ ลู่ลงแนบกับศีรษะ รังสีสังหารสีทองเรื่อๆ เริ่มปะทุขึ้นรอบกายอีกคำรบ
หลินฟานสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันที ลมพายุที่พัดกรรโชกเริ่มมีกลิ่นคาวเลือดเจือปนมา และไม่ใช่กลิ่นเลือดของสัตว์อสูร... แต่มันคือกลิ่น 'โลหิตสังเวย' ของมนุษย์
ไกลออกไปไม่ถึงครึ่งลี้ บนผาน้ำแข็งสูงชันที่มองลงมายังจุดที่พวกเขาพักผ่อน ร่างในชุดคลุมสีขาวขลิบทองสามร่างกำลังยืนตระหง่านท้าทายพายุหิมะ บนหน้าอกของพวกเขาสลักลวดลายเมฆาสีครามซ้อนทับด้วยกระบี่ไขว้
และในมือของบุรุษผู้นำขบวน... คือศีรษะที่ขาดสะบั้นของผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ดวงตาของศีรษะนั้นยังคงเบิกโพลงด้วยความเคียดแค้น ใบหน้าที่หลินฟานไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต
นั่นคือศีรษะของ 'ลุงซาน' ผู้คอยส่งข่าวลับและเป็นเบาะแสสุดท้ายที่รู้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการกวาดล้างตระกูลหลิน!
ชายในชุดคลุมสีขาวก้าวเหยียบลงบนขอบผา ก้มลงสบตากับหลินฟานเบื้องล่าง ริมฝีปากของมันยกยิ้มเหี้ยมเกรียม พลางโยนศีรษะเปื้อนเลือดนั้นตกลงมากระแทกผืนหิมะเบื้องหน้าหลินฟานดังตุ้บ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องกังวานสะท้านฟ้า
"ตามหาตัวยากเย็นเหลือเกินนะ... คุณชายใหญ่หลินฟาน ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายแห่งตระกูลหลิน!"
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหลินฟานและเจ้าก้อนขนเสี่ยวตู้นะครับ พบกันใหม่ในตอนต่อไปครับ.
เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล•ตอนที่ 43
เสี่ยวตู้กับเพื่อนใหม่ในพายุ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!