เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวจนผืนแผ่นดินใต้หุบเขาเมฆาครามสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงปะทะของคลื่นพลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง บดขยี้ต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีร้อย丈ให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตาเดียว
หลินฟานยืนไขว่ห้างอยู่บนก้อนศิลาขนาดใหญ่ด้วยท่าทางสบายอารมณ์ นัยน์ตาดอกท้อคมกริบราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงจิตใจของมนุษย์ มือขวาของเขากำลังลูบไล้ขนสีขาวบริสุทธิ์นุ่มฟูของสัตว์เลี้ยงตัวโปรดอย่างเพลิดเพลิน
"แฮ่ก... แฮ่ก..."
เสียงหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยดังมาจากเบื้องล่าง ร่างของไป๋เฉิง อดีตศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อย บัดนี้ชุดคลุมสีขาวสะอาดตาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาจ้องมองหลินฟานราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"หลินฟาน! วันนี้คือวันตายของเจ้า!" ไป๋เฉิงคำรามลั่น กระบี่วิเศษในมือสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์
หลินฟานถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่าย เขาก้มลงมองเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขน
"เสี่ยวตู้ ลูกพ่อ... เจ้ามนุษย์คนนี้นี่เสียงดังน่ารำคาญเสียจริงว่าไหม? ทำลายบรรยากาศการชมทิวทัศน์ยามบ่ายของเราหมดเลย"
"ง프..." เสี่ยวตู้ส่งเสียงครางงัวเงียในลำคอ ดวงตากลมโตสีฟ้าใสแจ๋วปรือขึ้นมองไป๋เฉิงแวบหนึ่ง ก่อนจะมุดหัวกลับเข้าไปซุกกับอกเสื้อของหลินฟานราวกับเห็นเป็นแค่ฝุ่นผงไร้ค่า การกระทำนี้ยิ่งราดน้ำมันลงบนกองเพลิงโทสะของไป๋เฉิงให้ลุกโชนยิ่งขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ไป๋เฉิงเคยเป็นอัจฉริยะผู้สูงส่ง เหยียบย่ำผู้คนด้วยความหยิ่งผยอง แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มไร้ชื่อเสียงอย่างหลินฟานในลานประลองสำนัก ความอัปยศอดสูนั้นถูกกัดกินและบ่มเพาะกลายเป็นความอิจฉาริษยาที่กัดกร่อนจิตวิญญาณทุกค่ำคืน เมื่อความอิจฉามันสะสมจนล้นทะลัก มันจึงแปรสภาพกลายเป็น 'ความแค้น' อันดำมืดที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้
"เจ้าคิดว่าอาศัยแค่สัตว์อสูรประหลาดตัวนั้นแล้วจะรอดไปได้งั้นหรือ?" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังแทรกขึ้นมาจากความมืดเบื้องหลังไป๋เฉิง
อุณหภูมิรอบกายลดฮวบทันที ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ ชายผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีดำปักลวดลายงูพิษเก้าหัว ดวงตาเรียวรีสีอำพันคมกราบราวกับสัตว์นักล่า กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงเสียจนหลินฟานต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ระดับหลอมรวมวิญญาณธรรมดา... แต่อยู่ในขอบเขต 'แก่นแท้ดารา' ขั้นกลางเป็นอย่างน้อย!
"คารวะพี่ใหญ่หาน" ไป๋เฉิงรีบประสานมือคำนับด้วยความนอบน้อม แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความริษยาที่อีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าตน แต่ในยามนี้ เขายอมขายวิญญาณให้ซาตานขอเพียงแค่ได้เห็นหลินฟานกลายเป็นศพไร้ญาติ
หานเทียน หรือฉายา 'ราชันอสรพิษโลหิต' ปรายตามองไป๋เฉิงด้วยหางตาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายมาหยุดอยู่ที่หลินฟาน มุมปากหยักยิ้มเยาะหยัน
"เจ้าคือหลินฟานที่ทำให้สำนักกระบี่วุ่นวายสินะ? เด็กน้อย... เจ้าไม่รู้หรอกว่าการขวางทางผู้ที่เหนือกว่าเจ้า มันให้ผลลัพธ์ที่น่าสมเพชเพียงใด" หานเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงจิตสังหารอันหนักหน่วงไว้เบื้องหลัง
หลินฟานไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายังคงรอยยิ้มมุมปากอันเป็นเอกลักษณ์ ปล่อยมือจากการลูบขนเสี่ยวตู้ แล้วค่อยๆ ก้าวลงจากก้อนศิลาอย่างใจเย็น
"ผู้ที่เหนือกว่างั้นหรือ?" หลินฟานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "คำนี้ข้าได้ยินจากพวกสุนัขรับใช้มาก1ล้านรอบแล้ว แต่สุดท้าย... พวกมันก็ล้วนแต่ไปนอนคุยกับรากมะม่วงใต้ดินกันหมดทุกตัว ท่านอสรพิษตนนี้คิดว่าตัวเองหนังเหนียวพอกว่าพวกมันหรือ?"
คำพูดเย้ยหยันบาดลึกถึงขั้วหัวใจ หานเทียนหรี่ตาลง รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อมรอบตัวเขา
"ปากกล้านัก! ร่างกายของเจ้าคงจะหวานอร่อยน่าดูเมื่อข้าบดขยี้กระดูกให้แหลกเป็นชิ้นๆ"
พริบตานั้น ร่างของหานเทียนก็หายวับไปจากจุดเดิม ความเร็วระดับนี้เหนือกว่าไป๋เฉิงหลายเท่าตัว ประสบการณ์การต่อสู้และความตายสอนให้หลินฟานไม่ประมาท สองเท้าก้าวหลบฉากไปทางซ้ายอย่างเฉียดฉิว พร้อมกับที่ลมกระโชกแรงพัดผ่านจุดที่เขายืนอยู่เมื่อครู่จนหินผาแตกละเอียดเป็นร่องลึก
*เปรี้ยง!*
แรงสะเทือนทำให้ฝุ่นตลบอบอวล ไป๋เฉิงลอบยิ้มด้วยความสะใจในความมืด คิดว่าหลินฟานไม่มีทางรอดเงื้อมมือของหานเทียนไปได้แน่
ทว่า หลินฟานในยามนี้หาใช่เด็กหนุ่มมือใหม่เช่นในอดีตไม่ ดวงตาทอประกายแสงสีทองจางๆ วิชากายาเทวะอสูรถูกขับเคลื่อนเต็มกำลัง พลังปราณมหาศาลระเบิดออกจากร่างจนเกิดเสียงคำรามดังก้องคล้ายเสียงพยัคฆ์คำรามผสานเสียงมังกรกู่ก้องฟ้า
"เสี่ยวตู้ ได้เวลาออกกำลังกายย่อยอาหารกันหน่อยแล้วมั้ง?" หลินฟานกระซิบเบาๆ
เจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนขยับตัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์ไม่แพ้ผู้เป็นนาย มันกระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ทันใดนั้น ร่างกายสีขาวขนปุยก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็นเสือพยัคฆ์มังกรสูงสามเมตรในพริบตา เขาสีทองคู่สง่างามเปล่งประกายเจิดจ้า ไอสังหารระดับบรรพกาลกดทับจนหานเทียนที่กำลังจะโจมตีซ้ำถึงกับชะงักกึก ใบหน้าเปลี่ยนสีทันทีด้วยความตื่นตระหนก
"น... นั่นมันตัวอะไรกัน?!" หานเทียนอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด แรงกดดันนี้มันเหนือกว่าสัตว์อสูรระดับสูงทั่วไปเสียอีก มันคือกลิ่นอายที่ทำให้สายเลือดในกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ
หลินฟานกระโดดขึ้นไปยืนบนหลังของเสี่ยวตู้ มือถือกระบี่เหล็กไร้คมชี้ตรงไปที่หานเทียนและไป๋เฉิง รอยยิ้มทรงเสน่ห์แต่เยือกเย็นฉายชัดบนใบหน้า
"พวกเจ้าพาพันธมิตรมาได้แข็งแกร่งไม่เลวเลยนี่ครับ... แต่น่าเสียดาย ที่พวกเจ้าดันลืมถามไปข้อหนึ่ง..."
หลินฟานเว้นจังหวะเล็กน้อย นัยน์ตาดอกท้อหรี่แคบลงอย่างอันตราย
"...ว่าข้าชอบเลี้ยงสัตว์ดุร้าย... หรือสัตว์กระหายเลือดกันแน่?"
บรรยากาศรอบหุบเขาเงียบกริบลงในฉับพลัน ลมหายใจของทุกชีวิตสะดุดกึกลงตรงลำคอ เสี่ยวตู้คำรามต่ำในลำคอ คลื่นพลังทำลายล้างแผ่ขยายออกปิดตายทุกเส้นทางหนีของศัตรู
ทว่า ในวินาทีที่การปะทะครั้งใหญ่กำลังจะระเบิดขึ้นอีกครั้งนั้นเอง...
เงาร่างลึกลับอีกสายหนึ่งก็พุ่งแหวกม่านหมอกลงมาปักหลักอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสองฝ่ายอย่างไร้สุ้มเสียง พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งที่ฟังดูชวนขนหัวลุกดังขึ้น
"ฮ่าๆๆๆ... ช้าก่อน หลินฟาน... เจ้าคิดว่าเจ้ากำชัยชนะไว้แล้วจริงๆ หรือ? ถ้าหากว่า... 'คนผู้นั้น' ฟื้นคืนชีพขึ้นมาล่ะ เจ้าจะยังมีหน้ามาทำหน้าตาระรื่นแบบนี้อยู่ไหม?"
หลินฟานชะงักกึก สีหน้าที่เคยผ่อนคลายพลเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อและกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากเงานั้น...
— ด้วยความเคารพและมิตรภาพแห่งยุทธภพ
— ลั่วอสูรหมื่นภูผา —
เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล•ตอนที่ 48
ความอิจฉาที่เปลี่ยนเป็นความแค้น
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!