“เจ้าว่าตราประทับนี้... มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?”
หลินฟานพึมพำกับตัวเองขณะใช้นิ้วหัวแม่มือลูบผ่านผิวหนังบริเวณต้นคอที่ซ่อนอยู่ใต้ปกเสื้อ ความรู้สึกร้อนผ่าวจากตราประทับรูปเขี้ยวอสูรยังคงเต้นตุบราวกับหัวใจดวงที่สอง เสียงคำรามแผ่วเบาของ ‘เสี่ยวตู้’ ที่ขดตัวอยู่บนตักดังขึ้นเป็นจังหวะสอดประสาน มันหรี่ตาสีทองคู่สวยมองเจ้าของด้วยสายตาที่อ่านยาก คล้ายกับจะบอกว่าความลับที่ซ่อนเร้นมานานกำลังจะถูกกระชากออกมาโดยมือของผู้ที่คาดไม่ถึง
ยังไม่ทันที่หลินฟานจะตั้งตัว ประตูไม้โอ๊กหนาหนักของตำหนักฝึกตนก็ถูกกระแทกจนเปิดอ้า บานพับโลหะส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งขึ้นฉับพลัน กลิ่นอายกดขี่ข่มเหงที่คุ้นเคยไหลทะลักเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์โถมเข้าใส่ฝั่ง
“ข้าได้ยินมาว่า เจ้าเพิ่งทำผลงานได้น่าประทับใจยิ่งนักนะ ศิษย์น้องหลิน”
เจ้าของเสียงก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง ‘ศิษย์พี่ใหญ่จ้าวเฟิง’ ผู้ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักในรอบร้อยปี เขาสวมชุดคลุมสีครามสนิท เส้นผมสีดำยาวสลวยถูกรวบขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองหลินฟานราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าที่กำลังจะถูกกำจัดทิ้ง
หลินฟานค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน เขาปัดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนบ่าอย่างใจเย็น ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างที่ดูเป็นมิตร ทว่าแฝงไว้ด้วยความกวนประสาทตามนิสัย “ศิษย์พี่ใหญ่มาเยี่ยมเยียนถึงที่ ข้าช่างรู้สึกเป็นเกียรติจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นเชียวครับ แต่หากคราวหน้าท่านเปลี่ยนจากพังประตูเป็นเคาะสักนิด ข้าคงจะยินดีกว่านี้มากนัก”
จ้าวเฟิงไม่ตอบโต้ด้วยวาจา เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้ ระยะห่างที่ลดลงทำให้แรงกดดันมหาศาลบีบรัดจนอากาศรอบกายแทบจะแข็งตัว เสี่ยวตู้ที่ดูเหมือนจะหลับใหลอยู่บนตักลืมตาโพลง ขนสีขาวปุยเริ่มพองฟูขึ้นเล็กน้อย เสียงขู่ฟ่อในลำคอต่ำลึกราวกับเสียงฟ้าคำรามก่อนพายุใหญ่
“เจ้าดูมั่นใจเหลือเกินนะ” จ้าวเฟิงหยุดฝีเท้าตรงหน้าหลินฟานเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นอายหอมจางๆ ของไม้กฤษณาจากกายเขาประทะเข้ากับจมูกของหลินฟาน “ข่าวลือเรื่องที่เจ้าจัดการสัตว์อสูรระดับสูงได้โดยลำพัง... เจ้าคิดว่าทุกคนจะเชื่อคำลวงโลกของเจ้าไปได้นานแค่ไหนกัน?”
หลินฟานหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ความจริงก็คือความจริงครับศิษย์พี่ บางทีสิ่งที่ท่านเรียกว่า 'คำลวง' อาจเป็นเพียงความจริงที่ท่านไม่อยากยอมรับว่า... เด็กใหม่ที่ท่านเคยมองข้าม วันนี้อาจกำลังไล่ตามหลังท่านมาจนหายใจรดต้นคอแล้วก็ได้”
บรรยากาศในห้องเงียบสนิทลงในฉับพลัน มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองที่เผชิญหน้ากัน จ้าวเฟิงแสยะยิ้มที่มุมปาก มือขวาของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังปราณสีม่วงเข้มเริ่มหมุนวนรอบฝ่ามือ พลังที่กดดันจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าของหลินฟานเริ่มแตกร้าว
“ดี... ถ้างั้นเรามาลองทดสอบดูหน่อยไหม ว่าสิ่งที่เจ้ามีคือ ‘ความสามารถ’ หรือแค่ ‘โชค’ กันแน่”
ศิษย์พี่ใหญ่สะบัดมือเพียงครั้งเดียว ปราณกระบี่ที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่หลินฟานดุจสายฟ้าฟาด แต่นั่นเป็นเพียงการหยั่งเชิง หลินฟานเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว ทว่าแรงปะทะที่เฉียดแก้มไปกลับทำให้ผนังหินด้านหลังตำหนักพังครืนลงมาเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่
เสี่ยวตู้พุ่งตัวออกจากตักหลินฟานกลางอากาศ ร่างสีขาวปุยขยายขนาดขึ้นเพียงชั่วพริบตา พยัคฆ์มังกรบรรพกาลอ้าปากคำราม เสียงที่ควรจะเป็นเสียงสัตว์ร้ายกลับกลายเป็นคลื่นกระแทกที่สั่นสะเทือนไปถึงวิญญาณ จ้าวเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าประหลาดใจฉายชัดก่อนจะเปลี่ยนเป็นความกระหาย
“สัตว์เลี้ยงชั้นต่ำนี่เองที่เป็นที่มาของพลังของเจ้า... ช่างน่าชิงชัง!” จ้าวเฟิงชักกระบี่คู่กายออกมา แสงสีครามสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
“ศิษย์พี่ครับ...” หลินฟานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแววตาเปลี่ยนเป็นดุดัน “ท่านกำลังล้ำเส้นในสิ่งที่ท่านไม่ควรยุ่งด้วย”
จ้าวเฟิงไม่ฟังคำทัดทาน เขาพุ่งทะยานเข้าหาหลินฟานด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่าศิษย์ทั่วไปหลายเท่า กระบี่ในมือหมายปักลงที่หัวไหล่เพื่อสั่งสอน ทว่าในวินาทีที่คมกระบี่จะสัมผัสตัวหลินฟาน แสงสีดำอมแดงก็พวยพุ่งออกมาจากตราประทับที่ต้นคอของหลินฟานอย่างรุนแรงจนจ้าวเฟิงต้องกระเด็นถอยหลังกลับไป
จ้าวเฟิงเบิกตากว้าง ความมั่นใจมลายหายไปสิ้นเมื่อเห็นสัญลักษณ์บนคอของหลินฟานชัดๆ “ตราประทับนั่น... มันเป็นไปไม่ได้! ตระกูลที่ถูกทำลายไปเมื่อร้อยปีก่อน... เจ้าเป็นใครกันแน่!”
ทว่าหลินฟานไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขากำลังยืนตัวสั่น ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะสัญชาตญาณบางอย่างที่หลับใหลอยู่ภายในกำลังตื่นขึ้น
จู่ๆ ร่างของศิษย์พี่ใหญ่ก็หยุดชะงัก เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ ท้องฟ้าเหนือตำหนักมืดมิดลงฉับพลัน ราวกับมีดวงตาขนาดมหึมาจับจ้องลงมาจากมิติที่ซ้อนทับ หลินฟานค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาไม่ได้เป็นสีดำสนิทอีกต่อไป แต่มันกลับเปล่งประกายสีทองเฉกเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงของเขา
“ศิษย์พี่... หากท่านรู้แล้วว่าข้าเป็นใคร” หลินฟานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและกังวานราวกับเสียงจากเบื้องบน “ท่านคิดว่าวันนี้ท่านจะเดินออกจากตำหนักนี้ไปได้ด้วยสภาพไหนกัน?”
สิ้นคำนั้น เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุที่แตกสลาย มันคือนักฆ่าสวมหน้ากากที่จ้าวเฟิงเองก็จำได้ดีว่าเป็นศัตรูที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของสำนัก แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... นักฆ่าผู้นั้นกลับคุกเข่าลงแทบเท้าของหลินฟาน!
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหลินฟานและเสี่ยวตู้มาถึงตรงนี้ครับ แล้วมาลุ้นกันต่อว่าชะตากรรมของจ้าวเฟิงจะเป็นอย่างไรในตอนหน้าครับ!
เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล•ตอนที่ 31
การเผชิญหน้ากับศิษย์พี่ใหญ่
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!