เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล•ตอนที่ 15

การเดินทางไปเมืองหลวงเซียน

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
“หากเจ้ากล้าแตะต้องปลายนิ้วของนางแม้เพียงเส้นผม ข้าจะทำให้ตระกูลของเจ้ากลายเป็นเพียงเถ้าธุลีที่ลอยหายไปกับสายลม!” เสียงคำรามต่ำที่แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลินฟาน คำประกาศกร้าวจากคนลึกลับในเงามืดเมื่อคืนยังคงวนเวียนราวกับเข็มพิษที่ปักลึกอยู่ในใจ ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน มืออีกข้างลูบศีรษะ ‘เสี่ยวตู้’ พยัคฆ์มังกรสีขาวขนปุยที่กำลังนอนเกยคางอยู่บนตักของเขาอย่างแผ่วเบา เสี่ยวตู้หูตั้งขึ้นทันที มันส่งเสียงครางฮือในลำคอ ดวงตาสีทองดุจอำพันจ้องมองไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความขี้เล่น กลายเป็นความดุดันที่พร้อมจะฉีกกระชากมิติให้ขาดสะบั้น “ใจเย็นก่อนเจ้าตัวเล็ก” หลินฟานพึมพำ น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าสั่นไหวเล็กน้อย “พวกมันต้องการเห็นข้าสติแตก แต่ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น... อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้” หลินฟานลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองกระเป๋าสัมภาระที่วางอยู่ข้างกาย การเดินทางไป ‘เมืองหลวงเซียน’ ไม่ใช่แค่การย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีจากภัยมืด แต่มันคือทางเดียวที่จะไขปริศนาเรื่องมลทินของตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ และสำคัญที่สุดคือการตามหาความจริงเกี่ยวกับ ‘นาง’ คนนั้น—ผู้หญิงที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ภายใต้พันธนาการของคนที่เขายังไม่รู้แม้แต่ชื่อ เขาคว้าหมวกสานขึ้นมาสวม ปิดบังแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะก้าวออกจากที่พักท่ามกลางหมอกหนาที่เริ่มสลายตัว เส้นทางข้างหน้าคือระยะทางนับหมื่นลี้ที่เต็มไปด้วยกับดักและศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่หลังหน้ากากแห่งคุณธรรม “เมืองหลวงเซียนงั้นรึ?” หลินฟานแสยะยิ้มที่มุมปาก “ข้าไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อกราบไหว้เซียนองค์ใด แต่ข้าไปที่นั่นเพื่อพังทลายสวรรค์ที่พวกมันสร้างขึ้นทับถมตระกูลข้า!” เสี่ยวตู้กระโดดลงจากตัก ขนสีขาวราวหิมะของมันพริ้วไหวตามจังหวะการเดิน ร่างกายขนาดเล็กกะทัดรัดของมันแผ่กลิ่นอายกดดันที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญตบะสูงยังต้องเหลียวหลัง ทว่าภายใต้ความน่ารักน่ากอดนั้น หลินฟานรู้ดีว่าเพียงแค่เสี่ยวตู้เปิดปากคำราม กองทัพทั้งกองทัพก็อาจหายไปจากแผนที่โลกได้เพียงชั่วพริบตา การเดินทางเริ่มขึ้นเงียบๆ แต่ทว่าไม่เรียบง่าย ระหว่างทางผ่านหุบเขาอสูรคลั่ง หลินฟานต้องเผชิญหน้ากับด่านตรวจของสำนักพยัคฆ์เมฆา พวกมันไม่ได้มาเพื่อขอตรวจตรา แต่มาเพื่อ ‘เก็บกวาด’ “หยุดอยู่ตรงนั้น เจ้าเด็กน้อย” ชายวัยกลางคนในชุดเกราะเงินขวางทางเดินเอาไว้ มือขวากุมด้ามกระบี่แน่น “ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งให้จับตายผู้ที่เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงโดยไม่มีตราประทับ... โดยเฉพาะคนที่มีสัตว์เลี้ยงหน้าตาประหลาดอย่างเจ้า” หลินฟานหยุดฝีเท้า เอียงคอเล็กน้อยอย่างคนกวนประสาท “สัตว์เลี้ยงประหลาดงั้นรึ? นี่เจ้าตาบอดหรือว่าสมองกลวงกันแน่? นี่คือพยัคฆ์มังกรบรรพกาล ไม่ใช่หมาวัดข้างถนนที่พวกเจ้าจะมาสั่งให้หยุดได้ง่ายๆ นะครับ” “ปากดีนัก!” ทหารนายหนึ่งชักกระบี่ออกมา แสงสีฟ้าพุ่งวาบจากคมดาบ หมายจะปลิดชีพเขาในคราวเดียว หลินฟานไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่เหลือบมองเสี่ยวตู้ด้วยสายตาที่สื่อสารกันได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด *เพล้ง!* เพียงแค่การสะบัดหางเบาๆ ของเจ้าก้อนขนสีขาว กระบี่ระดับปราณฟ้าในมือทหารนายนั้นก็แตกกระจายกลายเป็นเศษผงดุจแก้วที่ถูกค้อนปอนด์ทุบ กลิ่นอายกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ทหารเหล่านั้นจนเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ลมหายใจติดขัดราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอไว้ “อย่าคิดจะยุ่งกับทางของข้า” หลินฟานเดินผ่านพวกมันไปอย่างช้าๆ ทิ้งความหวาดกลัวและแรงอาฆาตไว้เบื้องหลัง “เพราะถ้าพวกเจ้าขวางอีกครั้ง ข้าไม่รับรองว่าสัตว์เลี้ยงของข้าจะยังใจดีพอที่จะไม่กินพวกเจ้าเป็นอาหารเช้า” เมื่อพ้นจากด่านตรวจมาได้หลายสิบลี้ หลินฟานเลือกหยุดพักริมลำธารน้ำตกที่ไหลเชี่ยว ความเย็นของน้ำช่วยให้เขาสงบจิตใจลงได้บ้าง เขานั่งลงบนโขดหิน หยิบจดหมายเก่าฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ มันคือเบาะแสเพียงอย่างเดียวที่ได้รับมาจากเหตุการณ์เมื่อคืน ในจดหมายมีเพียงตราประทับสีเลือดรูปดอกบัวดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียร ทว่าขณะที่เขากำลังใช้ความคิดอยู่นั้น สัมผัสที่หกของเขาก็เตือนภัย—มีบางอย่างที่ไม่ปกติ บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่ง นกที่เคยส่งเสียงร้องเงียบกริบราวกับถูกกลืนกินด้วยสุญญากาศ เสี่ยวตู้กระโดดขึ้นมาบนไหล่ของเขา ขนสีขาวตั้งชันและส่งเสียงขู่ฟ่อในลำคอ ดวงตาสีทองจ้องเขม็งไปยังยอดไม้ที่อยู่สูงขึ้นไป “มีคนตามเรามา และไม่ใช่แค่มือสมัครเล่น” หลินฟานกระซิบพลางเก็บจดหมายเข้าที่เดิม ทันใดนั้น เงาสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันไม่ใช่คน ทว่าเป็นร่างของหญิงสาวในชุดดำสนิทที่ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากผีเสื้อสีคราม นางยืนอยู่บนกิ่งไม้ที่บางเบาดุจขนนก ท่าทางนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยรัศมีที่เข้มข้นกว่าผู้บำเพ็ญคนใดที่เขาเคยเจอมา “เจ้ามาถึงเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้มาก หลินฟาน” เสียงของหญิงสาวแหลมใสแต่เย็นยะเยือกจนแทบจะแข็งเป็นน้ำแข็ง “แต่ก็นั่นแหละ โชคชะตาของพวกตระกูลที่สาบสูญ มักจะจบลงที่ความตายเสมอ...” นางดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว กองกำลังนักฆ่าที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วทิศทางก็พุ่งออกมาดุจห่าฝน ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินฟานต้องเบิกตากว้างไม่ใช่จำนวนศัตรู แต่เป็นสิ่งที่หญิงสาวคนนั้นเอ่ยออกมาประโยคถัดมา “เจ้าอยากรู้ใช่ไหมว่าใครเป็นคนฆ่าพ่อของเจ้า?” นางเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้หัวใจของหลินฟานหยุดเต้นไปชั่วขณะ “จงมองไปที่แหวนบนนิ้วของข้า แล้วเจ้าจะรู้ว่า... ผู้ที่วางแผนทำลายตระกูลเจ้า ก็คือคนที่เจ้าเรียกว่า ‘อาจารย์’ มาตลอดสิบปี!” หลินฟานนิ่งค้าง สมองของเขาหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่เงาของนักฆ่านับสิบกำลังประชิดตัวเข้ามาพร้อมกับอาวุธที่เงาวับ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของข้าและเจ้าเสี่ยวตู้ในครั้งนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%