“เจ้าจะเก็บซากศพของพวกมันไปทำไมกัน หลินฟาน? ปล่อยให้เน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยดินในหุบเขาสังหารนี่แหละ เหมาะสมกับพวกไร้ฝีมือที่สุดแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำของชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ดังขึ้นท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย หลินฟานไม่ได้หันไปมอง เขาเพียงแค่นั่งยองๆ ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเศษดินกลบแหวนมิติที่เก็บมาจากศพของศิษย์สำนักกระบี่เมฆาอย่างใจเย็น ขณะที่ ‘เสี่ยวตู้’ พยัคฆ์มังกรขนปุยสีขาวราวกับหิมะแรกแย้ม กำลังนั่งเลียอุ้งเท้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าไอสังหารสีดำมืดที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ ของมันกลับทำให้ยอดหญ้าโดยรอบราบเรียบติดดิน
“การทำลายของเก่าแล้วสร้างของใหม่น่ะเป็นวิถีของเซียน” หลินฟานเอ่ยตอบพลางยิ้มมุมปาก “แต่การเก็บกวาดขยะจากศัตรูมาเป็นสมบัติส่วนตัว... นั่นเรียกว่าวิถีของคนฉลาดครับ ท่านไม่คิดแบบนั้นหรือ?”
ชายร่างยักษ์ชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานก้องไปทั่วหุบเขา เขาคือหนึ่งในมือสังหารที่ถูกส่งมาเพื่อ 'พรากทุกอย่าง' ไปจากหลินฟานตามคำสั่งปริศนาที่ได้รับมาเมื่อคืนวาน แต่น่าแปลกที่ในยามนี้ มือที่กุมด้ามกระบี่กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เสี่ยวตู้เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองอำพันของมันวาวโรจน์เพียงชั่วครู่ มันไม่ได้คำราม แต่มวลอากาศรอบตัวกลับบีบอัดจนชายร่างยักษ์กระอักเลือดออกมาคำโต
“เจ้า... สัตว์เลี้ยงตัวนี้มัน...”
“เสี่ยวตู้ไม่ชอบคนส่งเสียงดังครับ” หลินฟานลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ “และข้าเองก็ไม่ชอบให้ใครมาขัดจังหวะเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เช่นกัน... ชื่อเสียงของข้าอาจจะยังไม่ระบือไกลนัก แต่ในวันนี้ คงจะมีคนเล่าขานไปอีกนานว่า ใครก็ตามที่คิดจะพรากทุกอย่างไปจากข้า ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง”
บรรยากาศรอบหุบเขากดดันจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ ที่แอบซุ่มมองเหตุการณ์อยู่หลังโขดหินต่างพากันถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว ข่าวลือเกี่ยวกับ ‘เซียนอสูรลึกลับ’ ผู้มีสัตว์เลี้ยงขนปุยแต่พิฆาตได้แม้กระทั่งยอดฝีมือขั้นเซียนกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดในยุทธภพชั่วข้ามคืน
หลินฟานก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เสี่ยวตู้กระโดดขึ้นไปเกาะบนไหล่ของเขาอย่างออดอ้อนคล้ายแมวบ้านที่กำลังอ้อนเจ้าของ ทว่าไม่มีใครกล้าประมาทภาพลักษณ์ที่ไร้พิษภัยนี้อีกแล้ว เพราะเมื่อไม่กี่นาทีก่อน พวกเขาเพิ่งเห็นมันอ้าปากเพียงครั้งเดียวแล้วกลืนกินปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้บุกรุกไปจนหมดสิ้น
“เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน?” เสียงสตรีเย็นเยียบดังขึ้นจากยอดไม้เหนือหัว หลินฟานเงยหน้ามอง หญิงสาวในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า ดวงตาของนางคมกริบราวกับใบมีด “เจ้าคิดว่าการสังหารศิษย์ปลายแถวไม่กี่คนจะทำให้เจ้ากลายเป็นตำนานได้งั้นรึ?”
หลินฟานหัวเราะเบาๆ “ตำนานน่ะเหรอครับ? ข้าไม่เคยอยากเป็นตำนานหรอกนะ เพราะตำนานส่วนใหญ่มักจะตายไปก่อนที่เรื่องราวจะจบลง... ข้าแค่อยากมีชีวิตที่สงบสุขพร้อมกับสัตว์เลี้ยงของข้าก็เท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นจะชอบมายุ่งกับเรื่องที่ข้าขีดเส้นเอาไว้เหลือเกิน”
“เส้นที่เจ้าขีดไว้มันมีค่าเพียงแค่เส้นบนผืนทรายเท่านั้น” นางกระโดดลงมายืนเบื้องหน้าเขา แรงกดดันระดับเซียนชั้นสูงแผ่ออกมาจากร่างจนพื้นหินแตกกระจาย “นามของเจ้า... หลินฟาน... ข้าได้รับคำสั่งมาให้ลบชื่อนี้ออกจากบัญชีรายชื่อของนิกายกระบี่อสูรทิ้งเสีย”
หลินฟานหรี่ตาลง ปมในใจเกี่ยวกับตระกูลที่ถูกทำลายหวนกลับมาเป็นภาพจำที่ชัดเจนขึ้น เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่ศัตรูธรรมดา กลิ่นอายที่นางปล่อยออกมามีกลิ่นของ ‘ตราประทับตระกูลจ้าว’ ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของตระกูลเขา
“ในเมื่อท่านรู้นามของข้าแล้ว...” หลินฟานขยับตัว เสี่ยวตู้เริ่มพองขนจนกลายเป็นพยัคฆ์มังกรตัวโตที่แผ่รัศมีข่มขวัญไปทั่วหุบเขา “ท่านก็น่าจะรู้ด้วยว่า ข้าไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อรอให้ใครมาฆ่า แต่ข้ามาที่นี่เพื่อ ‘ล่า’ คืนเช่นกัน”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆาหมุนวนเป็นเกลียวเหนือหุบเขา สายฟ้าสีครามฟาดลงมากลางวงล้อม แต่ไม่ได้ลงที่หลินฟาน กลับพุ่งตรงไปยังทิศทางที่พวกเขาสังเกตเห็นเงาปริศนาอีกกลุ่มที่ซุ่มรอจังหวะอยู่
ร่างของชายชุดดำเบื้องหน้าหลินฟานชะงักงัน นางหันไปมองท้องฟ้าด้วยความตื่นตระหนก “นี่เจ้า... เจ้าเรียกสายฟ้าสวรรค์มาได้งั้นรึ? นี่มันพลังของสัตว์บรรพกาลชนิดใดกัน!”
หลินฟานไม่ได้ตอบ แต่เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบหัวเสี่ยวตู้ที่กำลังคำรามในลำคอด้วยความสนุกสนาน ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนถึงขั้วหัวใจ
“ไม่ใช่ข้าที่เรียกสายฟ้าครับ... แต่เป็นเสี่ยวตู้ที่เริ่ม ‘หิว’ ต่างหาก”
สิ้นคำพูดของเขา ร่างที่ซ่อนอยู่ในเงามืดเบื้องหลังหญิงสาวก็เริ่มถูกฉีกกระชากด้วยกรงเล็บที่มองไม่เห็นแม้แต่น้อย เลือดสาดกระจายทั่วผืนป่า ทว่าสิ่งที่ทำให้นางต้องหยุดหายใจไม่ใช่ความตายของเหล่ามือสังหาร แต่มันคือ ‘ใบหน้า’ ของคนที่ปรากฏตัวออกมาจากเงามืดคนสุดท้ายที่เหลือรอด
ชายชราที่สวมชุดสีขาวสะอาดตา ปักลายมังกรทองที่อกซ้าย—บุคคลที่เป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักที่เคยทำลายตระกูลหลินฟาน ยืนจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาสั่นระริก
“หลานรัก... เจ้ายังมีชีวิตอยู่จริงๆ สินะ” ชายชราเอ่ยขึ้นพลางคลี่ยิ้มที่ดูใจดี แต่แฝงไปด้วยความอาฆาตมุ่งร้าย “ในเมื่อเจ้าปรากฏตัวแล้ว ก็อย่าได้โทษว่าตาคนนี้ใจร้ายเลย”
หลินฟานกำหมัดแน่น หัวใจที่เคยสงบนิ่งกลับเต้นระรัวด้วยความเคียดแค้นที่รอคอยการชำระมานานนับสิบปี เขาไม่ได้หันไปหาหญิงสาวตรงหน้าอีกต่อไป แต่จ้องเขม็งไปที่ผู้อาวุโสสูงสุดผู้นั้นด้วยสายตาที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่าง
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกไปนั้นเอง จู่ๆ เสี่ยวตู้ก็หยุดชะงัก มันขู่ฟ่อและถอยหลังไปครึ่งก้าว ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่าผู้อาวุโสตรงหน้าเสียอีก
จากรอยแยกของมิติที่เปิดออกเบื้องหลังชายชรา มือสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยรอยสักอักขระโบราณก็ยื่นออกมา แล้วคว้าคอเสื้อของผู้อาวุโสสูงสุดลากเข้าไปในความมืดมิดนั้นอย่างไร้ทางสู้ เสียงกรีดร้องที่ฟังดูไม่เหมือนมนุษย์ดังขึ้นก่อนจะเงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ทำให้นักเขียนอย่างข้า—และคนอ่านเช่นท่าน—ต้องหยุดหายใจ
แล้วนั่นคือใครกันแน่... ใครคือคนที่แข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสสูงสุดและกำลังแทรกแซงโชคชะตาของหลินฟาน?
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของเซียนอสูรผู้นี้มาโดยตลอดนะครับ
เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล•ตอนที่ 22
ชื่อเสียงระบือไกล
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!