เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล•ตอนที่ 7

ศัตรูหัวใจกับแผนการร้าย

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
“เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่า ‘กำจัดมันเสีย’?” เสียงทุ้มต่ำแต่แฝงด้วยไอสังหารเยือกเย็นดังก้องอยู่ในห้องลับใต้ดินที่ไร้แสงตะวัน ศิษย์เอกผู้สง่างามแห่งสำนักเมฆาคล้อยนาม ‘จ้าวเฟิง’ กระแทกจอกสุราหยกในมือลงกับโต๊ะหินจนร้าวราน สายตาที่เคยดูสุขุมบัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยเปลวไฟแห่งความริษยาเมื่อนึกถึงใบหน้ากวนประสาทของ ‘หลินฟาน’ และเจ้าก้อนขนสีขาวที่เกาะติดไหล่หมอนั่นราวกับเป็นเงาตามตัว เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างในชุดคลุมดำสนิทที่กลืนหายไปกับความมืดมิด ผู้ที่กุมอำนาจมืดเบื้องหลังสำนักมานานหลายทศวรรษ “อาณัติแห่งความมืดไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์ปลายแถวเช่นมันจะคู่ควรครอบครอง” เสียงแหบพร่าดั่งใบไม้แห้งกรีดร้องตอบ “หากมันเติบโตถึงขั้นหลอมรวมพลังกับเจ้าพยัคฆ์มังกรบรรพกาลตัวนั้นได้... สำนักเมฆาคล้อยที่พวกเจ้าเฝ้าประคบประหงมมานาน ก็จะกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังใต้ฝ่าเท้าของเด็กนั่น” จ้าวเฟิงแค่นหัวเราะ เหยียดมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความเมตตา “ข้าเฝ้าฝึกฝนวิชาดรรชนีเมฆาห้าชั้นมากว่าสิบปี เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ครอบครองตำแหน่งเจ้าสำนัก แต่ไฉนสวรรค์ถึงได้ส่งเจ้าเด็กเหลือขอที่วันๆ เอาแต่เล่นกับแมวตัวอ้วนๆ มาแย่งชิงทุกอย่างไปจากข้า?” ในขณะเดียวกัน ที่ลานฝึกยุทธฝั่งตะวันออก หลินฟานกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินข้างน้ำตก โดยมี ‘เสี่ยวตู้’ พยัคฆ์มังกรบรรพกาลในร่างลูกเสือสีขาวนุ่มนิ่มนอนหงายท้องให้เขาเกาพุงอย่างสบายอารมณ์ “เสี่ยวตู้ เจ้าว่าวันนี้ข้าควรแกล้งจ้าวเฟิงอย่างไรดี?” หลินฟานเอ่ยพลางยิ้มมุมปาก นิ้วมือเรียวยาวเกาไปที่ใต้คางของเจ้าสัตว์ร้ายที่แสร้งทำเป็นเคลิ้มหลับ “เจ้านั่นจ้องมองข้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อทุกครั้งที่เดินผ่าน สงสัยคงอิจฉาที่ข้าหล่อกว่าและมีเจ้าเป็นเพื่อนคู่หูใช่หรือไม่?” เสี่ยวตู้ลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาสีทองอำพันของมันวาววับเป็นประกายแปลกประหลาด มันคำรามเบาๆ ในลำคอเป็นเชิงเห็นด้วย ก่อนจะใช้กรงเล็บแหลมคมที่ซ่อนอยู่ใต้ขนปุยสะกิดจี้หยกที่ห้อยอยู่ข้างเอวของหลินฟานเบาๆ หลินฟานชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปแทนที่ด้วยความระมัดระวัง เขาไม่ได้โง่เขลา แม้ภายนอกจะทำตัวเสเพลไม่เอาถ่าน แต่สัมผัสพิเศษที่ได้จาก ‘อาณัติแห่งความมืด’ กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่เข้มข้นที่สุดตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่ “มีคนแอบดูเราอยู่” หลินฟานกระซิบ เสียงเรียบเฉยแต่แฝงความตึงเครียด เสี่ยวตู้ลุกขึ้นยืนในท่าเตรียมพร้อม ร่างกายขนปุยของมันแผ่ไอพลังงานมหาศาลที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด จนมวลอากาศรอบข้างบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ หากคนนอกมองเข้ามา พวกเขาจะเห็นเพียงเจ้าลูกเสือขี้อ้อนตัวหนึ่ง แต่ในสายตาของผู้ฝึกยุทธที่แท้จริง นี่คือลางบอกเหตุแห่งหายนะ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นของจ้าวเฟิงก็ดังขึ้นจากทางเดินหินเบื้องหลัง เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับศิษย์ร่วมสำนักอีกสามคนที่ดูมีพิรุธ ผิวพรรณของพวกเขามีรอยคล้ำจางๆ ที่มุมปาก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการฝึกวิชาฝ่ายอธรรม “หลินฟาน เจ้าช่างมีเวลาว่างเหลือนักนะ” จ้าวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างผิดปกติ “ข้าได้ยินมาว่าท่านเจ้าสำนักกำลังตามหาตัวเจ้าอยู่ เห็นบอกว่ามีงานด่วนที่ ‘หุบเขาพันปีศาจ’ ต้องให้เจ้าไปจัดการด้วยตัวเอง” หลินฟานเลิกคิ้วขึ้นอย่างเย้ยหยัน “หุบเขาพันปีศาจ? นั่นมันเขตหวงห้ามของสำนักนี่ท่านจ้าวเฟิง ท่านแน่ใจหรือว่าท่านเจ้าสำนักสั่งมาจริงๆ ไม่ใช่ว่าพวกท่านอยากกำจัดข้าทิ้งเพื่อให้ได้ครองตำแหน่งศิษย์เอกแทน?” คำพูดตรงไปตรงมาของหลินฟานทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบลงทันที จ้าวเฟิงหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาปั้นยิ้มดังเดิม “เจ้าคิดมากไปแล้วศิษย์น้อง ข้าก็แค่หวังดีอยากให้เจ้าสร้างผลงานบ้างก็เท่านั้น” “หวังดี...” หลินฟานลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขาสะสมไอพลังไว้ที่ปลายนิ้ว “งั้นข้าขอฝากเจ้าเสี่ยวตู้ไว้ที่นี่ก่อนนะ เพราะหุบเขาพันปีศาจดูจะอันตรายเกินไปสำหรับสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ อย่างมัน” เขาขยิบตาให้เสี่ยวตู้ ก่อนจะเดินเข้าไปหาจ้าวเฟิงด้วยท่าทางผ่อนคลายเกินเหตุ จ้าวเฟิงและพวกพ้องเริ่มขยับล้อมกรอบเขาไว้ทีละนิด มือของพวกมันแอบรวบรวมลมปราณไว้ที่ฝ่ามือ หวังจะลงมือปิดฉากในคราวเดียว แต่ทว่า... เสี่ยวตู้ไม่ได้ทำตามที่เขาบอก เจ้าพยัคฆ์มังกรสีขาวไม่ได้อยู่เฉยตามคำสั่ง มันกระโดดลงจากโขดหินด้วยความเร็วเหนือแสง ร่างเล็กปุยพุ่งเข้าใส่ศิษย์ฝ่ายอธรรมคนหนึ่งที่กำลังถือของบางอย่างไว้ในแขนเสื้อ แรงปะทะเพียงน้อยนิดกลับทำให้ศิษย์ผู้นั้นกระเด็นไปไกลหลายจั้งราวกับถูกค้อนยักษ์ฟาดเข้าเต็มแรง ของในแขนเสื้อนั้นร่วงลงสู่พื้น... มันคือ ‘ยันต์สุริยันดับสูญ’ อาวุธต้องห้ามที่จะระเบิดออกเมื่อผู้ใช้ส่งพลังงานเข้าไป และหากมันทำงานขึ้นมา บริเวณลานฝึกแห่งนี้จะกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา “นั่นมันอะไรกันหรือท่านจ้าวเฟิง?” หลินฟานถามพลางแสยะยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ดูเหมือนแผนของท่านจะเริ่มพังตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเสียแล้วนะ” จ้าวเฟิงกัดฟันกรอด ความอดทนสุดท้ายขาดสะบั้นลง เขาดึงกระบี่เหล็กกล้าสีดำสนิทออกมาจากฝัก พลังปราณที่เกรี้ยวกราดพุ่งออกจากร่าง “ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะไม่ตายดี ก็จงอย่าโทษว่าข้าไร้ความปราณี!” ทว่า ก่อนที่จ้าวเฟิงจะได้ขยับกาย กลิ่นอายกดดันมหาศาลก็กดทับลงมาจากฟากฟ้า ราวกับภูเขาทั้งลูกตกลงมาทับร่างทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น เจ้าสำนักเมฆาคล้อยผู้ทรงพลังปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าพร้อมแววตาที่ยากจะอ่านออก “จ้าวเฟิง... เจ้ากล้าดียังไงถึงได้นำอาวุธต้องห้ามมาใช้ในเขตสำนัก!” จ้าวเฟิงตัวสั่นเทา เขารีบก้มกราบลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว “ท่านเจ้าสำนัก! ข้า... ข้าแค่ต้องการทดสอบฝีมือของศิษย์น้องหลินเท่านั้น ข้าไม่ได้มีเจตนาจะ...” “เงียบ!” เจ้าสำนักตวาดก้อง ก่อนจะหันมามองหลินฟานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน “เจ้าเด็กนี่ไม่ใช่แค่ศิษย์ธรรมดา... หลินฟาน ข้าเพิ่งได้รับคำเตือนจากบรรพชนว่า ‘อาณัติแห่งความมืด’ ในตัวเจ้าเริ่มตื่นขึ้นแล้ว และสิ่งที่รอเจ้าอยู่ไม่ใช่ตำแหน่งศิษย์เอก แต่มันคือโชคชะตาที่ต้องเลือก...” ท่านเจ้าสำนักเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลินฟานเย็นเฉียบ “จงเลือกระหว่างการทิ้งเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้ไปเสีย หรือยอมรับการเป็นศัตรูของโลกหล้าในวันพรุ่งนี้... เพราะสัตว์เลี้ยงของเจ้า คือกุญแจดอกเดียวที่พวกมันจะใช้เปิดประตูสู่นรก!” ... ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมผจญภัยไปกับข้า แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ ลั่วอสูรหมื่นภูผา
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอสูรป่วนสวรรค์: ข้ามีสัตว์เลี้ยงเป็นพยัคฆ์มังกรบรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%