เซียนหนุ่มคลั่งรักกับนางพญาเย็นชา•ตอนที่ 11

คำสารภาพท่ามกลางหิมะโปรย

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่เหมันต์ กระทบลงบนพื้นหิมะสีขาวบริสุทธิ์จนเกิดเสียงดังกังวานราวกับเสียงถอนหายใจของสวรรค์ "เจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้อีกทำไม... ไป๋เฉิน" น้ำเสียงของมู่หรงเสวี่ยเยียบเย็นเสียยิ่งกว่าลมหนาวแห่งหุบเขากระบี่เหมันต์ แต่น่าแปลกที่ปลายนิ้วเรียวยาวซึ่งกุมด้ามกระบี่กลับสั่นระริกโดยที่เจ้าตัวมิอาจควบคุมได้ นางเซียนผู้สูงส่งไร้พ่ายผู้ไม่เคยชายตามองบุรุษใดในใต้หล้า บัดนี้กลับต้องเบือนหน้าหนีภาพเบื้องหน้า—ภาพของชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสะบัดพลิ้วตามแรงลม แววตาคมกริบดั่งพญาอินทรี ทว่าริมฝีปากกลับระบายรอยยิ้มอบอุ่นราวกับแสงตะวันแรกยามเหมันตฤดู แม้ร่างท่อนบนจะชุ่มโชกไปด้วยโลหิตจากการปกป้องนางจากค่ายกลอสูรโลกันตร์เมื่อครู่ก็ตาม ไป๋เฉินหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความระคนเอ็นดูและทระงงตน เขาไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ร่างสูงโปร่งก้าวเข้าไปประชิดนางทีละน้อย แม้กระบี่ในมือของนางจะจ่ออยู่ตรงอกซ้าย ห่างเพียงไม่ถึงนิ้วที่พร้อมจะทะลวงหัวใจเขาได้ทุกเมื่อก็ตาม "หากข้าไม่ดื้อรั้น แล้วผู้ใดเล่าจะคอยยืนหยัดเคียงข้างนางพญาผู้เย็นชาเช่นเจ้า?" ไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าดังก้องกังวานในความเงียบงันของหุบเขา "เจ้าบอกว่าหัวใจของเจ้าถูกแช่แข็งด้วยพันธะแห่งเซียน ทว่าเหตุใด... ยามที่ชีพจรของเจ้าติดขัดเมื่อครู่ ปลายนิ้วของข้าจึงสัมผัสได้ถึงหยดน้ำตาที่เจ้าพยายามกลั้นเอาไว้เล่า เสวี่ยเอ๋อร์?" สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้หัวใจของมู่หรงเสวี่ยกระตุกวูบ นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยสร้างขึ้นเป็นเกราะกำบังนับร้อยปีพลันสั่นคลอนราวกับแผ่นดินไหว ร่างกายของนางแข็งทื่อ ปลายนิ้วที่ถือกระบี่อ่อนแรงลงจนเกือบจะร่วงหล่น ตลอดชีวิตอันยาวนาน นางเผชิญมาหมดแล้วทั้งคำสรรเสริญเยินยอ ความยำเกรง หรือแม้แต่ความเกลียดชังจากเหล่ามารร้าย แต่น้อยคนนักที่จะมองทะลุผ่าน 'เปลือกนอก' อันเย็นชา เพื่อมองเห็นดวงวิญญาณที่โดดเดี่ยวและเหนื่อยล้าของนาง ยิ่งไปกว่านั้น... มีเพียงบุรุษผู้นี้ผู้เดียวที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อดึงนางกลับมาจากขอบเหวแห่งทัณฑ์สวรรค์ "เจ้า... เจ้ามันคนบ้าสติเฟื่อง..." มู่หรงเสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเซียว พยายามรวบรวมลมปราณเพื่อกดขี่ความรู้สึกวุ่นวายในอก ทว่ายิ่งนางพยายามต้านทาน ภาพความทรงจำยามที่เขาใช้ฝ่ามือหลอมโอสถเพลิงเก้าสีเผาผลาญพิษอสนีบาตออกจากร่างให้นางอย่างไร้ความเกรงกลัวต่อความตาย ก็ยิ่งย้อนกลับมาฉายชัดในห้วงคำนึง เพลิงวิเศษเก้าสีลุกโชนขึ้นในอากาศรอบตัวพวกเขาทั้งสอง เพื่อขับไล่ความหนาวยะเยือกของหิมะที่โปรยปรายลงมาหนาตาขึ้นเรื่อยๆ แสงสีรุ้งสะท้อนกับเกล็ดหิมะระยิบระยับราวกับดาราบนฟากฟ้า บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันลึกล้ำของการบำเพ็ญเพียร พลังปราณฟ้าดินหลอมรวมเข้าหากันราวกับหยินและหยางที่สมบูรณ์แบบ ไป๋เฉินไม่รอให้นางได้เอื้อนเอยคำปฏิเสธใดๆ อีก เขาเอื้อมมือหนาออกไปกุมมือเรียวบางที่ถือกระบี่เอาไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อ เยียวยาความเหน็บหนาวที่กัดกินหัวใจนางมาเนิ่นนาน สัมผัสนี้... ทำให้ดวงตาคู่สวยของนางพญาไร้พ่ายถึงกับรื้นไปด้วยหยาดน้ำใส นางพยายามจะดึงมือกลับด้วยสัญชาตญาณของการป้องกันตัว ทว่าอ้อมแขนที่แข็งแกร่งของไป๋เฉินกลับรวบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิดในพริบตาเดียว "ปล่อยนะ..." เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบ และไร้ซึ่งพลังคุกคามโดยสิ้นเชิง "หากปล่อย เจ้าก็คงจะหนีไปซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงน้ำแข็งของเจ้าอีกน่ะสิ" ไป๋เฉินกระซิบชิดริมหูของนาง ลลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บนพวงแก้มเนียนที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างหาได้ยากยิ่ง "ข้าเดินทางข้ามภพชาติ ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน เป้าหมายมิใช่เพื่อมาเป็นศิษย์หรือสหายร่วมสำนักของเจ้า... แต่เพื่อมาเป็นเจ้าของดวงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชานั้น" คำสารภาพที่ตรงไปตรงมาและเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งของมหาเทพกระบี่ผู้กลับชาติมาเกิด ทำให้นางเซียนผู้สูงศักดิ์ถึงกับพูดไม่ออก หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึกในสมรภูมิ ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้ด้วยกฎเกณฑ์ของสำนักและวิถีเซียนนับพันปี บัดนี้พังทลายลงในชั่วพริบตา มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาคู่นคมั่นของเขา แววตาที่เคยว่างเปล่าและเย็นชา บัดนี้ไหวระริกสะท้อนเงาของชายหนุ่มผู้ยอมเผาผลาญแม้กระทั่งพลังปราณของตนเองเพื่อปกป้องนาง นางหลับตาลงช้าๆ ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นนี้อย่างราบคาบ มือเรียวที่เคยถือกระบี่เปลี่ยนเป็นยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาแทน เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดออกมาได้ ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของพวกเขากำลังจะทาบทับกันท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ความเงียบสงบอันงดงามก็ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขา *เปรี้ยงงงง!* มิติเบื้องบนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เปลวเพลิงสีดำสนิทพร้อมกับกลิ่นอายอสูรบรรพกาลพรั่งพรูออกมา ปิดกั้นทางหนีทีไล่ทั้งหมด ร่างเงาสลับซับซ้อนในชุดคลุมสีทองเข้มปรากฏขึ้นกลางนภา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่กรีดแทงแก้วหู "ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง มหาเทพไป๋เฉิน... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการหนีมายังหุบเขากระบี่เหมันต์จะทำให้เจ้าพ้นเงื้อมมือของสำนักกระบี่สวรรค์ได้?" ไป๋เฉินหรี่ตาลงทันที แววตาคมกริบเปลี่ยนเป็นดุดันดั่งเทพสงคราม เขาผลักมู่หรงเสวี่ยไปไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสะบัดมือเรียกกระบี่วิเศษเพลิงเก้าสีกลับมาอยู่ในมือ แรงกดดันระดับมหาเทพแผ่ขยายออกไปจนหิมะรอบตัวระเหยกลายเป็นไอในพริบตา ทว่า... บุคคลที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติหาใช่ผู้อาวุโสของสำนักกระบี่สวรรค์ไม่ หากแต่เป็นสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ผู้ถือกระบี่ปักลายมังกรทอง—ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ล่วงลับที่มู่หรงเสวี่ยคิดว่าสิ้นชีพไปเมื่อร้อยปีก่อน! ดวงตาของมู่หรงเสวี่ยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ เมื่อสตรีผู้นั้นเอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยยิ่ง "เสวี่ยเอ๋อร์... น้องรัก เจ้าทรยศต่อกฎแห่งสำนักแล้วรู้ตัวหรือไม่?" ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและร่วมลุ้นไปกับความรักที่เหนือลิขสิทธิ์ฟ้าดินนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ... "เพลิงโอสถสวรรค์"
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มคลั่งรักกับนางพญาเย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%