“เจ้าคิดจะใช้ดินแดนทุรกันดารแห่งนี้เป็นหลุมศพให้แก่ยอดฝีมือระดับเซียนนภาสามร้อยคนงั้นรึ หลี่เฟย?”
เหมยซูเอ่ยขึ้น เสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แต่นัยน์ตากลับสะท้อนความกังวลที่ปิดไม่มิด มือเรียวบางของนางขยับพู่กันเทพดาราตวัดเขียนอักขระเสริมพลังลงบนศิลาอาคมที่วางเรียงรายอยู่รอบหุบเขาเงาจันทร์ สัมผัสถึงไอสังหารที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
หลี่เฟยไม่ตอบในทันที เขายืนนิ่งอยู่กลางวงค่ายกล มือข้างหนึ่งไขว้หลัง อีกข้างถือหยกเขียนลายมังกร นัยน์ตาสีดำสนิทดุจก้นบึ้งของมหาสมุทรจับจ้องไปยังท้องฟ้าที่กำลังถูกย้อมด้วยสีเทาหม่นของเมฆหมอกอัคคีที่พวกศัตรูส่งมาล่วงหน้า
“ศัตรูไม่ได้มาเพื่อเจรจา เหมยซู” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ทว่าแฝงด้วยความเฉียบขาด “จักรพรรดิเทพเทียนหยางส่งยอดฝีมือมาไม่ใช่เพราะเขากลัวข้าเพียงคนเดียว แต่เขากลัว 'ปัญญา' ที่จะปลดแอกกฎเกณฑ์ของสวรรค์ต่างหาก หากเราไม่ทำให้วันนี้เป็นวันตายของพวกมัน อักขระที่ตระกูลข้าแลกด้วยชีวิตมา... ก็คงไร้ความหมาย”
หลี่เฟยเริ่มขยับมือ อักขระทองคำเส้นบางเฉียบราวกับใยแมงมุมพุ่งออกจากปลายนิ้ว ซึมซาบลงสู่ชั้นบรรยากาศ เขาไม่ได้กำลังเขียนยันต์บนกระดาษ แต่กำลังเขียนยันต์บน 'ผืนฟ้า'
ลมหายใจของเขาประสานเข้ากับกระแสปราณรอบข้าง ความกดอากาศในหุบเขาเริ่มแปรปรวนอย่างรุนแรง เสียงพึมพำของค่ายกลเริ่มดังก้องราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ตื่นจากจำศีล
“เจ้าจะดึงสายฟ้าจากสรวงสวรรค์ลงมาที่นี่? นั่นเป็นการกระทำที่เสี่ยงเกินไป หากเจ้าพลาดเพียงนิด พลังของยันต์ผลิกชะตาจะย้อนกลับมาเผาผลาญร่างของเจ้าเสียเอง” เหมยซูขยับเข้ามาใกล้ ทิ้งภาระงานในมือแล้วจับแขนเขาไว้แน่น “หลี่เฟย... ข้าอยู่ข้างท่านเสมอ แต่ข้าไม่อยากเห็นท่านแตกสลายไปพร้อมกับความแค้น”
หลี่เฟยหันกลับมาสบตานาง แววตาที่เยือกเย็นฉายประกายอ่อนโยนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาดุจใบมีดที่คมกริบอีกครั้ง
“ข้ามิได้สู้เพื่อความแค้นเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อรักษารากฐานแห่งความเป็นธรรมที่ข้าเชื่อมั่น” เขาคลี่รอยยิ้มบาง “จงถอยไปห่างๆ เหมยซู ยันต์นี้... ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะมองด้วยตาเปล่าได้โดยไม่เสียน้ำตา”
ในวินาทีนั้น ท้องฟ้าเหนือหุบเขาเงาจันทร์ก็ฉีกขาดออกเป็นริ้วๆ ไม่ใช่ด้วยพละกำลังของยอดฝีมือ แต่ด้วยการบิดเบือนกฎธรรมชาติของอักขระที่หลี่เฟยเป็นผู้รังสรรค์ ก้อนเมฆสีเทาหมุนคว้างดุจพายุหมุนขนาดยักษ์ สายฟ้าสีครามพาดผ่านท้องนภาอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่สายฟ้าธรรมดา แต่เป็น 'อัสนีสวรรค์บรรพกาล' ที่ถูกกักขังและเหนี่ยวนำให้ลงมาประทับ ณ จุดที่ทัพของจักรพรรดิเทพกำลังมุ่งหน้ามา
กองทัพเทพสามร้อยนายปรากฏตัวขึ้นที่ปากทางเข้าหุบเขา พวกเขาสวมชุดเกราะสีทองอร่าม แผ่รังสีพลังกดดันจนผืนดินสั่นสะท้าน แม่ทัพหน้าสุดเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ผิดปกติด้วยความชะงักงัน
“ค่ายกลลวงตาหรือ?” แม่ทัพผู้นั้นตะคอก “ทำลายมันทิ้งเสีย! อย่าให้เศษขยะแห่งตระกูลหลี่ได้ทันหายใจ!”
แต่คำสั่งของเขากลายเป็นเสียงสุดท้ายที่หลุดออกมาจากปาก
หลี่เฟยสะบัดฝ่ามือลงบนพื้นดินอย่างแรง “ยันต์ผลิกชะตา: สวรรค์พิโรธ!”
เปรี้ยง!
สายฟ้าสายหนึ่งฟาดลงมากลางขบวนทัพ แรงระเบิดของอักขระผสานเข้ากับพลังธรรมชาติ ทำให้เกิดคลื่นกระแทกที่ฉีกร่างของยอดฝีมือระดับเซียนนภาขาดกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ถูกกลบด้วยเสียงฟ้าร้องคำราม หุบเขาทั้งหุบเขากลายเป็นเตาหลอมสายฟ้าที่ไม่มีใครหนีรอดไปได้
หลี่เฟยยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุนั้น เส้นผมสีดำปลิวไสวตามแรงลม พลังปราณรอบกายเขาเข้มข้นจนเกิดเป็นรัศมีสีทองจางๆ ปกป้องเขาจากสายฟ้าของตนเอง เขาไม่ได้มองศัตรูที่กำลังดับสูญ แต่สายตาเขากลับเพ่งมองไปยังทิศทางของสวรรค์ชั้นฟ้า ราวกับต้องการส่งสารบางอย่างไปถึงผู้อยู่เบื้องบน
ทว่า ในขณะที่ชัยชนะดูเหมือนจะอยู่ในกำมือ บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน
เหมยซูที่หลบอยู่หลังศิลาอาคมเบิกตากว้าง นางชี้นิ้วไปยังร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งของแม่ทัพเทพที่เพิ่งถูกสายฟ้าฟาด ร่างนั้นไม่ได้สลายไปเหมือนคนอื่น แต่กลับค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยอาการบิดเบี้ยว... ดวงตาของศพตัวนั้นเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มสนิทที่ดูคล้ายกับเนตรแห่งเทพเทียนหยาง
“หลี่เฟย... ระวัง!”
ศพที่คืนชีพขึ้นมาพุ่งเข้าหาหลี่เฟยด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ ปลายนิ้วของมันแปรสภาพเป็นกรงเล็บอักขระสีดำสนิทที่พร้อมจะกระชากวิญญาณ และเหนือหัวของมัน... ประตูมิติขนาดใหญ่ก็ค่อยๆ ปริแตกออก พร้อมกับแรงกดดันที่ทำเอาทั่วทั้งแผ่นดินต้องทรุดลงแทบเท้า
ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาจากประตูมิติ รูปลักษณ์สง่างามดุจเทพเจ้า ทว่าแววตากลับว่างเปล่าจนน่าสะพรึงกลัว เขาไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่คือร่างแยกของจักรพรรดิเทพเทียนหยางที่เฝ้ารอจังหวะที่หลี่เฟยใช้พลังจนหมดสิ้น!
“เจ้าทำได้ดีมาก หลี่เฟย” เสียงของจักรพรรดิเทพดังก้องอยู่ในมิติ “เจ้าช่างเป็นอัจฉริยะที่ข้าเสียดาย... แต่โชคร้ายนัก ที่วันนี้ ข้าไม่ได้มาเพื่อจับเป็น แต่มาเพื่อทวงคืนอำนาจที่เจ้าขโมยมาจากสวรรค์”
หลี่เฟยกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง มือที่ใช้เขียนยันต์สั่นเทา พลังของเขาเกือบหมดสิ้นไปกับการเปลี่ยนสภาพอากาศแล้ว... ทว่า ในแววตาของเขายังคงมีความนิ่งสงบที่ซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้
เขาสัมผัสได้ถึงหยกอักขระชิ้นสุดท้ายในแขนเสื้อ... หยกที่เขาซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็นแม้แต่เหมยซู
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมชีวิตของปราชญ์อักขระมาจนถึงบรรทัดนี้นะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 29
ยันต์ผลิกชะตา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!