"ท่านคิดว่าการวิ่งหนีข้ามาถึงหุบเขาไร้ลมแห่งนี้ จะช่วยต่อลมหายใจให้ท่านได้นานขึ้นงั้นหรือ หลี่เฟย?"
เสียงทุ้มต่ำของแม่ทัพสวรรค์ ‘จ้าวซื่อ’ ดังก้องไปทั่วโตรกผา ร่างกำยำในชุดเกราะทองคำอร่ามสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดงจนแสบตา เขายืนตระหง่านอยู่บนยอดหินผา มองลงมายังร่างโปร่งในชุดสีครามของหลี่เฟยที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องล่าง รอบกายของหลี่เฟยไร้ซึ่งไอสังหาร มีเพียงความเงียบงันที่น่าประหลาดใจ
หลี่เฟยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่เขากำลังใช้นิ้วเรียวยาววาดอักขระลงบนพื้นทรายอย่างแผ่วเบา มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่อาจคาดเดาความหมาย
"ข้าไม่ได้วิ่งหนีท่านหรอกครับ แม่ทัพจ้าว" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่ง "ข้าเพียงแค่เลือกสถานที่ที่จะทำให้การสนทนาของเรา... รื่นรมย์ขึ้นกว่าในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและคาวเลือด"
"รื่นรมย์?" จ้าวซื่อหัวเราะลั่นจนยอดหินสั่นสะเทือน "ในฐานะนักโทษที่กำลังจะถูกส่งตัวไปรับทัณฑ์สวรรค์ ท่านยังมีอารมณ์มาพูดเรื่องรื่นรมย์อีกรึ?"
จ้าวซื่อพุ่งทะยานลงมาจากยอดผาด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด พลังปราณสีทองดั่งเปลวเพลิงแผ่ออกมาจากร่างของเขา หมายจะกดทับให้หลี่เฟยจมลงไปในพื้นดิน ทว่าในวินาทีที่เท้าของแม่ทัพสวรรค์แตะพื้นหุบเขา สิ่งหนึ่งที่เขาควรจะสัมผัสได้กลับไม่มีอยู่จริง
พลังปราณของเขา... มันเหือดแห้งไปในชั่วพริบตา
จ้าวซื่อชะงัก ร่างกายที่เคยทรงพลังด้วยปราณเทพกลับรู้สึกหนักอึ้งดั่งถูกโซ่ตรวนร้อยชั่งถ่วงไว้ เขากระแทกฝ่ามือออกไปหวังจะทำลายอีกฝ่าย แต่พลังกลับกระจัดกระจายดั่งทรายในมือที่ไม่อาจกอบกุม
"เกิดอะไรขึ้นกับพลังของข้า!" จ้าวซื่อแผดเสียง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
หลี่เฟยค่อยๆ หันกลับมา แววตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่ไร้จุดจบ "หุบเขาไร้ลมแห่งนี้คือจุดบรรจบของกระแสลมปราณที่ต่ำที่สุดในเก้าพิภพครับแม่ทัพ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดหรอก ที่ท่านรู้สึกว่าตัวเองไร้ทางสู้ เป็นเพราะท่านได้ก้าวเข้ามาใน 'ค่ายกลสุญญากาศไร้ลักษณ์' ที่ข้าเตรียมไว้ต้อนรับท่านมาตั้งแต่เช้าแล้ว"
เหมยซูซึ่งซุ่มรออยู่ในเงามืดของชะง่อนผาขยับตัวออกมาเล็กน้อย ในมือของนางถือหยกอักขระโบราณที่สั่นระริก นางมองดูหลี่เฟยด้วยความเลื่อมใส ปราชญ์อักขระผู้นี้ไม่ได้ใช้เพียงแรง แต่เขาใช้ความเข้าใจในธรรมชาติและกฎแห่งการหมุนเวียนของพลังงานเป็นอาวุธ
"ท่านวางแผนนี้มาตั้งแต่วันที่ข้าออกตามล่าท่านที่เมืองหน้าด่าน..." จ้าวซื่อกัดฟันกรอด พยายามเค้นปราณเฮือกสุดท้ายออกมา แต่ยิ่งขยับ พลังงานยิ่งถูกดูดกลืนเข้าสู่ค่ายกล "เจ้าคนขี้ขลาด! เก่งจริงก็เข้ามาสู้กับข้าด้วยวิชาดาบ อย่าใช้เพียงลูกเล่นของพวกอักขระสารเลวพวกนี้!"
หลี่เฟยเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ ก้าวย่างของเขาดูผ่อนคลายแต่หนักแน่น เขาก้มลงหยิบเศษหินก้อนหนึ่งแล้วดีดมันออกไปในอากาศ ทันใดนั้นเส้นสายพลังงานโปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นรอบตัวจ้าวซื่อ ตรึงร่างของเขาไว้กับที่
"การสู้ด้วยดาบคือการตัดสินที่ไร้สติปัญญาครับ" หลี่เฟยกล่าวขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศัตรู "ในเมื่อท่านรับใช้จักรพรรดิเทพเทียนหยางผู้ที่ทำลายตระกูลของข้าด้วยเล่ห์เหลี่ยม เหตุใดข้าต้องเอาชีวิตไปแลกกับความโง่เขลาของท่านด้วยเล่า?"
ความเงียบเข้าปกคลุมหุบเขาอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจของจ้าวซื่อที่เต้นระรัวด้วยความเคียดแค้นและหวาดหวั่น เขารู้ดีว่าหากไร้พลังปราณ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป และหลี่เฟยในตอนนี้คือผู้กุมชะตาชีวิตของเขา
ทว่า ในขณะที่หลี่เฟยกำลังจะลงมือสะสางบัญชีแค้น สายลมกระโชกแรงก็พัดผ่านเข้ามาอย่างผิดธรรมชาติ เหมยซูที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันหน้าถอดสี นางรีบตะโกนเตือน "เฟย! ระวัง! มีพลังงานแปลกปลอมแทรกซึมเข้ามาในค่ายกล!"
หลี่เฟยขมวดคิ้ว เขาเพ่งจิตสัมผัสไปยังจุดที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า และสิ่งที่เขาเห็นทำให้มือที่ถืออักขระถึงกับสั่นสะท้าน บรรยากาศรอบตัวจ้าวซื่อที่เคยเบาบาง พลันบิดเบี้ยวราวกับกระจกที่ถูกกระแทกจนร้าว
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เป็นบุรุษในชุดขาวสะอาดตาทว่าแผ่ไอสังหารที่ทำให้อากาศในหุบเขาเย็นเยียบจนกลายเป็นน้ำแข็ง เขาไม่ได้เดิน แต่เขากำลังก้าวผ่านมิติเข้ามาอย่างนุ่มนวล
"เจ้าทำได้ดีมาก หลี่เฟย" เสียงของบุรุษผู้นั้นก้องกังวานในหัวของทุกคน "แต่เจ้าลืมไปหรือไม่... ว่าค่ายกลที่เจ้าสร้างขึ้นนั้น แม้จะสะกดเทพได้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานผู้สร้างกฎแห่งค่ายกลตัวจริงได้"
หลี่เฟยถอยหลังไปหนึ่งก้าว หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน บุรุษผู้นั้นคือผู้ที่เขาเกลียดชังที่สุด... จักรพรรดิเทพเทียนหยาง ที่บัดนี้ก้าวเข้ามาในกับดักของเขาด้วยตัวเอง พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูราวกับกำลังมองดูเด็กน้อยเล่นขายของ
ทว่าสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ จ้าวซื่อที่ถูกตรึงอยู่กลับแสยะยิ้มออกมา ทั้งที่ร่างกายยังถูกค่ายกลกดทับ
"ท่านจักรพรรดิ... ท่านมาถึงแล้ว" จ้าวซื่อเค้นเสียงหัวเราะ "กับดักของมัน... เป็นเพียงเหยื่อล่อให้ท่านปรากฏตัวออกมาเท่านั้น!"
หลี่เฟยชะงักกึก ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วสันหลัง เมื่อเขาตระหนักได้ในเสี้ยววินาทีนั้นว่า... นี่ไม่ใช่เขาที่ล่อศัตรูเข้ากับดัก แต่เป็นเขาเองต่างหากที่เดินเข้าสู่หมากเกมใหญ่ที่วางไว้เพื่อกวาดล้างเขาให้สิ้นซากตั้งแต่วินาทีแรก
นี่คือมรสุมที่ตั้งใจ... และเขาคือเหยื่อที่เดินเข้าสู่พายุนั้นด้วยความมั่นใจเกินไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมชีวิตของปราชญ์อักขระมาจนถึงบรรทัดนี้นะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 28
มรสุมที่ตั้งใจ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!