เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 30

ความเด็ดขาดของผู้นำ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"เจ้าจะให้ข้าทิ้ง 'ศิลาอัคคีพันปี' นี่ไปงั้นรึ หลี่เฟย! นั่นคือสิ่งที่สำนักเราแลกด้วยชีวิตศิษย์ไปกว่าครึ่งเพื่อที่จะได้มา หากไร้มัน การฟื้นฟูค่ายกลคุ้มกันก็เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน!" เสียงของเหมยซูสั่นเครือไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความเดือดดาลและเจ็บปวด ดวงตาคู่สวยของนางจ้องมองชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ภายในถ้ำลับที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายค่ายกลอันหนาแน่น บรรยากาศบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ หลี่เฟยไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะหิน จรดพู่กันอักขระลงบนม้วนกระดาษหนังมังกรด้วยท่วงท่าที่มั่นคงเสียจนน่าใจหาย เขาเงยหน้าขึ้น สายตาที่ราบเรียบดุจผิวน้ำในยามไร้ลมจ้องประสานกับนาง "ชีวิตศิษย์ของเจ้า... มีค่ามากกว่าศิลาอัคคีเพียงก้อนเดียวหรือไม่" เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา "นั่นไม่ใช่คำถามที่ข้าต้องการคำตอบ!" เหมยซูกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะจนฝุ่นผงอักขระฟุ้งกระจาย "หากเราสูญเสียค่ายกลไป ในวันพรุ่งนี้พวกเขาก็ต้องตายอยู่ดีภายใต้การบุกขององครักษ์เทียนหยาง การรักษาศิลาไว้คือทางรอดเดียวของทุกคน!" หลี่เฟยผ่อนลมหายใจยาว เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน ความสง่างามของบุรุษผู้แบกรับความแค้นของตระกูลไว้บนบ่าแผ่ซ่านออกมาจนเหมยซูชะงักไปชั่วขณะ เขาเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว ก่อนจะคว้าข้อมือนางแล้ววางศิลาอัคคีสีแดงฉานลงบนฝ่ามือนาง "ศิลาอัคคีคือเชื้อเพลิงที่รุนแรงที่สุด แต่มันไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะขับเคลื่อนค่ายกลได้" หลี่เฟยกล่าวเบาๆ "เจ้าเชื่อใจข้าไหม เหมยซู" เหมยซูมองเขาด้วยแววตาที่สับสน "ข้าเชื่อใจเจ้าเสมอมา แต่ครั้งนี้... เจ้ากำลังเล่นตลกกับความเป็นความตายของทุกคนนะ" "เปล่าเลย" หลี่เฟยแย้มยิ้ม ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง "ข้าเพียงแค่กำลังจะแลกสิ่งที่ทุกคนคิดว่ามีค่าที่สุด เพื่อสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้... นั่นคือ 'เวลา' ที่จะทำให้เราพลิกสถานการณ์นี้" เขาสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว ม่านแสงอักขระสีทองพลันปรากฏขึ้นรอบโถงถ้ำ หลี่เฟยเริ่มวาดอักขระกลางอากาศด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นเงาพร่ามัว ทุกเส้นสายที่ตวัดผ่านอากาศล้วนแฝงไว้ด้วยเคล็ดวิชาลึกลับที่คนทั่วไปมิอาจหยั่งถึง "เหมยซู นำศิลาอัคคีไปวางไว้ที่ 'จุดตาย' ของค่ายกลดาราคล้อยเสีย" "จุดตาย? เจ้าจะบ้าหรือ! นั่นเท่ากับการทำลายรากฐานของค่ายกลทิ้งไปเลยนะ!" "ทำตามที่ข้าบอก" น้ำเสียงของหลี่เฟยเฉียบขาดจนเหมยซูไม่อาจโต้แย้งได้อีก นางกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะพุ่งตัวออกไปทำตามคำสั่ง ทันทีที่ศิลาอัคคีถูกวางลงบนตำแหน่งนั้น เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นก็ดังสนั่นจากภายนอกถ้ำ ราวกับมีมหาขุนพลนับพันกำลังรุกคืบเข้ามา หลี่เฟยหลับตาลง สมาธิของเขาพุ่งสู่จิตวิญญาณแห่งอักขระเบื้องลึก เขาไม่ได้พยายามซ่อมแซมค่ายกลเพื่อป้องกัน แต่เขากำลังใช้ศิลาอัคคีเป็นตัวล่อเพื่อสร้าง 'ค่ายกลกลวง' ขึ้นมาแทนที่! เวลาผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ แรงสั่นสะเทือนภายนอกหยุดลง ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมแทนที่ "มันเข้ามาแล้ว..." เสียงของเหมยซูดังขึ้นจากมุมมืดของถ้ำ นางถือกระบี่มั่น มือสั่นเทาเล็กน้อย หลี่เฟยลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีครามวูบหนึ่ง "ไม่ใช่แค่ทหารธรรมดา... เทียนหยางส่ง 'เงาพิฆาต' มาด้วยตัวมันเอง" ทว่า สิ่งที่น่าตระหนกยิ่งกว่าไม่ได้อยู่ที่ศัตรูภายนอก เมื่อหลี่เฟยเหลือบมองม้วนบันทึกอักขระบนโต๊ะ เขาก็พบว่าหมึกที่เขาใช้เขียนนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับเลือดที่ถูกสาปแช่ง กระดาษหนังมังกรที่ควรจะทนทานกลับเริ่มผุกร่อนไปต่อหน้าต่อตา "หลี่เฟย... เจ้าทำอะไรลงไป" เหมยซูถามด้วยเสียงแผ่วเบา ขณะที่กำแพงถ้ำด้านหลังพวกเขาเริ่มปรากฏรอยร้าวที่แผ่ไอเย็นเยียบออกมา หลี่เฟยไม่ได้ตอบทันที เขาหันกลับมามองเหมยซูด้วยสายตาที่แสดงถึงการตัดสินใจครั้งสุดท้าย "ข้าไม่ได้แค่สละศิลาอัคคีเหมยซู... แต่ข้ากำลังสละ 'พลังเซียน' ทั้งหมดของข้า เพื่อหลอกล่อให้พวกมันคิดว่าค่ายกลนี้ถูกทำลายไปแล้ว" "แล้วเจ้าล่ะ? ถ้าเจ้าไม่มีพลังเซียน เจ้าจะรับมือกับเงาพิฆาตนั่นได้อย่างไร!" หลี่เฟยยิ้มมุมปาก ทว่าดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง "ข้าไม่ได้บอกว่าข้าจะรับมือ... ข้าแค่บอกว่าข้าจะ 'ทิ้ง' พลังนั้นไปเท่านั้นเอง" ในจังหวะนั้นเอง แสงสีขาวนวลพลันพุ่งทะลุผนังถ้ำเข้ามา แรงกดดันมหาศาลบีบอัดจนเหมยซูทรุดลงกับพื้น สตรีชุดขาวใบหน้าไร้อารมณ์ก้าวเข้ามาผ่านรูโหว่ของผนัง นางคือหนึ่งในเจ็ดเงาพิฆาตของเทียนหยาง ผู้ซึ่งไม่เคยปล่อยให้เหยื่อรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว นางมองไปที่หลี่เฟยด้วยสายตาหยามเหยียด "นึกว่าเจ้าจะฉลาดกว่านี้เสียอีก หลี่เฟย... ทิ้งพลังบำเพ็ญเพียงเพื่อซื้อเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ เจ้ามันก็แค่ปราชญ์อักขระที่ไร้ค่าในกรงขังที่เจ้าสร้างขึ้นเอง" หลี่เฟยยืนนิ่งอยู่หน้าค่ายกลที่กำลังพังทลาย เขาไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว เขากลับหยิบพู่กันไม้เก่าๆ ขึ้นมา แล้วจุ่มลงในเลือดที่ไหลออกมาจากปลายนิ้วของตนเองแทนหมึกอักขระ "เจ้าคิดว่าค่ายกลของข้ามีไว้เพื่อป้องกันตัวงั้นรึ" หลี่เฟยเอ่ยเสียงเรียบ "ท่านเงาพิฆาต... เจ้าไม่เคยสงสัยเลยหรือว่า ทำไมข้าถึงต้องรอให้เจ้าก้าวเข้ามาถึง 'จุดศูนย์กลาง' นี้ด้วยตัวเอง" มือของเขาตวัดพู่กันเป็นเส้นตรงดิ่งผ่านอากาศที่ว่างเปล่า ความมืดมิดในถ้ำพลันถูกฉีกกระชาก ร่างของเงาพิฆาตแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาที่เคยไร้อารมณ์ของนางเบิกกว้างด้วยความตระหนก เมื่อนางพบว่าพลังวิญญาณภายในกายของนางกำลังไหลทะลักออกไป ราวกับถูกดูดกลืนด้วยหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง "เจ้า... เจ้าใช้ตัวเจ้าเองเป็น...!" นางเค้นเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ร่างของนางจะเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสง หลี่เฟยทรุดเข่าลงกับพื้น ลมหายใจรวยริน ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่จนเขามองเห็นภาพพร่าเลือน เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปคือการเดิมพันด้วยชีวิต แต่ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลง มือที่เย็นเฉียบของใครบางคนก็คว้าไหล่เขาไว้แน่น "ท่านพี่... ท่านโง่จริงๆ ที่ยอมทำถึงขนาดนี้" เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นหอมของดอกกุหลาบพันปีที่เขาจำได้ดีที่สุด หลี่เฟยพยายามฝืนลืมตาขึ้นมอง ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวกว่าครั้งไหนๆ... สตรีในชุดคลุมสีดำสนิทที่ควรจะตายไปตั้งแต่สงครามตระกูลเมื่อสิบปีก่อน กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขาพร้อมกับยิ้มที่แฝงไปด้วยความแค้นอันมหาศาล "ข้ากลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เจ้าทำไว้กับตระกูลของเรา... หลี่เฟย" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมชีวิตของปราชญ์อักขระมาจนถึงบรรทัดนี้นะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%