เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 31

สืบเสาะความจริงในหอสมุดสวรรค์

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
“เจ้าแน่ใจนะว่าอักขระลวงตาขั้นที่เก้าจะต้านทานการตรวจสอบจากเนตรสวรรค์ของจักรพรรดิได้?” เสียงกระซิบของเหมยซูแผ่วเบาราวกับสายหมอก ทว่าในความเงียบสงัดของหอสมุดสวรรค์ ทุกถ้อยคำกลับก้องกังวานดุจเสียงระฆังที่ตีเตือนภัย หลี่เฟยไม่ได้หันไปมองสตรีข้างกาย ดวงตาคมกริบของเขาจดจ้องเพียงม้วนคัมภีร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยแรงดึงดูดประหลาด นิ้วมือเรียวยาวของเขาขยับวาดลวดลายกลางอากาศอย่างเชื่องช้า แต่ละจังหวะที่ขีดเขียน พลังปราณสีทองจางๆ ก็แทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างของมิติราวกับเข็มที่ร้อยเรียงเส้นใยแห่งความเป็นจริง “เนตรสวรรค์มิได้มองเห็นทุกอย่างด้วยแสงสว่าง แต่มันมองเห็น ‘ความผิดปกติของกฎเกณฑ์’ หากเรากลมกลืนไปกับค่ายกลปกป้องหอสมุดแทนที่จะต่อต้านมัน ต่อให้เป็นจักรพรรดิเทพเทียนหยางเอง ก็ย่อมแยกไม่ออกว่าใครคือผู้บุกรุก ใครคืออากาศธาตุ” หลี่เฟยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย มือของเขาสัมผัสลงบนชั้นวางหินหยกที่สลักลวดลายเมฆาโบราณ ความเย็นเยียบจากหินส่งผ่านเข้ามาถึงกระดูก แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นเยียบในใจของเขา เมื่อนึกถึงบันทึกที่เขากำลังตามหา—บันทึกที่บันทึกโศกนาฏกรรมของตระกูลหลี่เมื่อสิบห้าปีก่อน พวกเขาไม่ได้ลอบเข้ามาในฐานะหัวขโมยชั้นต่ำ แต่เข้ามาในฐานะ 'เงา' ที่ซ้อนทับอยู่บนความจริง ภายในหอสมุดสวรรค์แห่งนี้ กลิ่นอายของความรู้โบราณตลบอบอวล ราวกับลมหายใจของเหล่านักปราชญ์ที่ล่วงลับไปนานนับหมื่นปี ชั้นวางหนังสือที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาไม่ได้เก็บเพียงแค่กระดาษ แต่เก็บ ‘ความทรงจำของจักรวาล’ เอาไว้ “ความจริงที่เจ้าตามหา… หากมันทำลายล้างความศรัทธาของเจ้าที่มีต่อสวรรค์จนหมดสิ้น เจ้าจะยังคงเป็นตัวเจ้าในวันนี้อยู่หรือไม่?” เหมยซูถามขึ้นอีกครั้ง สายตาของนางกวาดมองไปรอบด้านด้วยความระแวดระวัง มือขวาของนางกระชับพัดเหล็กกล้าในแขนเสื้อแน่น หลี่เฟยหยุดชะงัก นิ้วมือค้างอยู่กลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะวาดเส้นอักขระสุดท้ายลงไป “คนเรามิได้เติบโตขึ้นด้วยความศรัทธาที่งดงาม แต่เติบโตขึ้นด้วยความจริงที่โหดร้ายต่างหาก เหมยซู หากสวรรค์ที่ข้าเคยเทิดทูนคือรากฐานที่สร้างขึ้นบนซากศพของครอบครัวข้า ข้าก็พร้อมที่จะเป็นเปลวเพลิงที่เผาผลาญรากฐานนั้นให้กลายเป็นเถ้าถ่าน” คำพูดนั้นไม่ได้เจือไปด้วยความโกรธแค้น แต่มันเย็นชาและเด็ดขาดดั่งคมมีดที่กรีดลงบนแผ่นศิลา พวกเขาเดินผ่านระเบียงที่ไร้ซึ่งผู้พิทักษ์ ทว่าทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยความกดดันจากแรงกดทับของมิติชั้นสูง หลี่เฟยสัมผัสได้ถึงกลไกป้องกันที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นกระเบื้อง หากพลาดเพียงก้าวเดียว ค่ายกลสังหารระดับเทพจะทำงานทันที แต่สำหรับหลี่เฟย การก้าวเดินบนสนามรบที่มองไม่เห็นคือพรสวรรค์ที่สวรรค์มอบให้เขามาแต่เกิด เขาจำลองรูปแบบการไหลเวียนของปราณในห้องนี้ไว้ในหัวสมองตั้งแต่ก้าวแรกที่สัมผัสถึงความสั่นสะเทือนของอากาศ ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงใจกลางของหอสมุด—แท่นวางบันทึกสีดำสนิทที่ลอยตัวโดดเดี่ยว เหนือแท่นนั้นมีม้วนคัมภีร์ที่ผนึกด้วยตราประทับมังกรเก้าเศียร มันคือบันทึกเหตุการณ์ปีที่หายไป ซึ่งถูกปกปิดจากประวัติศาสตร์ของโลกเบื้องล่าง หลี่เฟยยื่นมือออกไป ทว่าทันใดนั้น บรรยากาศรอบข้างก็พลันหนักอึ้งดุจมีภูเขาทั้งลูกกดทับลงมา เสียงดนตรีพิณบรรเลงแว่วมาจากความว่างเปล่า มันเป็นเสียงที่ไพเราะทว่าแฝงไว้ด้วยความตาย “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่... หลี่เฟย ว่าความอยากรู้อยากเห็นมักจะมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเสมอ” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังก้องไปทั่วหอสมุด บรรยากาศเริ่มบิดเบี้ยว ร่างของชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีทองอร่ามค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เขาไม่ได้เดินเข้ามา แต่เหมือนกับว่าเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของมิติเอง จักรพรรดิเทพเทียนหยางยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเขาส่องประกายสีม่วงอำพันที่อ่านไม่ออก หลี่เฟยไม่ได้ถอยหนี เขายังคงยืนนิ่ง มือที่สัมผัสกับม้วนคัมภีร์กระตุกเพียงเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆ บนมุมปาก “คำทักทายของฝ่าบาทช่างอบอุ่นเกินไปกระหม่อม” หลี่เฟยกล่าวพลางผายมือออก “แต่กระหม่อมไม่ได้มาเพื่อสนทนาเรื่องราคาค่างวด กระหม่อมเพียงมาเพื่อทวงถาม 'หนี้' ที่ตระกูลของพระองค์ค้างชำระไว้กับตระกูลหลี่ต่างหาก” จักรพรรดิเทพหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นไม่ต่างจากเสียงแตกสลายของผลึกแก้ว “หนี้งั้นหรือ? เจ้าเด็กน้อย เจ้ายังมองโลกด้วยสายตาของคนธรรมดาอยู่อีกหรือ? ในระดับของเรา ‘ความจริง’ ไม่ใช่สิ่งที่มอบให้กัน แต่เป็นสิ่งที่ผู้ชนะเป็นผู้เขียนขึ้นมาใหม่ต่างหาก” เขาโบกมือเพียงครั้งเดียว ค่ายกลอักขระรอบหอสมุดที่หลี่เฟยใช้เวลาตรวจสอบมานานแสนนานก็พลันเปลี่ยนสี กลายเป็นสีเลือด! โซ่ตรวนแห่งพลังงานปรากฏขึ้นล้อมรอบหลี่เฟยและเหมยซูไว้ในพริบตา นี่ไม่ใช่กับดักที่เขาสร้างขึ้น แต่เป็นกับดักที่จักรพรรดิเทพวางไว้รออยู่แล้วตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาก้าวผ่านประตูเข้ามา ทว่าหลี่เฟยกลับปิดตาลง เขาสูดลมหายใจลึก ราวกับกำลังรอคอยช่วงเวลาที่น่าอึดอัดนี้มาตลอดชีวิต “ฝ่าบาท... พระองค์ทรงพลาดไปสิ่งหนึ่ง” หลี่เฟยลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัว กลับฉายแววท้าทาย “พระองค์ทรงคิดว่าพระองค์คือผู้คุมค่ายกลทั้งหมดในที่นี้ แต่พระองค์ทรงลืมไปว่า… กุญแจดอกสุดท้ายที่จะเปิดความลับของบันทึกเล่มนี้ ไม่ได้อยู่ที่พลังอำนาจ แต่อยู่ที่ 'ความเกลียดชัง' ที่ถูกส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน!” ทันทีที่เขากล่าวจบ ยันต์อักขระที่เขาวาดไว้ที่พื้นหอสมุดก็ส่องแสงสว่างจ้า ไม่ใช่สีทองดั่งที่เห็น แต่เป็นสีดำสนิทดุจหมึกแห่งความตาย ผนังหอสมุดทั้งหมดเริ่มแตกร้าวราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย และในวินาทีที่จักรพรรดิเทพเทียนหยางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เงาร่างหนึ่งที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสิบห้าปีก่อน ก็ก้าวออกมาจากบันทึกที่หลี่เฟยเพิ่งสัมผัส! บันทึกเล่มนั้นไม่ได้บันทึกเรื่องราวในอดีต แต่มันคือคุกมิติที่ขังวิญญาณของผู้ที่ถูกสังหารไว้ทั้งหมด และตอนนี้... กรงขังนั้นได้ถูกทำลายลงแล้ว! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมรสุมชีวิตของปราชญ์อักขระมาจนถึงบรรทัดนี้นะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%