"เจ้ายังจำกลิ่นอายของความตายเมื่อสามร้อยปีก่อนได้หรือไม่... เทียนหยาง"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมาอย่างเรียบเรื่อย ราวกับสายลมที่พัดผ่านยอดไผ่ในยามค่ำคืน แต่มันกลับทำให้ห้วงมิติรอบด้านถึงกับสั่นสะท้อนเป็นระลอกคลื่นสีคราม หลี่เฟยยืนอยู่บนค่ายกลดาราแปดทิศ สองมือไขว้ไว้ด้านหลัง อาภรณ์สีขาวสะอาดสะอ้านไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่น้อย แม้เบื้องหน้าของเขาคือมหาเทพผู้ครองบัลลังก์สวรรค์ ผู้ซึ่งตบะแก่กล้าจนสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ด้วยการกระดิกนิ้วเพียงครั้งเดียว
จักรพรรดิเทพเทียนหยางชะงักฝ่ามือที่กำลังจะตบลงมา ร่างทองคำที่แผ่รัศมีเจิดจ้าจนผู้คนแทบไม่กล้าเงยหน้ามอง บัดนี้กลับมีอาการสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น ดวงตาที่เคยคมปลาบดั่งกระบี่เทพกลับเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด
"เจ้า... เจ้าเรียกข้าด้วยนามนั้นได้อย่างไร?" เทียนหยางเค้นเสียงลอดไรฟัน แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงระคนความฉงนสนเท่ห์ "นามนี้สูญหายไปพร้อมกับเงาอดีตอันมืดมน... เจ้าเป็นใครกันแน่ หลี่เฟย? เจ้าเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่งที่บังเอิญค้นพบเคล็ดวิชาโบราณ เหตุใดจึง... เหตุใดจึงมีกลิ่นอายที่ทำให้จิตวิญญาณสวรรค์ของข้าหวาดกลัวถึงเพียงนี้"
เหมยซูซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลในเขตปลอดภัยของค่ายกลปกป้องวิญญาณ นางสูดหายใจเข้าลึก3 เพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนกในอก สายตาของนางจดจ้องไปยังแผ่นหลังของบุรุษผู้เป็นดั่งเสาหลัก นางรู้ดีว่าหลี่เฟยมีความลับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทร แต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า ความลับนั้นจะเชื่อมโยงไปถึงรากเหง้าตัวตนของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยนี้
หลี่เฟยไม่ตอบในทันที เขายกมือขึ้นวาดออกไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเรียวยาวสลักอักขระโบราณสีทองอร่ามกลางอากาศ อักขระแต่ละตัวร้อยเรียงกันเป็นตาข่ายแสงที่แผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีทุกเส้นทางของจักรพรรดิเทพ
"ความกลัว... เป็นสิ่งที่เจ้าสร้างขึ้นมาเอง เทียนหยาง" หลี่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่กลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง "ในยุคบรรพกาล เมื่อครั้งที่เจ้ายังเป็นเพียงจิตวิญญาณเร่ร่อนที่ไร้ซึ่งรูปร่าง เจ้าโหยหาอำนาจ เจ้าโหยหาการยอมรับจากสรรพสิ่ง เจ้ากลัวความสูญสลาย กลัวการถูกลืมเลือน และกลัวความอ่อนแอของตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด"
เทียนหยางแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเกรี้ยวกราด พลังปราณเทพสายหนึ่งระเบิดออกรอบกายจนมิติปริแตกเป็นรอยร้าว "เหลวไหล! ข้าคือผู้ปกครองสวรรค์ ข้าคือผู้ไร้พ่าย เจ้าเป็นเพียงมดปลวกกล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนข้า!"
"เจ้าจำความรู้สึกตอนที่ตระกูลหลี่ถูกทำลายได้หรือไม่?" หลี่เฟยหันกลับมาสบตา ประกายในดวงตาของเขานิ่งสงบราวกับบึงน้ำลึกที่ไม่มีก้นบึ้ง "ในคืนนั้น เพลิงผลาญสวรรค์ไม่ได้ถูกจุดขึ้นโดยศัตรูภัตตาคารใด แต่มันถูกจุดขึ้นด้วยพลังปราณรูปแบบเดียวกับที่เจ้าใช้ในตอนนี้... พลังที่สะท้อนความกลัวลึกๆ ในจิตใต้สำนึกของเจ้าเอง"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาถูกหยุดนิ่ง
เทียนหยางนิ่งค้างไป สีหน้าของมหาเทพแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ร่างกายของเขาสั่นสะท้อนอย่างรุนแรงราวกับความทรงจำบางอย่างที่ถูกผนึกไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณกำลังถูกกระชากให้ลืมตาตื่น ภาพในอดีตอันเลือนรางผุดขึ้นมาในหัว... ภาพของจิตวิญญาณตนเองที่หวาดกลัวพลังแห่งอักขระไร้พ่าย จนต้องสร้าง "ร่างจำลอง" ขึ้นมาเพื่อรองรับความกลัวนั้น และส่งมันลงมายังโลกมนุษย์เพื่อทำลายล้างทุกสิ่งที่อาจเป็นภัยคุกคาม
ร่างจำลองนั้น... ก็คือตัวของเทียนหยางในปัจจุบันนี้เอง!
"ไม่... ไม่จริง!" เทียนหยางคำรามลั่นด้วยความคลุ้มคลั่ง สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือนเมื่อตระหนักว่า ตัวตนทั้งหมด อำนาจทั้งหมด และความทะเยอทะยานทั้งหมดของตน แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพสะท้อนความกลัวของบุรุษผู้ยืนอยู่ตรงหน้า
"เจ้าไม่ได้ต่อสู้กับข้าเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่" หลี่เฟยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสะใจ มีเพียงความเวทนาที่เจือจาง "เจ้าเพียงแต่พยายามทำลาย 'ต้นกำเนิด' ของความกลัว เพื่อที่เจ้าจะได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง... น่าเสียดาย ที่เจ้าเลือกวิธีที่ผิดมาโดยตลอด"
ยันต์อักขระนับหมื่นแผ่นบนค่ายกลดาราแปดทิศสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน แสงสีทองสาดส่องผสานกับค่ายกลกักขังวิญญาณ บด
ขยี้แรงกดดันระดับมหาเทพจนแหลقสลายกลายเป็นละอองแสง เทียนหยางทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวหายไปจนสิ้น เหลือเพียงร่างของชายชราผู้หนึ่งที่กำลังหอบหายใจอย่างโรยรา
เหมยซูผ่อนลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก นางก้าวเข้าไปใกล้ขอบค่ายกลเตรียมจะเอ่ยปากถามถึงก้าวต่อไป แต่ทว่า... ในวินาทีนั้นเอง ท้องนํ้าฟ้าเบื้องบนกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สัญญาณเตือน
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีดำทมิฬผ่าลงมากลางค่ายกลดาราแปดทิศอย่างไร้ความปรานี แรงระเบิดมหาศาลซัดร่างของเหมยซูกระเด็นถอยหลังไปหลายจั้ง หลี่เฟยขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี เขารีบสะบัดแขนเสื้อสร้างม่านพลังมารับแรงกระแทกนั้นไว้
เมื่อควันจางลง เงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากเงาร่างนั้นไม่ใช่กลิ่นอายของเทพเซียน หรือพลังปราณมนุษย์ แต่เป็นกลิ่นอายของความว่างเปล่าที่เก่าแก่ยิ่งกว่ายุคบรรพกาล และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... ใบหน้าของบุคคลที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่ ทำให้ดวงตาของหลี่เฟยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนไม่อยากเชื่อ
"ไม่นึกเลยว่า..." เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเงาดำนั้น "สหายเก่าผู้สร้างข้าขึ้นมา จะหลงกลมายาของตัวเองจนหมดสภาพน่าสมเพชเช่นนี้... หลี่เฟย เจ้าจำข้าได้หรือไม่?"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ที่นี้ครับ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 49
ความจริงที่ถูกลืม
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!