"เจ้ากำลังทำลายความหวังสุดท้ายของผืนแผ่นดินนี้ หลี่เฟย"
เสียงนั้นก้องกังวานเสียดแทงจิตวิญญาณ ราวกับเสียงกัมปนาทจากเบื้องบนที่บดขยี้ได้แม้แต่กระดูกวิญญาณ จักรพรรดิเทพเทียนหยางประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำแห่งแดนสวรรค์ เบื้องล่างคือซากปรักหักพังของมหาค่ายกลเก้าชั้นฟ้าที่หลี่เฟยใช้เวลาค่อนชีวิตรังสรรค์ขึ้นมาค้ำจุนมิติเบื้องล่าง รอบกายของหลี่เฟยเต็มไปด้วยรอยแผลฉกรรจ์ เลือดสีชาดหยดลงกระทบพื้นศิลาขาวทีละหยด เกิดเป็นควันจางๆ จากพลังเซียนที่แผดเผา
หลี่เฟยมิได้ตอบคำทันที เขาเพียงกวาดสายตามองแผ่นยันต์อักขระโบราณในมือขวา มันคือ "ยันต์สลายฟ้าดิน" ชิ้นสุดท้ายที่เขาบรรจงสลักด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณของตนเอง อักขระสีทองอร่ามบนแผ่นกระดาษหนังมังกรสั่นระริกราวกับมีชีวิต รัศมีของมันบีบอัดห้วงอากาศรอบตัวให้บิดเบี้ยวจนเกิดเสียงกรอบแกรบ
เหมยซูที่ทรุดกายอยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่งามฉายแววเจ็บปวดระคนห่วงหา นางยื่นมือที่สั่นเทาออกไปหมายจะเหนี่ยวรั้งชายเสื้อของเขาไว้ "หลี่เฟย... หากท่านทำลายเสาศิลาค้ำสวรรค์นั้น... พลังปราณทั้งหมดในโลกจะสูญสลาย มนุษยชนจะกลายเป็นเพียงปุถุชนธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังปกป้องตนเองจากสัตว์อสูรและภัยพิบัติ ท่าน... แน่ใจแล้วหรือครับ?"
หลี่เฟยหันไปมองสตรีผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับเขามาเนิ่นนาน แววตาที่มักจะเยือกเย็นและคำนวณทุกย่างก้าวอย่างแม่นยำ บัดนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาย่อตัวลงใช้มือเช็ดคราบเลือดที่มุมปากให้นางอย่างทะนุถนอม รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนริมฝีปากที่ซีดเซียว
"เหมยซู... เจ้าลองเงี่ยหูฟังเสียงของผืนแผ่นดินเบื้องล่างดูสิครับ" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นก้องกังวาน
แม้ท่ามกลางมหาศึกสะท้านภพ แต่เมื่อตั้งใจฟังดีๆ กลับได้ยินเสียงร่ำไห้ เสียงสะอื้นของเด็กน้อย เสียงคำรามด้วยความสิ้นหวังของเหล่าปุถุชนนับพันล้านคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียง "มดปลวก" ใต้ฝ่าเท้าของเหล่าทวยเทพ เสียงเหล่านั้นมิได้ร้องขอความช่วยเหลือจากฟ้าดิน แต่มันคือเสียงสะท้อนของความเจ็บปวดที่ถูกสูบวิญญาณและพลังชีวิตไปหล่อเลี้ยงความอมตะของพวกมันบนสวรรค์ชั้นฟ้า
จักรพรรดิเทพเทียนหยางแค่นเสียงหัวร่อเย็นเยียบ แววตาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง "โง่เขลาสิ้นดี! มนุษย์พวกนั้นเป็นเพียงปศุสัตว์ที่ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้พวกเรา การที่พวกมันมีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะความเมตตาของแดนสวรรค์ หากเจ้าทำลายอำนาจเทพทิ้ง โลกใบนี้จะกลับคืนสู่ยุคหิน ความป่าเถื่อนจะกลืนกินทุกสิ่ง และพวกมันทั้งหมดจะตายอย่างอนาถด้วยมือของกันและกัน!"
"ท่านเข้าใจผิดแล้ว เทียนหยาง" หลี่เฟยค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะสะบักสะบอม แต่แผ่นหลังนั้นกลับเหยียดตรง สง่างาม และมั่นคงยิ่งกว่ายอดเขาไท่ซาน "มนุษย์อาจอ่อนแอ อาจโง่เขลา และอาจทำผิดพลาด แต่นั่นคือ 'สิทธิ์' ที่พวกเขาควรมีในการเลือกชะตากรรมของตนเอง การมีอยู่ของอำนาจเทพพวกท่าน มิใช่ความเมตตา... แต่มันคือโซ่ตรวนที่ล่ามวิญญาณของมวลมนุษย์ให้ก้มกราบเป็นทาสไปชั่วกาลนานต่างหาก"
"สามหาว!" จักรพรรดิเทพตบพนักบัลลังก์เสียงดังสนั่น พลังกดดันระดับมหาเทพทะลักออกมาดั่งคลื่นยักษ์สึนามิ หมายจะกดร่างของหลี่เฟยให้คุกเข่าลงกับพื้น
ฮูม!
พื้นศิลาใต้เท้าของหลี่เฟยแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ร่างของเขาสั่นสะท้าน เลือดสดๆทะลักออกจากทวารทั้งห้า แต่สายตาของเขายังคงแน่วแน่ มือขวาที่ถือยันต์สลายฟ้าดินชูขึ้นสูงเหนือหัว อักขระโบราณนับล้านตัวเริ่มหมุนวนรอบตัวเขา กลายเป็นพายุหมุนแห่งอักษรจีนโบราณที่ส่องแสงเจิดจ้าแข่งกับดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า
หลี่เฟยท่องคาถาลับด้วยเสียงอันแผ่วเบา แต่ทุกคำกลับดังก้องกังวานในจิตใจของสิ่งมีชีวิตทุกตนทั่วทั้งสามภพ
"ข้า... หลี่เฟย ในนามของปราชญ์อักขระผู้ไร้พ่าย ขอใช้ชีวิตและวิญญาณทั้งหมดเดิมพัน เพื่อตัดขาดโซ่ตรวนแห่งสวรรค์ ปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งมวลมนุษย์ให้เป็นอิสระ!"
สวบ!
เขากัดปลายนิ้วมือซ้ายแล้วเขียนอักขระตัวสุดท้ายลงกลางอากาศ อักษรตัวนั้นเปล่งประกายสีทองเจิดจ้าจนแสบตา มันพุ่งตรงไปยังเสาศิลาค้ำสวรรค์ขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมณฑลสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังอำนาจสูงสุดของจักรพรรดิเทพ
"หยุดนะ!" จักรพรรดิเทพเทียนหยางแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นความตื่นตระหนกอย่างแท้จริง พระองค์สะบัดหอกมังกรทองพุ่งทะยานลงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด หวังจะเด็ดหัวหลี่เฟยก่อนที่อักขระดอกนั้นจะไปถึงเป้าหมาย
ทว่า... สายเกินไปแล้ว
หลี่เฟยหันมาส่งยิ้มครั้งสุดท้ายให้เหมยซู สายตานั้นเต็มไปด้วยความโล่งอก ราวกับภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับมาตลอดหลายร้อยปีได้ถูกปลดเปลื้องลงแล้ว
"ลาก่อนครับ... เหมยซู ขอบคุณที่เดินทางร่วมกันมาจนถึงปลายทาง"
ตูมมมมมมมมมม!
มหาอัสนีสีทองคำสว่างวาบทั่วทั้งอนันตจักรวาล แรงระเบิดจากการปะทะระหว่างยันต์สลายฟ้าดินและเสาศิลาค้ำสวรรค์สร้างคลื่นกระแทกที่ฉีกกระชากมิติออกเป็นเสี่ยงๆ พลังปราณเซียนที่เคยค้ำจุนสวรรค์และปฐพีแตกสลายหายไปราวกับกลุ่มควัน ท้องฟ้าที่เคยครามครันบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้แสงดาว
จักรพรรดิเทพเทียนหยางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อเกราะเทพและพลังอมตะของพระองค์กำลังถูกกัดกร่อนและสลายหายไปพร้อมกับอำนาจที่สูญสิ้น ร่างของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ร่วงหล่นลงจากฟากฟ้าดุจดาวตกที่ไร้ค่า
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วผืนแผ่นดิน... มนุษย์นับพันล้านทั่วหล้าต่างรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ โซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งเคยพันธนาการจิตวิญญาณของพวกเขามาหลายชั่วอายุคนได้ขาดสะบั้นลงแล้ว ปราณธรรมชาติหลั่งไหลกลับคืนสู่พื้นดินอย่างอิสระ ไม่มีเทพเจ้าคอยกำหนดชะตา ไม่มีโองการสวรรค์คอยบงการชีวิตอีกต่อไป
เหมยซูกอดร่างที่ไร้ซึ่งลมหายใจของหลี่เฟยไว้แนบอก น้ำตาดั่งสายเลือดหยดลงบนแก้มของชายหนุ่มผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน นางยิ้มทั้งน้ำตาให้กับความสำเร็จที่แลกมาด้วยชีวิตของบุรุษผู้เป็นที่รัก
ทว่า... ท่ามกลางความเงียบงันและความมืดมิดของห้วงมิติที่กำลังปิดตัวลง เสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องหลังเหมยซู
*<กรอบแกรบ... กรอบแกรบ...>*
เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นศิลาที่แตกละเอียดดังขึ้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลัง
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติที่ควรจะถูกทำลายไปแล้ว ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกกั้นด้วยหน้ากากกระดาษสาเรียบง่ายไร้ลวดลาย ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวและแช่แข็งในทันที
มือเรียวยาวดั่งอิสตรีเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของเหมยซูเบาๆ พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ชวนให้ขนหัวลุก
*"เจ้าทำได้ดีมาก... หลี่เฟย ลูกศิษย์ตัวน้อยของข้า แผนการยืมมือฟ้าดินเพื่อทำลายสวรรค์ของเจ้านับว่าแยบยลยิ่งนัก... แต่ทว่า เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... อำนาจที่แท้จริง จะถูกทำลายลงได้ง่ายดายเพียงนี้?"*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ที่นี้ครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 50
การตัดสินใจครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!