โลหิตหนึ่งหยดหยดลงบนแผ่นศิลาจารึกโบราณ เสียง *ติ๋ด* นั้นดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันของยอดเขาดาราดับสูญ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังแห่งความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
หลี่เฟยยืนสงบนิ่งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนภาพท้องนิมิตยามราตรีที่เต็มไปด้วยกลุ่มดาวนับพันดวง ร่างกายของเขาปกคลุมด้วยเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตาที่ถูกแรงกดดันจากพลังลมปราณรอบตัวโบกสะบัดอย่างรุนแรง ทว่าแววตาของเขากลับปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีที่สะท้อนความตั้งใจอันแน่วแน่
"เจ้ามั่นใจหรือว่าค่ายกลนี้จะต้านทานผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามแห่งสำนักสวรรค์เร้นลับได้?" เหมยซูเอ่ยถาม เสียงของนางเจือไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แม้นางจะเชื่อมั่นในปัญญาของชายหนุ่มตรงหน้าเพียงใด แต่ศัตรูที่กำลังก้าวเข้ามาในอาณาเขตนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสู่แดนเทพเจ้าที่สะเทือนฟ้าดินได้ทั้งสิ้น
หลี่เฟยไม่ตอบในทันที เขายกมือขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาววาดลวดลายอักขระสีทองกลางอากาศอย่างลื่นไหลและงดงาม ทุกเส้นสายที่ถูกเขียนขึ้นทิ้งประกายแสงระยิบระยับไว้เบื้องหลัง ราวกับการร้อยเรียงดวงดาวบนท้องฟ้าให้เข้ามาอยู่ในกำมือ
"สงครามไม่ได้วัดกันที่ปริมาณของพลังปราณ เหมยซู..." หลี่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น ทอดสายตาไปยังเบื้องล่างที่กลุ่มหมอกหนาทึบกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา "มันวัดกันที่ว่า ใครเป็นผู้กำหนดกระดานหมากตั้งแต่แรกต่างหาก พวกมันคิดว่าการใช้กำลังบดขยี้จะทำให้พวกเราสยบลงได้ แต่พวกมันลืมไปว่า... ยิ่งดาวบนฟ้าอยู่สูงเท่าไหร่ เวลาที่มันตกลงมาแหลกสละ ยิ่งสร้างความเสียหายได้มากเท่านั้น"
ทันใดนั้น คลื่นพลังมหาศาลก็ระเบิดขึ้นจากตีนเขา แรงกดดันระดับเทวะกดทับจนก้อนหินรอบกายแตกร้าวเป็นจุล เงาร่างสามสายพุ่งทะยานขึ้นมาบนท้องฟ้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปรากฏร่างของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักสวรรค์เร้นลับ ทั้งสามแผ่รังสีสังหารน่าสะพรึงกลัวออกมาจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว
"หลี่เฟย! วันนี้คือวันตายของเจ้า อย่าได้หวังว่าจะมีความลับใดหลงเหลืออยู่อีก!" ผู้อาวุโสผู้ถือกระบองเพลิงคำรามลั่น เสียงของเขาสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา
หลี่เฟยเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันอย่างเงียบเชียบ เขาสบตากับผู้รุกรานทั้งสามด้วยความสงบราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่กำลังดิ้นรนก่อนความตาย
"เชิญ..." หลี่เฟยเอ่ยสั้นๆ พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อออกไปเบื้องหน้า
*พรึบ!*
อักขระนับล้านตัวที่ถูกฝังไว้ทั่วทั้งหุบเขาส่งเสียงคำรามก้องพร้อมกัน แสงสีทองและสีครามสว่างวาบขึ้นเสียดแทงความมืดมิดของรัตติกาล ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยมีดวงดาวพร่างพราย กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน กลุ่มดาวนับร้อยดวงหลุดออกจากวิถีโคจรเดิมของพวกมัน ร่วงหล่นลงมาเป็นลำแสงอัคคีและน้ำแข็งขนาดยักษ์พุ่งตรงเข้าใส่ผู้อาวุโสทั้งสามโดยไม่มีช่องให้หลบหนี
ความโกลาหลบังเกิดชั่วพริบตา เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจและแรงระเบิดสนั่นหวั่นไหวผสานกันเป็นเสียงเดียว ค่ายกลดาราไร้ลักษณ์ทำงานสมบูรณ์แบบ มันไม่ได้ใช้พลังของหลี่เฟยในการโจมตี แต่เป็นการยืม "กฎเกณฑ์ของฟ้าดิน" และ "พลังแห่งดวงดาว" มาบดขยี้ศัตรูด้วยสติปัญญาอันล้ำLสย
ทว่า ในวินาทีที่กลุ่มดาวดวงสุดท้ายกำลังจะพุ่งชนเป้าหมายและปิดฉากการต่อสู้ ร่างเงาลึกลับสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงกลางวงล้อมของค่ายกล ร่างนั้นโบกมือเพียงครั้งเดียว คลื่นพลังสีดำสนิทก็แผ่ขยายออกจนหยุดยั้งการร่วงหล่นของดวงดาวทั้งหมดได้ในพริบตา
หลี่เฟยหรี่ตาลงทันที รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป ความรู้สึกเย็นวาบแล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลังเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าจักรพรรดิเทพเทียนหยาง
"ไม่นึกเลยว่า... เจ้าจะยังมีชีวิตอยู่รอดมาได้หลังจากการล้างบางครั้งนั้น, ท่านอาวุโสผู้ทรยศ" เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นเอ่ยขึ้นจากเงาลึกลับ พร้อมกับรอยยิ้มอันน่าสยดสยองที่ปรากฏขึ้นภายใต้หน้ากากสีทอง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสมาธิในการอ่านร่วมกับผมมาถึงบทนี้นะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 43
ค่ายกลดาราไร้ลักษณ์
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!