เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 44

การสูญเสียที่น่าสะพรึง

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องผนึกศิลาค่ายกลจนเกิดเสียงดังฉ่าราวกับน้ำหยดลงบนเตาหลอมร้อนจัด กลิ่นออนโลหิตคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไหม้ของกระดาษยันต์อักขระระดับนภา เหมยซูทรรุดกายลงแนบกับพื้นหินเย็นเฉียบ ร่างระหงที่เคยสง่างามยามเมื่อยืนเคียงคู่เขาบัดนี้สั่นเทา ลมหายใจแผ่วเบาราวกับเปลวเทียนที่ต้องลมพายุ "อย่าขยับนะครับเหมยซู" หลี่เฟยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตาที่ปกติมักจะเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี กลับไหววูบราวกับผิวน้ำถูกโยนด้วยก้อนศิลา มือข้างที่ถือพู่กันวิเศษสลักอักขระสั่นเทาเล็กน้อย—เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ความควบคุมอันสมบูรณ์แบบของเขาเกือบจะพังทลายลง เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือ "ค่ายกลเก้าสวรรค์สยบมาร" ซึ่งเป็นแนวป้องกันด่านสุดท้ายก่อนเข้าสู่เขตหวงห้าม ร่างของเงาทมิฬนับร้อยจากสำนักเทพยุทธ์สวรรค์ยังคงถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย เสียงคำรามก้องฟ้าของจักรพรรดิเทพเทียนหยางดังสะท้อนมาจากมิติเบื้องบน กดทับบรรยากาศจนสรรพสิ่งแทบหยุดหายใจ แต่สิ่งที่หลี่เฟยใส่ใจในยามนี้หาใช่กองทัพศัตรู หรือแม้แต่ชะตากรรมของแผ่นดิน หากแต่เป็นรอยร้าวที่แผ่ขยายบนจุดตันтяของหญิงสาวที่นอนหายใจรวยรินอยู่ในอ้อมแขน "ข้า... ข้ายังไหวค่ะ... เอ๊ย... ข้ายังไหวครับ..." เหมยซูฝืนแย้มสรวล ทั้งที่มุมปากมีลิ่มเลือดไหลริน ดวงตาคู่สวยที่มักฉายแววรู้ทันโลกคู่นั้นเริ่มพร่ามัว นางใช้มือเรียวบางที่เปื้อนคราบโลหิตคว้าชายเสื้อยับยู่ยี่ของหลี่เฟยไว้แน่น "ค่ายกล... ค่ายกลหลักยังขาดพลังปราณหยินบริสุทธิ์... ถ้าท่านไม่เติมอักขระตัวสุดท้าย... ทุกอย่าง... ทุกอย่างจะจบลง..." หลี่เฟยไม่ตอบคำถาม นางโง่เขลาเหลือเกิน... โง่เขลาที่เอาชีวิตเข้ามารับกระบี่เพลิงนรกแทนเขาในวินาทีที่ค่ายกลเกือบจะล่มสลาย เขารู้ดีว่าพลังปราณหยินบริสุทธิ์ในร่างของนางคือสิ่งเดียวที่พยุงค่ายกลนี้ไว้ตั้งแต่ต้น การฝืนดึงมันออกมาในยามที่ร่างกายแตกสลายเช่นนี้ เท่ากับการเผาผลาญวิญญาณของตนเองให้มอดไหม้ไปตลอดกาล "ข้าไม่สนใจค่ายกลบ้าบออะไรทั้งนั้น" หลี่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลึกจนน่ากลัว นัยน์ตาคมกริบทอประกายแสงสีทองวาวโรจน์ พลังปราณปราชญ์อักขระระเบิดออกรอบกายจนพื้นศิลาใต้ร่างแตกร้าวเป็นใยแมงมุม "ต่อให้สวรรค์เบื้องบนพังทลายลงมาต่อหน้า ต่อให้ตระกูลหลี่ของข้าไม่ได้แก้แค้น... ข้าก็ไม่มีวันยอมแลกมันด้วยชีวิตของเจ้า" "ท่าน... ท่านไม่ใช่คนใจอ่อนเช่นนี้... หลี่เฟย..." เหมยซูกะพริบตาช้าๆ พยายามฝืนสติที่กำลังหลุดลอย "ท่านคือปราชญ์อักขระไร้พ่าย... ผู้ที่จะพลิกฟ้า... ท่านต้องชนะ... เพื่อพวกเรา..." พูดจบร่างของนางก็ทิ้งน้ำหนักลงสู่อ้อมแขนของเขาอย่างหมดแรง ลมหายใจของเหมยซูแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ ปราณชีวิตในร่างมอดดับลงไปกว่าเก้าส่วน จุดตันтяแตกละเอียดจากการฝืนรับพลังกระบี่ระดับเทพ หลี่เฟยหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์อันบ้าคลั่งที่กำลังตีรวนอยู่ในอก ภายในห้วงจิตสำนึกของเขา ตำราอักขระโบราณนับหมื่นหน้ากำลังพลิกเปิดด้วยความเร็วสูง สมองที่ฉลาดเป็นกรดคำนวณความเป็นไปได้นับล้านวิธีในเสี้ยววินาที การใช้กำลังปะทะกับกองทัพเทพยุทธ์มีแต่จะพ่ายแพ้ การถอยหนีในตอนนี้เท่ากับการปล่อยให้เหมยซูต้องตายอย่างไร้ค่าบนดินแดนรกร้างแห่งนี้ ทว่า... สายตาของเขาเหลือบไปเห็นหยกสื่อวิญญาณที่ส่องแสงเรืองรองอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเหมยซู หยกชิ้นนั้นเป็นของบรรพชนสำนักเร้นลับ—และมันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ทันใดนั้นเอง มิติเบื้องบนก็ฉีกขาดออกเป็นทางยาว เสียงหัวเราะเย้ยหยันกึกก้องกังวานราวกับเสียงอสุนีบาต ร่างเงาสีทองอร่ามของจักรพรรดิเทพเทียนหยางก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับกรงขังพลังเทพที่พันธนาการวิญญาณโบราณเอาไว้ และหนึ่งในวิญญาณเหล่านั้น... คือดวงจิตของผู้นำตระกูลหลี่ที่สาบสูญไปเมื่อร้อยปีก่อน "ฮ่าๆๆๆ เจ้าปราชญ์อักขระผู้โง่เขลา!" เสียงของเทียนหยางดังสะเทือนเลื่อนลั่น "เจ้าคิดว่าเจ้าคุมเกมได้ทั้งหมดงั้นหรือ? ดูสิว่าสตรีที่เจ้าปกป้องนักหนากำลังจะตายด้วยน้ำมือของใคร!" หลี่เฟยลืมตาขึ้น ชั่วพริบตานั้น แววตาที่เคยมีความลังเลและความเจ็บปวดได้ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก—ความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายามที่เขาเผชิญหน้ากับความตาย เขาวางร่างของเหมยซูลงอย่างทะนุถนอมที่สุด ก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ มือข้างหนึ่งยกพู่กันอักขระขึ้นมาจรดกลางอากาศโดยไม่ต้องใช้กระดาษยันต์อีกต่อไป "ท่านคิดถูกแล้ว เทียนหยาง..." หลี่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนพองสเก้า รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ "ข้าอาจจะปกป้องนางไม่ทันในตอนนี้... แต่ข้าสัญญาว่า... วิญญาณทุกดวงที่อยู่เบื้องหลังความเจ็บปวดของนาง จะต้องถูกสลักลงไปในค่ายกลอเวจีของข้า... ไปชั่วนิจนิรันดร์" สิ้นคำพูดนั้น อักขระสีทองนับล้านตัวก็พรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วของเขา กลายเป็นมหากลืนกินวิญญาณที่แผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดินในพริบตาเดียว! แต่ทว่า... ในวินาทีที่มหากล่ายกลกำลังจะทำงานสมบูรณ์ หยกสื่อวิญญาณที่อกเสื้อของเหมยซูซึ่งควรจะดับมืดไปแล้ว กลับเปล่งแสงสีเลือดสาดส่องขึ้นมา... พร้อมกับเสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ดังขึ้นจากร่างที่ไร้สติของนาง *“เฟยหล... ระวัง... นางไม่ใช่...”* ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสมาธิในการอ่านร่วมกับผมมาถึงบทนี้นะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%