เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 45

ความโกรธแค้นของปราชญ์

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
"เจ้าคิดว่าหมากกระดานนี้ ข้าเดินพลาดสินะ... เทียนหยาง" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงลับใต้ดิน กลิ่นอายของค่ายกลโบราณยังคงอบอวลไปด้วยละอองแสงสีคราม หลี่เฟยยืนอยู่เบื้องหน้าแผนที่ดาราศาสตร์ที่สลักด้วยศิลาทมิฬ นัยน์ตาคมกริบของเขาสะท้อนประกายความเย็นยะเยือกที่ลึกล้ำเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะหยั่งถึง ร่างกายผอมเพรียวในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาไม่ได้สวมเกราะหรือถือศาสตราวุธใด ทว่ารอบกายเขากลับมีแรงกดดันระดับสวรรค์แผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เหมยซูขยับกายเข้าไปใกล้ รอยยิ้มบนเรียวปากของนางมีความกังวลเจืออยู่เล็กน้อย นางใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนม้วนคัมภีร์หยกในมือ สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของบุรุษที่นางร่วมฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน "ท่านหลี่..." เหมยซูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ระคนความลังเล "ค่ายกลสะท้อนสุริยันต์สามชั้นที่เราเพิ่งวางไว้รอบเทือกเขาหมื่นศิลา สมบูรณ์แบบไร้ที่ติแล้ว ทว่า... ข่าวกรองล่าสุดจากหน่วยเงาพยัคฆ์แจ้งว่า จักรพรรดิเทพเทียนหยางไม่ได้ส่งกองกำลังระดับล่างมาทดสอบเหมือนทุกครั้ง ครั้งนี้พระองค์ทรงเคลื่อนทัพ 'เจ็ดอัคคีผลาญสวรรค์' ด้วยพระองค์เอง" หลี่เฟยไม่ตอบทันที เขายกมือขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วเรียววาดผ่านอากาศอย่างไร้ร่องรอย อักขระสีทองคำบริสุทธิ์นับพันตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองฝุ่นแสงที่ซึมหายเข้าไปในผนังศิลา การกระทำของเขาเยือกเย็น สุขุม และเต็มไปด้วยความมั่นใจตามแบบฉบับของปราชญ์ผู้รอบรู้ทุกสรรพสิ่ง แต่ทว่า... แววตาของเขาในยามนี้ กลับมีเปลวไฟสีดำสายหนึ่งลุกโชนอยู่ภายในส่วนลึก ตระกูลหลี่... ภาพความทรงจำในคืนวันเพลิงผลาญเมื่อหลายร้อยปีก่อนผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงอีกครั้ง เสียงกรีดร้องของบิดา เสียงร่ำไห้ของมารดา และรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของเทพเทียนหยางผู้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพวกเขาลงใต้ฝ่าเท้า ภาพเหล่านั้นไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา มันเพียงแต่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุมเยือกเย็น เพื่อรอเวลาที่จะได้รับการปลดปล่อย "เจ้าค่ะ... ข้ารู้" หลี่เฟยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบยิ่งกว่าผิวน้ำในบึงไร้ลม "ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าใช้ค่ายกล ข้าใช้อักขระ ข้าใช้แผนการนับร้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง เพราะข้าต้องการให้พวกมันลิ้มรสชาติของการสูญเสียอำนาจทีละน้อย... ทีละน้อย จนกว่าพวกมันจะตระหนักว่า สิ่งที่พวกมันเคยครอบครองนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา" หลี่เฟยหันกลับมามองเหมยซู แววตาคู่นั้นทำให้ธิดาเจ้าสำนักเร้นลับถึงกับลมหายใจสะดุด มันไม่ใช่สายตาของนักวางแผนผู้ใจเย็นอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของพญาอินทรีย์ที่อดทนรอคอยเหยื่อมาเนิ่นนาน และบัดนี้ เหยื่อตัวนั้นกำลังเดินเข้ามาในกรงด้วยความลำพองใจ "แต่บางครั้ง..." หลี่เฟยกล่าวต่อ น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังกังวานก้องไปทั่วห้องโถง "การใช้สมองเพียงอย่างเดียว ก็ไม่เพียงพอที่จะระบายความแค้นที่ฝังรากลึกอยู่ในกระดูกของข้า" ปัง! สิ้นคำพูดของหลี่เฟย แรงกดดันมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากร่างของเขาอย่างฉับพลัน พื้นศิลาใต้เท้าที่สร้างจากหินแกรนิตโบราณแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา คลื่นพลังปราณสีทองผสมผสานกับอักขระโบราณพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานจนเกิดเป็นเสียงคำรามกึกก้องราวกับมังกรพิโรธ เหมยซูต้องถอยหลังไปสามก้าว นางไม่เคยเห็นหลี่เฟยระเบิดพลังอย่างไร้การควบคุมเช่นนี้มาก่อนตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียรของเขา "ท่านหลี่! ท่านกำลังจะ..." เหมยซูอุทานด้วยความตกใจ "ข้าเบื่อหน่ายกับการเล่นเกมกระดานแล้ว เหมยซู" หลี่เฟยกล่าวตัดบท น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและอำมหิตที่ซ่อนเร้น "ในเมื่อเทียนหยางอยากใช้กำลังสยบทุกสิ่ง ข้าก็จะใช้กำลังของข้า... ฉีกกระชากบัลลังก์สวรรค์ของมันให้พังทลายลงด้วยมือคู่นี้" ในขณะเดียวกัน บนท้องนภานอกค่ายกล ยอดเขาหมื่นศิลาถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีแดงฉานราวกับโลหิต กองทัพเจ็ดอัคคีผลาญสวรรค์นับแสนนายยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แรงกดดันจากทหารสวรรค์และสัตว์อสูรบรรพกาลทำให้ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือน เลือดในกายของสิ่งมีชีวิตในรัศมีร้อยลี้ต่างพากันเดือดพล่าน ณ ใจกลางกองทัพนั้น ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทองคำอร่ามตาประดับด้วยลวดลายเปลวเพลิงสุริยันกำลังยืนประทับอยู่บนราชรถมังกรเก้าเศียร จักรพรรดิเทพเทียนหยาง พระพักตร์ของพระองค์เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและรอยยิ้มเย้ยหยัน สายตาทอดมองลงมายังเทือกเขาเบื้องล่างราวกับมองดูฝูงมดปลวก "หลี่เฟย... เจ้าหนูตระกูลตกอับ เจ้าคิดว่าการซ่อนตัวอยู่หลังค่ายกลปลอมๆ จะช่วยปกป้องชีวิตอันไร้ค่าของเจ้าได้งั้นหรือ?" เสียงของเทียนหยางดังก้องไปทั่วฟ้าดิน ราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน "วันนี้ ข้าจะเผาผลาญรากเหง้าของเจ้าให้กลายเป็นจุล ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษกระดูก!" ทันใดนั้น เทียนหยางก็ยกพระหัตถ์ขึ้น หอกเพลิงสุริยันในตำนานปรากฏขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงสีฟ้าที่ร้อนแรงจนสามารถละลายดวงดาวได้ พระองค์ทรงเงื้อหอกขึ้นเตรียมที่จะซัดลงมาทำลายค่ายกลชั้นแรกของหลี่เฟยให้สิ้นซากในคราเดียว ทว่า... ก่อนที่หอกเพลิงจะถูกเหวี่ยงลงมา ผืนแผ่นดินเบื้องล่างกลับนิ่งสงบลงอย่างประหลาด เสียงลมที่เคยพัดโชยกลับหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกแช่แข็ง ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ขยายออกไปทั่วบริเวณ จนเหล่านายทหารสวรรค์นับแสนต่างรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ บูมมมม! ไม่ใช่เสียงจากฟ้า แต่เป็นเสียงจากใต้พิภพ! ใจกลางกองทัพเจ็ดอัคคีผลาญสวรรค์ พื้นดินแยกออกเป็นรอยแตกขนาดมหึมา เสาอักขระสีทองคำบริสุทธิ์จำนวนเก้าต้นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกมฆหมอกสีแดงฉานจนกระจายหายไปในพริบตา เสาทั้งเก้าต้นเชื่อมต่อกันด้วยตาข่ายแสงสีครามเข้ม เกิดเป็นค่ายกลรูปแบบใหม่ที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อนในตำราเซียนหน้าใด อักขระโบราณนับล้านตัวหมุนวนรอบเสาทั้งเก้าด้วยความเร็วสูง สร้างสนามพลังดูดกลืนที่ทำให้พลังปราณของเหล่าทหารสวรรค์เหือดแห้งลงอย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมขึ้นทั่วทั้งกองทัพ เทียนหยางทรงขมวดพระขนมด้วยความตกพระทัย พระองค์รีบดึงราชรถถอยหลัง ทว่ารอบพระองค์กลับถูกปิดตายด้วยกำแพงแสงสีทองที่ไร้รอยต่อเสียแล้ว "นี่มัน... ค่ายกลอะไรกัน?!" เทียนหยางตรัสด้วยความเกรี้ยวกราด พระเนตรเบิกกว้างเมื่อสัมผัสได้ว่าพลังเทพของพระองค์กำลังถูกบั่นทอนลงทุกวินาที กลางม่านแสงอักขระที่หมุนวนอยู่นั้น ร่างของหลี่เฟยค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า เขาไม่ได้ใช้ยันต์อักขระในมือเหมือนทุกครั้ง ในมือขวาของเขาถือกระบี่เหล็กดำสนิทเล่มหนึ่ง กระบี่ที่ไม่มีลวดลายวิจิตรบรรจง ไม่มีอภินิหารเปล่งประกายเจิดจ้า แต่มันกลับปล่อยจิตสังหารที่เยือกเย็นและรุนแรงจนสามารถตัดผ่านมิติได้ หลี่เฟยเงยหน้าขึ้นสบตากับจักรพรรดิเทพผู้ยิ่งใหญ่บนท้องฟ้า แววตาของเขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งเพลิงแค้นที่แผดเผาทุกสิ่ง "เทียนหยาง..." หลี่เฟยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมากนัก แต่กลับก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น "เจ้าคิดว่าค่ายกลของข้ามีไว้เพื่อ 'ป้องกัน' งั้นหรือ? เจ้าคิดผิดมหันต์แล้ว..." หลี่เฟยยกกระบี่ในมือขึ้นชี้ตรงไปยังร่างของจักรพรรดิเทพ "ค่ายกลนี้... มีไว้เพื่อขังพวกเจ้าให้อยู่ในสุสานที่ข้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาต่างหาก!" สิ้นเสียงประกาศกร้าว หลี่เฟยก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้าแลบ ร่างของเขาเปลี่ยนเป็นลำแสงสีทองพุ่งตรงเข้าใส่ราชรถมังกรของเทียนหยางโดยไม่รอช้า และในวินาทีที่กระบี่เหล็กดำในมือของหลี่เฟยปะทะเข้ากับหอกเพลิงสุริยัน แรงระเบิดมหาศาลก็ฉีกกระชากท้องนภากลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ กลืนกินกองทัพสวรรค์หายลับไปในพริบตาเดียว... ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสมาธิในการอ่านร่วมกับผมมาถึงบทนี้นะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%