“หากพวกมันคิดว่าค่ายกลคุ้มภัยเก้าชั้นฟ้าของข้าเป็นเพียงกระดาษสาที่รอให้ลมพายุพัดผ่าน... พวกมันก็คงประเมินความแค้นของตระกูลหลี่ต่ำเกินไปแล้วขอรับ”
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยประกายความเย็นยะเยือกดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิดภายในห้องโถงลับ หลี่เฟยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนผังค่ายกลอักขระโบราณ แสงเรืองรองสีครามจากหมึกปราณมังกรสะท้อนกระทบกับดวงตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยห้วงความคิดอันซับซ้อน เขากำลังตวัดพู่กันสลักอักขระตัวสุดท้ายลงบนแผ่นศิลาหยกสวรรค์อย่างประณีต ทุกการเคลื่อนไหวของข้อมือไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ราวกับยอดฝีมือหมากรุกที่กำลังวางหมากตัวสุดท้ายเพื่อปิดเกมกระดานสำคัญ
ด้านข้างของเขา เหมยซูยืนกุมมือเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว แม้ใบหน้าของนางจะยังคงรักษาความสง่างามเยือกเย็นสมกับเป็นธิดาเจ้าสำนักเร้นลับ แต่เม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นตามไรผมก็ฟ้องชัดถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่ในบรรยากาศ
“หลี่เฟย… กองทัพสวรรค์นำโดยแม่ทัพหลิงเซียวเคลื่อนพลเข้ามาถึงเขตแดนชั้นนอกแล้ว” เสียงของเหมยซูทุ้มต่ำและเจือด้วยความกังวล “พวกมันไม่ได้มากันแค่กองกำลังทหารนับหมื่น แต่ข้ารับรู้ได้ถึงแรงกดดันจาก ‘ค่ายกลสะบั้นดารา’ ที่จักรพรรดิเทพเทียนหยางมอบให้พวกมันมาด้วย แรงกดดันระดับนั้น… เกรงว่าค่ายกลป้องกันของเราจะต้านทานได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป”
หลี่เฟยหยุดพู่กันในมือลงชั่วขณะ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจิตให้สงบก่อนจะหันกลับมาสบตากับนาง ดวงตาคู่นั้นทอประกายความมั่นใจที่นิ่งสงบดั่งมหาสมุทรลึก ซึ่งช่วยบรรเทาความกระวนกระวายในใจของเหมยซูลงได้ในทันที
“หนึ่งก้านธูปหรือครับ เหมยซู” หลี่เฟยแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความเจ้าเล่ห์ที่นางคุ้นเคยดี “สำหรับคนโง่เขลาที่ใช้กำลังเข้าหักหาญ ย่อมต้องการเวลาชั่วพริบตาเดียวในการทำลายล้าง แต่สำหรับผู้ที่ใช้สมองจัดวาง… เวลาเพียงหนึ่งก้านธูปนั้นยาวนานพอที่จะเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นธุลีได้เลยทีเดียว”
ทันใดนั้น เสียงคำรามดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อนก็สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งหุบเขา แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนผนังหินของห้องโถงลับสั่นระรัว ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดาน ด้านนอกเขตแดน เสียงระฆังสงครามของกองทัพสวรรค์ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับพลังปราณสีทองอร่ามที่แผ่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาจนรัตติกาลถูกแผดเผาให้สว่างวาบราวกับเวลากลางวัน
ณ เบื้องหน้าค่ายกลป้องกันของสำนัก กองทัพสวรรค์นับหมื่นนายสวมเกราะทองคำอร่ามตา ยืนเรียงรายเป็นระเบียบอย่างน่าเกรงขาม บนรถศึกวิหคเพลิงเบื้องหน้าสุดคือแม่ทัพหลิงเซียว ผู้มีร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักทว่าเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ดวงตาของเขากวาดมองม่านพลังสีครามโปร่งแสงที่ปกคลุมหุบเขาอยู่ด้วยความดูแคลน
“ฮ่าๆๆๆ!” เสียงหัวเราะเยาะหยันของหลิงเซียวดังสะท้อนไปทั่วสารทิศ “นึกว่าไอ้สวะตระกูลหลี่ที่รอดชีวิตผู้นี้จะซ่อนตัวอยู่ในรูหนูแห่งใด ที่แท้ก็ยังเอาเศษเดนวิชาค่ายกลโบราณมาตั้งเป็นโล่กำบังอันน่าสมเพชเช่นนี้เอง! เหล่าทหารสวรรค์ จงฟังคำสั่ง! แผดเผาหุบเขานี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง อย่าให้เหลือแม้แต่ตอไม้!”
สิ้นเสียงคำรามของหลิงเซียว กองทัพสวรรค์นับหมื่นก็ประสานพลังปราณเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นกระบี่แสงขนาดยักษ์ยาวนับพันเมตร พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาฟาดฟันใส่ม่านพลังสีครามของหลี่เฟยอย่างเต็มกำลัง แรงปะทะทำให้มุ้งค่ายกลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง คลื่นกระแทกแผ่ขยายออกไปจนต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีร้อยลี้ราบเป็นหน้ากลอง
ภายในห้องโศกนาฏกรรมแห่งการป้องกัน เหมยซูแทบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อแรงสะเทือนส่งผ่านมาถึง นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด “หลี่เฟย! ม่านพลังชั้นที่สามแตกแล้ว!”
หลี่เฟยไม่แม้แต่จะชายตามองรอยร้าวบนม่านพลัง เขายังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงไปยังระเบียงหินด้านนอก มือขวายกขึ้นสะบัดเบาๆ แผ่นยันต์อักขระนับร้อยแผ่นที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดินก็ลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับฝูงผีเสื้อเรืองแสงที่บินเข้าหาเปลวเพลิง
“ให้พวกมันทำลายสามชั้นแรกไปเถอะครับ” หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทรงพลังอำนาจ “เพราะสิ่งที่ข้ารอคอย… คือช่วงเวลาที่พวกมันมั่นใจที่สุดต่างหาก”
ที่เบื้องนอก แม่ทัพหลิงเซียวเห็นม่านพลังชั้นที่สามแตกสลายลงต่อหน้าต่อตา เขาก็ยิ่งลำพองใจ ยกกระบี่ทองคำชี้ฟ้าแล้วตะโกนลั่น “บุกเข้าไป! สังหารมันให้สิ้นซาก!”
กองทัพสวรรค์ส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องด้วยความฮึกเหิม แนวหน้าของทหารเกราะทองนับพันนายพุ่งทะยานผ่านเขตแดนที่ถูกทำลายเข้ามาในหุบเขาอย่างรวดเร็วราวกับกระแสน้ำเชี่ยว โดยไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่น้อยว่า ลวดลายอักขระโบราณที่สลักอยู่บนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน ได้แปรเปลี่ยนจากสีครามใสกลายเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต และกำลังหมุนวนด้วยความเร็วน่าสะพรึงกลัว
หลี่เฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มขึ้นเป็นเส้นตรง เย็นชา ไร้ความปรานี
“เปิดค่ายกล… เพลิงโลหิตผลาญสวรรค์”
พริบตาที่คำพูดหลุดจากริมฝีปาก พื้นดินทั่วทั้งหุบเขาก็ระเบิดออกเป็นวงกว้าง เปลวเพลิงสีชาดพุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินนับหมื่นสาย ถักทอเข้าหากันเป็นกรงข่ายอัคคีที่ปิดตายทุกเส้นทางถอย เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานดังระเบิดระเบ้อขึ้นทันที ทหารสวรรค์แถวหน้าที่พุ่งเข้ามากลายเป็นทะเลเพลิงในชั่วพริบตา เกราะทองคำที่เคยภูมิใจหลอมละลายติดผิวหนัง เนื้อตัวไหม้เกรียมจนส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ
แม่ทัพหลิงเซียวที่อยู่บนรถศึกวิหคเพลิงถึงกับหน้าถอดสี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่คาดคิดเลยว่าค่ายกลที่ตนเพิ่งทำลายไป จะเป็นเพียงแค่เหยื่อล่อเพื่อดึงให้พวกเขาก้าวเข้ามาสู่หลุมพรางมรณะที่แท้จริง
“นี่มัน… กับดักอะไรกัน! ถอย! ทุกคนถอยร่นเดี๋ยวนี้!” หลิงเซียวแผดเสียงสั่งการด้วยความลนลาน
“สายไปแล้วครับท่านแม่ทัพ”
เสียงกระซิบที่แผ่วเบาราวกับลอยมาจากสายลมข้างหู ทำให้หลิงเซียวสะดุ้งเฮือกจนสุดตัว เขาหันขวับกลับไปมองด้วยความตกใจขีดสุด และภาพที่ปรากฏเบื้องสายตาก็ทำให้เลือดในกายของแม่ทัพผู้เกรียงไกรถึงกับเย็นเฉียบ
ร่างของหลี่เฟยยืนสงบนิ่งอยู่บนยอดเสาศิลาเหนือรถศึกของเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ ในมือขวาของชายหนุ่มถือพู่กันปราณที่จดจ่ออยู่ห่างจากลำคอของหลิงเซียวเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น รอบกายของหลี่เฟยไม่มีร่องรอยของฝุ่นผงแม้แต่น้อย ราวกับเขาเป็นเทพเซียนที่ยืนอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงท่ามกลางนรกโลกันตร์
หลิงเซียวตัวแข็งทื่อ เม็ดเหงื่อกาฬไหลรินอาบใบหน้า เขาพยายามจะโคจรพลังปราณเพื่อต่อสู้ แต่กลับพบว่าเส้น
ปราณทั่วร่างถูกพัน
ธนาการไว้ด้วยอักขระประหลาดจนขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
“เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่…” หลิงเซียวเค้นเสียงถามด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งทะลุขีดจำกัด
หลี่เฟยแย้มยิ้มอย่างสุภาพ นัยน์ตาลุ่มลึกมองตรงไปยังร่างของแม่ทัพสวรรค์ด้วยความเวทนาปนสมเพช ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำพูดประโยคต่อมาที่ทำให้บรรยากาศรอบกายราวกับหยุดนิ่ง
“ก่อนที่ท่านจะไปยมโลก… ข้าเพียงแต่อยากกระซิบให้ท่านได้ยินชัดๆ ว่า คนที่ส่งท่านมาในวันนี้ ยังเหลือหนี้เลือดกับตระกูลหลี่อีกกี่ร้อยชีวิต… และหนึ่งในนั้น ก็คือเงาที่กำลังยืนมองพวกเราอยู่หลังม่านเมฆบนฟ้าสวรรค์ชั้นเก้าผู้นั้นอย่างไรเล่าครับ”
หลิงเซียวเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อตระหนักได้ถึงความจริงบางอย่าง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เปล่งเสียงร้องเตือนภัย ท้องนภาก็พลันมืดครึ้มลงฉับพลัน สายฟ้าสีทองคำขาวขนาดมหึมาผ่าลงมาจากสรวงสวรรค์ ทะลวงผ่านม่านเมฆลงมาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่ พร้อมกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมมังกรทองที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติด้วยแรงกดดันที่สะท้านสะเทือนสามภพ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและรักษาสมาธิในการอ่านร่วมกับผมมาถึงบทนี้นะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 42
เปิดฉากมหาสงครามสามภพ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!