“หากเจ้าคิดว่าความภักดีคือเครื่องต่อรองราคาที่สูงส่งเกินไป ข้าก็ขอแนะนำให้เจ้าลองเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของทูตสวรรค์ที่กำลังย่างกรายมาเยือนสำนักของเจ้าในอีกไม่ช้าเสียก่อน”
หลี่เฟยกล่าวประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่ปลายนิ้วของเขาแตะเบาๆ ลงบนโต๊ะไม้ที่สลักลวดลายอักขระพันธนาการไว้เพียงครึ่งเดียว ร่างสูงโปร่งในชุดสีครามเข้มไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ‘จางเว่ย’ อดีตยอดฝีมือจากหุบเขาเงาจันทร์ที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงคนจรจัดไร้สำนักที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
จางเว่ยกัดฟันกรอด มือที่หยาบกร้านจากการจับกระบี่มาค่อนชีวิตสั่นเทาด้วยโทสะ “เจ้าเป็นใคร? เพียงคำพูดลอยๆ ของคนหนุ่มที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเจ้า จะให้ข้าละทิ้งเกียรติที่เหลือเพียงหยิบมือเพื่อไปซุกหัวนอนในค่ายกลของเจ้าน่ะหรือ?”
“เกียรติ?” หลี่เฟยแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาของเขาคมกริบดุจมีดพกที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ “เกียรติของเจ้าถูกจักรพรรดิเทพเทียนหยางเหยียบย่ำจนจมดินไปตั้งแต่วันที่เขาประกาศให้สำนักของเจ้าเป็นเพียง ‘เศษสวะ’ ที่ต้องกำจัดทิ้งแล้วมิใช่หรือ จางเว่ย... เจ้าไม่ได้กำลังปกป้องเกียรติ แต่เจ้ากำลังกอดก่ายซากศพที่เริ่มเน่าเฟะของอดีตเอาไว้ต่างหาก”
บรรยากาศในกระท่อมไม้เก่าแก่ริมหน้าผาเงียบสนิทลงฉับพลัน ลมหายใจของจางเว่ยหอบถี่ขึ้น แววตาของเขาฉายชัดถึงความลังเลและเจ็บปวด เหมยซูที่ยืนพิงเสาไม้เงียบๆ อยู่มุมห้องขยับตัวเล็กน้อย นางวางถุงบรรจุศิลาปราณชั้นเลิศลงบนโต๊ะ เสียงกระทบกันของหินสังเคราะห์ดังกังวานเรียกสติของชายชรา
“ในถุงนั่นคือทรัพยากรที่เพียงพอจะฟื้นฟูเส้นลมปราณที่ถูกทำลายของท่านได้” เหมยซูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น “ที่นี่ไม่ใช่สำนักที่ต้องการผู้ติดตาม แต่เป็นที่พักพิงของเหล่าผู้ถูกขับไล่ที่ยังมีความแค้นฝังลึกรอวันสะสาง หากท่านเลือกจะตายอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก ก็เชิญเดินออกไปได้เลย แต่หากท่านยังอยากเห็นหัวของเทียนหยางกลิ้งอยู่แทบเท้า... ค่ายกล ‘ดาราสถิตหลงทิศ’ ของหลี่เฟย คือที่เดียวในใต้หล้านี้ที่แม้แต่เงาของสวรรค์ก็มิอาจแตะต้อง”
จางเว่ยจ้องมองถุงศิลาปราณ ก่อนจะสบตาเข้ากับนัยน์ตาที่เย็นเยียบแต่ทรงพลังของหลี่เฟย ชั่วขณะนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงมิติที่ซับซ้อน อักขระนับพันปรากฏขึ้นในมโนภาพเสมือนว่าตัวเขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางค่ายกลที่ออกแบบไว้อย่างเหนือชั้น เกินกว่าสติปัญญาของคนทั่วไปจะหยั่งถึง
“เจ้า... เจ้าวางค่ายกลนี้ไว้ทั่วหุบเขานี้แล้วหรือ?” จางเว่ยถามเสียงแหบพร่า
“ทุกตารางนิ้วที่เจ้าเหยียบย่างเข้ามา คือส่วนหนึ่งของกลไกสังหาร” หลี่เฟยตอบพลางผายมือ “ข้าไม่ได้ต้องการกองทัพที่ห้าวหาญ แต่ข้าต้องการ ‘หมาก’ ที่เข้าใจในจังหวะการเคลื่อนที่ หากเจ้าพร้อมจะก้าวเข้าสู่กระดานหมากของข้า ก็จงยอมรับรอยสักอักขระนี้เสีย”
หลี่เฟยหยิบพู่กันหัวทำจากขนอสูรฟ้าขึ้นมา แต้มหมึกสีชาดที่ผสมเลือดมังกรวารีลงบนฝ่ามือของจางเว่ย ลวดลายที่ซับซ้อนดุจใยแมงมุมเลื้อยผ่านผิวหนังชายชราอย่างรวดเร็ว จางเว่ยรู้สึกถึงกระแสปราณที่เหือดหายไปนานกลับมาไหลเวียนอีกครั้ง ความอัดอั้นตันใจที่สั่งสมมานานถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมอย่างประหลาด
“ข้าจะรับใช้...” จางเว่ยคุกเข่าลง แววตาที่เคยหม่นแสงกลับมาลุกโชนดุจเปลวเพลิง
“ดี” หลี่เฟยลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างไม้ที่ชำรุด สายตามองออกไปเบื้องล่าง เห็นเงามืดนับสิบสายกำลังเคลื่อนที่ผ่านพุ่มไม้ด้วยความรวดเร็วผิกปกติ “แขกที่ไม่ได้รับเชิญมาถึงเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก”
เหมยซูชักกระบี่สั้นออกมาจากข้างเอว ท่วงท่าของนางสง่างามและเปี่ยมด้วยพิษสง “กองสืบข่าวจากสวรรค์ชั้นที่สาม?”
“ไม่ใช่” หลี่เฟยส่ายหน้า แววตาที่เคยเรียบเฉยเริ่มฉายแววครุ่นคิด “พวกนั้นคือ ‘หน่วยเงาสังหาร’ ที่ขึ้นตรงต่อรัชทายาทเทพเทียนหยาง ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวของพวกเราจะเตะตาต้องใจใครบางคนเข้าแล้ว”
ในขณะที่ทั้งสามกำลังเตรียมรับมือ เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นจากทิศเหนือ ค่ายกลป้องกันชั้นนอกที่หลี่เฟยเพิ่งวางไว้ถูกทำลายลงอย่างง่ายดายด้วยอาคมพลังมหาศาล ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่เฟยต้องขมวดคิ้วแน่นไม่ใช่จำนวนของศัตรู แต่เป็นไอสังหารที่คุ้นเคยซึ่งแผ่พุ่งออกมาจากเงามืดของพุ่มไม้
บุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด ร่างกายของเขาปกคลุมด้วยชุดเกราะสีทองดำที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ใบหน้าของเขาถูกปิดทับด้วยหน้ากากไม้แกะสลักรูปอสูรไร้ตา เขาไม่ได้ถืออาวุธใดๆ นอกจากกล่องอักขระโบราณที่สั่นไหวอยู่ในมือ
“หลี่เฟย...” เสียงของชายปริศนาดังขึ้น ก้องกังวานด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวบิดเบี้ยว “ข้าเฝ้าตามหาผู้ที่ใช้ ‘อักขระพลิกสวรรค์’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบมานานแสนนาน ในที่สุดวันนี้ข้าก็ได้พบกับทายาทคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่”
ชายผู้นั้นขยับหน้ากากออกช้าๆ เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่พาดยาวผ่านดวงตาซ้าย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับตราประทับตระกูลหลี่ที่ถูกเผาทำลายไปเมื่อสิบปีก่อน
“เจ้าจะเรียกข้าว่าศัตรู หรือจะเรียกข้าว่า ‘พี่ชายผู้ที่เจ้าคิดว่าตายไปแล้ว’ ดีล่ะ น้องข้า?”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปราชญ์อักขระผู้ไร้พ่ายในตอนนี้ด้วยกันนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 20
พันธมิตรจากความมืด
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!