“จงจำไว้... หลี่เฟย ความผิดพลาดของเจ้าไม่ใช่การที่ค่ายกลพังทลาย แต่คือการที่เจ้าคาดหวังว่าศัตรูจะเดินตามหมากที่เจ้าวางไว้เพียงอย่างเดียว”
เสียงของเหมยซูราบเรียบ หากแต่มันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของชายหนุ่มที่กำลังยืนนิ่งท่ามกลางเศษซากของค่ายกล ‘ดาราผันแปร’ ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยภาคภูมิใจ เบื้องหน้าของหลี่เฟยคือหุบเขาที่บัดนี้กลายเป็นหลุมลึกจากการระเบิดของพลังปราณที่ตีกลับ ควันสีหม่นยังคงลอยอ้อยอิ่งราวกับวิญญาณของผู้พ่ายแพ้
หลี่เฟยไม่ตอบทันที เขาก้มลงหยิบหินศิลาจารึกที่แตกละเอียดขึ้นมาหนึ่งชิ้น ปลายนิ้วสัมผัสรอยร้าวบนอักขระสีทองที่มัวหมอง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาไม่ได้ฉายแววโศกเศร้าหรือหดหู่ แต่มันกำลังวิเคราะห์—ทุกจังหวะที่พลาดไป ทุกรอยเชื่อมของค่ายกลที่ถูกกระชากออกอย่างไม่ปรานีโดยพลังของจักรพรรดิเทพเทียนหยาง
“ข้าประเมินความเร็วของมันต่ำไป” หลี่เฟยเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและหนักแน่น “ข้าพยายามสร้างค่ายกลที่สมบูรณ์แบบเพื่อปิดตายมัน แต่กลับลืมไปว่าในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์แบบได้หากขาดความยืดหยุ่น”
เหมยซูก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรทิพย์จากตัวนางช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในอากาศ “ความสมบูรณ์แบบคือกับดักที่เจ้าวางไว้ให้ตัวเองนะหลี่เฟย เจ้าเก่งกาจในการคำนวณตำแหน่งดวงดาว แต่เจ้าลืมคำนวณ ‘สันดาน’ ของผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของสวรรค์ เทียนหยางไม่ใช้เหตุผล มันใช้สัญชาตญาณของการทำลายล้าง”
หลี่เฟยขว้างหินในมือทิ้ง มันกระทบพื้นหินดังกังวาน เขามองดูแผนภาพค่ายกลที่จารึกไว้ในความทรงจำ ก่อนจะปิดเปลือกตาลง ความเงียบเข้าปกคลุมรอบกาย นานหลายชั่วยามที่เขาไม่ขยับเขยื้อน ราวกับรูปสลักหินที่ไร้จิตวิญญาณ ทว่าในห้วงความคิด ความเร็วของกระบวนท่าศัตรูกำลังถูกฉายซ้ำราวกับภาพนิ่งที่ค่อยๆ เรียงร้อยเข้าหากัน
*ผิด... ตรงนี้พลังไหลเวียนช้าไปหนึ่งก้าว*
*จุดนี้ยันต์อักขระรับภาระหนักเกินไป หากลดทอนจุดเชื่อมต่อแต่เพิ่มความเร็วในการสลับตำแหน่งล่ะ?*
เขาลืมตาขึ้น ดวงตาสีถ่านคู่นั้นดูราวกับมีอักขระดวงดาวหมุนวนอยู่ภายใน “เหมยซู ส่งหมึกโลหิตมังกรกับหยกพันปีมาให้ข้า ข้าจะเริ่มใหม่”
“นี่คือครั้งที่สามในรอบสี่สิบแปดชั่วยามนะ” เหมยซูถอนหายใจ แต่ก็หยิบกล่องเก็บสมบัติล้ำค่าส่งให้ด้วยความเต็มใจ “หากครั้งนี้พังอีก ข้าเกรงว่าเราคงไม่มีทรัพยากรเหลือพอจะสร้างใหม่ก่อนที่พวกมันจะตามมาถึงหุบเขานี้”
หลี่เฟยไม่ตอบ เขาเริ่มตวัดพู่กันลงบนผืนแผ่นดินด้วยท่าทีที่ต่างไปจากเดิม เขาไม่ได้พยายามวาดลวดลายที่ซับซ้อนงดงามอีกต่อไป แต่กลับเขียนอักขระที่ดูบิดเบี้ยว รุนแรง และเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัว ทุกจังหวะที่พู่กันแตะลงบนพื้นหิน มันไม่ได้เป็นเพียงการวาด แต่คือการ ‘ขุด’ เอาพลังของแผ่นดินขึ้นมาผนวกกับอักขระ
เขากำลังสร้าง ‘ค่ายกลลวงตาพิฆาต’ ที่ไม่ได้เน้นความสวยงาม แต่เน้นการ ‘กลืนกิน’
ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าผ่านไป หยาดเหงื่อซึมตามไรผมของหลี่เฟย เขาไม่มีเวลาเช็ด มันไหลผ่านคิ้วเข้าสู่ดวงตา แต่นั่นไม่ได้ทำให้สมาธิของเขาไขว้เขวแม้แต่น้อย เขากำลังเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง—ความพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเครื่องมือคัดกรองสิ่งที่ไร้ประโยชน์ออกไปจากตำราอักขระของเขา
ขณะที่เขากำลังจรดอักขระตัวสุดท้าย พลันไอสังหารที่คุ้นเคยก็แผ่ซ่านเข้ามาในหุบเขา มันเป็นไอเย็นเยือกที่มาพร้อมกับแรงกดดันดั่งภูเขาถล่มทับลงมาบนบ่า ต้นไม้รอบๆ หุบเขาพากันล้มระเนระนาด เสียงหัวเราะที่ฟังดูแหลมสูงและเย็นชาก้องสะท้อนมาจากทุกทิศทาง
“เจ้าคิดว่าจะซ่อนตัวอยู่ในรูหนูนี้ได้นานแค่ไหนกัน หลี่เฟย?”
เหมยซูหน้าซีดเผือด นางชักกระบี่หยกออกมาเตรียมพร้อม แต่หลี่เฟยกลับเพียงแค่ยกมือขึ้นห้ามด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขายังคงตวัดพู่กันต่อไปอย่างใจเย็น ราวกับแขกผู้มาเยือนนั้นเป็นเพียงสุนัขข้างถนนที่เห่าหอนไร้ราคา
“ความล้มเหลวที่ผ่านมา สอนให้ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นพวกหลงใหลในชัยชนะที่ง่ายดายเกินไป เทียนหยาง” หลี่เฟยกล่าวเบาๆ ขณะที่อักขระตัวสุดท้ายเปล่งแสงสีแดงฉานดั่งโลหิต “วันนี้ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าปราชญ์อักขระที่แท้จริงนั้น เขาไม่ได้เอาชนะด้วยพลัง แต่เขาเอาชนะด้วยการทำให้ศัตรูไม่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าไปในปากอสูร”
ทันใดนั้น แสงจากค่ายกลก็ดับวูบลง หุบเขาทั้งหุบเขากลับสู่ความมืดสนิทราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น เสียงหัวเราะของจักรพรรดิเทพเทียนหยางหยุดชะงักลงกลางคัน ตามมาด้วยความเงียบที่น่าขนลุก
เงาร่างสีทองที่ดูสง่างามราวกับเทพเจ้าปรากฏกายขึ้นท่ามกลางความมืด เขาคือเทียนหยาง ผู้ที่หลี่เฟยเฝ้าฝันจะกระชากหน้ากากให้หลุดออกไปนับสิบปี เทียนหยางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความเย่อหยิ่ง ก่อนจะหยุดลงที่หลี่เฟยซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหินอย่างสงบ
“จบสิ้นแล้วเจ้าขยะตระกูลหลี่” เทียนหยางง้างมือขึ้น พลังปราณสายฟ้าสีม่วงรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือ เตรียมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกสลาย
ทว่าในจังหวะที่พลังนั้นจะพุ่งเข้าใส่ หลี่เฟยกลับแย้มยิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเทียนหยางกระตุกวูบ
“เจ้าแน่ใจหรือว่าที่เจ้าเหยียบอยู่นั่น คือพื้นดินจริงๆ?” หลี่เฟยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ในมือนั้นเขากำลังถือแผ่นยันต์สีดำทมิฬไว้แน่น... และเพียงแค่เขากดฝ่ามือลงบนพื้นดิน ทุกอย่างรอบกายของจักรพรรดิเทพก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
พื้นดินที่เคยแข็งแกร่งกลายเป็นห้วงมหาสมุทรแห่งอักขระที่กำลังหมุนวนดั่งพายุทอร์นาโดดึงร่างของเทียนหยางลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามด้วยความตื่นตระหนกดังสนั่นหวั่นไหว แต่สิ่งที่ทำให้อาณาจักรของเทียนหยางต้องสั่นสะเทือนยิ่งกว่า คือการที่อักขระเหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่โจมตี แต่มันกำลัง ‘สูบ’ พลังบำเพ็ญเพียรนับพันปีของเขาออกไปทีละน้อยๆ ผ่านทางฝ่าเท้าที่จมลงไปในดิน
นี่คือครั้งแรกที่ยอดบุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดสัมผัสได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาจริงๆ!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปราชญ์อักขระผู้ไร้พ่ายในตอนนี้ด้วยกันนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 19
ความล้มเหลวคือครู
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!