เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 15

นักเชิดหุ่นลึกลับ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
กาน้ำชาเนื้อหยกขาวบนโต๊ะศิลาส่งไอระเหยจางๆ กลิ่นหอมของชาบุปผาเหมันต์ลอยอวลอยู่กลางห้องโถงลับ ทว่าความสงบเงียบนี้กลับถูกฉีกกระชากด้วยแรงกดดันอันเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากความมืดมิดนอกหน้าต่าง หลี่เฟยมิได้ขยับตัว เขายังคงรินชาลงในจอกด้วยกิริยาเชื่องช้าและมั่นคง สายตาสีดำสนิททอดมองผิวน้ำชาที่กระเพื่อมไหวเล็กน้อยจากการสั่นสะเทือนภายนอก ปลายนี้้วเรียวยาววางลงบนขอบจอกอย่างแผ่วเบา ขณะที่ริมฝีปากหยักยิ้มบางเบาอย่างรู้เท่าทัน “ซ่อนตัวอยู่บนหลังคามาครึ่งชั่วยามแล้ว ท่านไม่เหนื่อยบ้างหรือครับ อาคันตุกะผู้ไร้เงา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความตื่นตระหนก ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งทะลวงผ่านหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาอย่างไร้เสียง ลมปราณอันคมก్రిดดุจใบมีดกวาดเอาข้าวของในห้องกระจัดกระจาย แต่เป้าหมายที่แท้จริงหาใช่สิ่งของไม่ หากแต่เป็นจุดตายกลางแผ่นหลังของหลี่เฟย! *ฉับ!* ประกายแสงสีเงินวาบผ่านความมืด มันคือเส้นใยปราณบริสุทธิ์ที่มองแทบไม่เห็นด้วยตาเปล่า ยืดหยุ่นแต่ทว่าเฉียบคมราวกับคมดาบเทพ มันพุ่งตรงมาหมายจะรัดลำคอของหลี่เฟยให้ขาดสะบั้นในคราเดียว ทว่า หลี่เฟยกลับหายไปจากเก้าอี้ศิลาในเสี้ยวพริบตา เงาดำที่พุ่งเข้ามาหยุดชะงักกะทันหัน ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกกปิดด้วยหน้ากากไม้แกะสลักรูปอสูรไร้ปาก ดวงตาใต้หน้ากากหรี่แคบลงเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เส้นใยปราณนับร้อยเส้นที่ควรจะตัดร่างเป้าหมายเป็นชิ้นๆ กลับตึงเปรี๊ยะราวกับถูกพันธนาการไว้ด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น "ค่ายกล?" เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายถูกเสียดสีลอดออกมาจากหน้ากากอสูร “ถูกต้องครับ ค่ายกลดักดานพันธนาการดารา” หลี่เฟยปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่มุมห้อง มือข้างหนึ่งไขว้หลัง อีกมือถือจอกชาไว้มั่นราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วชุดโปรด “ท่านเชิดหุ่นมาไกลถึงเพียงนี้ เพื่อจะมาทักทายข้าด้วยวิธีที่ไร้ชั้นเชิงเช่นนี้เชียวหรือครับ” นักเชิดหุ่นลึกลับไม่เอ่ยวาจา มันสะบัดนิ้วมือทั้งสิบอย่างรวดเร็ว เส้นใยปราณสีดำนับไม่ถ้วนพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วราวกับหยาดฝน ทันใดนั้น เงาร่างนับสิบก็ก้าวออกมาจากมุมมืดของห้อง พวกมันคือ ‘หุ่นเชิดมนุษย์’ ที่ถูกสร้างขึ้นจากศพของยอดฝีมือ ดวงตาทั้งคู่ว่างเปล่าไร้วิญญาณ แต่พลังปราณที่แผ่ออกมากลับอยู่ในระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสูงสุด! “ฆ่า” คำสั่งเดียวถูกส่งผ่านเส้นใยปราณ หุ่นเชิดทั้งสิบพุ่งเข้าใส่หลี่เฟยด้วยกระบวนยุทธที่ดุดันและไร้ความรู้สึกเจ็บปวด แรงปะทะทำให้พื้นหินศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวจากแรงกดดันอันมหาศาล หลี่เฟยถอนหายใจเบาๆ แววตาฉายประกายความเยือกเย็นล้ำลึก เขามิได้ชักกระบี่หรือตั้งรับด้วยกำลังภายใน ทว่าเขากลับสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ยันต์อักขระสีทองอร่ามส่องประกายสว่างวาบไปทั่วทั้งห้อง *พรึบ!* อักขระโบราณนับร้อยตัวลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นตาข่ายแสงโปร่งแสงที่ปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว เมื่อหุ่นเชิดพุ่งชนเข้ากับตาข่ายอักขระนั้น เส้นใยปราณที่เชื่อมต่อระหว่างพวกมันกับนักเชิดหุ่นก็ปรากฏขึ้นชัดเจนราวกับเส้นเลือดเรืองแสง “วิชาเชิดหุ่นโลหิตของสำนักมารสวรรค์... น่าเสียดายที่ท่านใช้มันผิดสถานที่ไปหน่อยนะครับ” หลี่เฟยยกนิ้วขึ้นชี้ฟ้า อักขระสีทองพลันหมุนวนด้วยความเร็วสูงเกิดเป็นเสียงกัมปนาท คมดาบอนามាមที่ซ่อนอยู่ในค่ายกลพุ่งทะยานออกตัดผ่านอากาศอย่างไร้เสียง และเป้าหมายของมันมิใช่หุ่นเชิดเหล่านั้น... แต่เป็นเส้นใยปราณทุกเส้นที่เชื่อมโยงอยู่! *ฉับ! ฉับ! ฉับ!* เสียงตัดผ่านอากาศดังขึ้นติดต่อกันราวกับเสียงดีดพิณ เส้นใยปราณสีดำที่เคยแข็งแกร่งดุจเหล็กไหลกลับขาดสะบั้นลงในพริบตา ราวกับเต้าหู้ถูกคมมีดตัดผ่าน หุ่นเชิดทั้งสิบที่ขาดการควบคุมร่วงหล่นลงมากองกับพื้น แน่นิ่งสนิทราวกับก้อนหินไร้ชีวิต นักเชิดหุ่นลึกลับสะบัดมือด้วยความตกใจ เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากมุมปากภายใต้หน้ากากอสูร แรงสะท้อนย้อนกลับจากการขาดสะบั้นของเส้นใยปราณทำให้เส้นลมปราณในร่างของมันปั่นป่วนอย่างรุนแรง “เจ้า… เป็นใครกันแน่?” เสียงนั้นสั่นเทาเล็กน้อย ความมั่นใจทั้งหมดมลายหายสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เริ่มกัดกินจิตใจ หลี่เฟยเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ ฝีเท้าของเขาหนักแน่นและมั่นคง จอกชาในมือถูกวางลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของอีกฝ่าย “ข้าเป็นเพียงผู้ที่มารอคอยการมาเยือนของท่านก็เท่านั้นเองครับ” หลี่เฟยหยุดยืนห่างจากนักเชิดหุ่นเพียงสามก้าว ดวงตาสีดำคมกริบราวกับมองทะลุผ่านหน้ากากไปถึงตัวตนที่แท้จริงเบื้องหลัง “และข้าคิดว่า... เจ้านายที่แท้จริงของท่าน คงจะไม่ได้ส่งท่านมาเพื่อตายด้วยค่ายกลระดับต่ำเช่นนี้กระมัง?” นักเชิดหุ่นสะดุ้งเฮือก มันพยายามจะดีดตัวถอยหลังหนี ทว่าขาของมันกลับถูกตรึงไว้ด้วยอักขระดินที่ผุดขึ้นมาจากพื้นศิลา ในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศภายในห้องก็พลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เปลวเพลิงสีครามสายหนึ่งลุกโชนขึ้นบนร่างของนักเชิดหุ่นลึกลับอย่างไร้สาเหตุ มันแผดเผาร่างนั้นจนสลายกลายเป็นเถ้าธุลีสีดำในพริบตา โดยไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้อง หลี่เฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาไม่ได้ตกใจกับการตายของอีกฝ่าย แต่สายตากลับมองไปยังควันสีดำที่ลอยตัวรวมกันกลางอากาศ จนกลายเป็นอักษรภาพโบราณสามตัวที่สลักไว้ด้วยเพลิงสีคราม ‘ดอกบัวเพลิงทมิฬ’ เครื่องหมายประจำตัวของมือสังหารเงาภายใต้สังกัดโดยตรงของจักรพรรดิเทพเทียนหยาง! ก่อนที่หลี่เฟยจะได้วิเคราะห์อะไรเพิ่มเติม ประตูห้องลับที่ควรจะปิดตายกลับถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้ม เหมยซูก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือของนางถือหยกสื่อสารที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดวงตาคู่สวยมองตรงมาที่เขาด้วยความตื่นตระหนก “หลี่เฟย... ไม่ใช่แค่คนเดียวแล้ว” เหมยซูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ค่ายกลป้องกันรอบหุบเขา... ถูกทำลายพร้อมกันถึงเจ็ดจุด และคนที่นำทัพมา... คือเจ็ดอัศวินโลหิตแห่งแดนสวรรค์” หลี่เฟยหันไปมองสตรีตรงหน้า รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ทว่าในแววตากลับประกายแสงวาวโรจน์ดุจดวงดาวในยามวิกาล ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปราชญ์อักขระผู้ไร้พ่ายในตอนนี้ด้วยกันนะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%