"เจ้ากำลังทำลายหัวใจของตำราด้วยความเข้าใจที่ตื้นเขินเกินไป หลี่เฟย"
เสียงของเหมยซูไม่ได้แฝงแววเยาะเย้ย หากแต่เป็นความกังวลที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสนิท นางนั่งอยู่บนกองม้วนคัมภีร์เก่าแก่ที่ขุดพบจากถ้ำมรณะ แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวราวกับจะดับลงทุกขณะที่นางขยับตัว
หลี่เฟยไม่ตอบ มือของเขาสั่นระริกอยู่กลางอากาศ นิ้วชี้ที่เรียวยาวเหมือนนิ้วของนักดนตรีผู้เชี่ยวชาญกำลังวาดผ่านความว่างเปล่าราวกับกำลังสัมผัสพื้นผิวของผ้าไหมชั้นดี ในอากาศว่างเปล่านั้น ปรากฏรอยแยกของมวลพลังงานสีครามจางๆ ที่บิดเบี้ยวตามเส้นสายที่เขาลากผ่าน ทุกครั้งที่ขยับ ความกดอากาศรอบตัวเขาก็หนักอึ้งขึ้นจนเหมยซูต้องขยับถอยห่าง
"ความเข้าใจที่ตื้นเขินหรือ?" หลี่เฟยเอ่ยเสียงเรียบ สายตายังคงจดจ้องที่จุดว่างเปล่าตรงหน้า "เหมยซู เจ้าจำวันที่ตระกูลข้าล่มสลายได้ไหม? ตอนนั้นข้าก็คิดว่าตนเองเข้าใจ 'อักขระ' อย่างถ่องแท้ผ่านพู่กันและหมึก แต่ความจริงแล้ว... สิ่งที่พวกมันทำลายตระกูลข้า ไม่ใช่อักขระที่ถูกจารึกบนกระดาษ แต่มันคือวิถีแห่งฟ้าที่พวกมันบิดเบือนขึ้นมาเอง"
เขาหยุดมือชั่วขณะ ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะที่แฝงไว้ด้วยพลังปราณที่ละเอียดอ่อน "หากข้าต้องพกกระดาษยันต์นับพันแผ่นไปสู้กับกองทัพสวรรค์ ข้าคงตายตั้งแต่นาทีแรกที่ย่างกรายขึ้นสู่เมฆา ข้าต้องทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบตัว... เป็นยันต์ของข้า"
เปรี๊ยะ!
เสียงเหมือนแก้วแตกดังขึ้นกลางอากาศ อักขระรูปร่างคล้ายอักษร 'สยบ' สีทองหมุนวนอยู่ตรงหน้าเขาเพียงครู่ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสง หลี่เฟยทรุดตัวลงคุกเข่า เหงื่อกาฬซึมตามไรผม สีหน้าของเขาซีดเผือด แต่แววตายังคงแน่วแน่
"มันไม่ใช่แค่การเขียน แต่มันคือการโน้มน้าว..." เขาพึมพำ "เจ้าไม่ได้กำลังเขียนคำสั่งลงบนวัตถุ แต่เจ้ากำลังสื่อสารกับเจตจำนงของมวลอากาศว่า ให้มันยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ที่เจ้าสร้างขึ้น"
เหมยซูเดินเข้ามาใกล้ เอื้อมมือแตะไหล่เขาเบาๆ ความเย็นจากฝ่ามือนางช่วยดึงสติเขากลับมา "แต่มนุษย์มีขีดจำกัด หลี่เฟย การใช้อากาศเป็นผืนผ้าเท่ากับว่าเจ้าต้องใช้พลังวิญญาณแทนหมึก ต่อให้เจ้าเป็นเซียนอักขระผู้เก่งกาจ แต่หากพลังวิญญาณเหือดแห้ง เจ้าก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาที่ยืนอยู่บนขอบเหว"
"นั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องเรียนรู้วิธีดูดซับพลังจากความว่างเปล่า" หลี่เฟยเงยหน้าขึ้น ดวงตาเขามีประกายบางอย่างที่ทำให้เหมยซูรู้สึกหนาวสั่น "แทนที่จะใช้พลังตนเองเพียงอย่างเดียว ข้าจะดึงเอาพลังของค่ายกลที่เทียนหยางฝังไว้ทั่วผืนพิภพนี้มาเป็นเชื้อเพลิงย้อนกลับไปทำลายมัน"
บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น กระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนผู้หนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูห้องลับ เหมยซูขยับกายบังหลี่เฟยไว้โดยสัญชาตญาณ กระบี่เล่มงามถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งทาง
ชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมสีเทาเดินเข้ามา เขาไม่ได้มีท่าทีคุกคาม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดูทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าใครที่หลี่เฟยเคยพบมา เขาวางห่อผ้าเก่าๆ ลงบนโต๊ะไม้
"ข้าไม่คิดว่าข้าจะได้เห็นศิษย์ตระกูลหลี่คนสุดท้ายกำลังพยายาม 'เขียนโลก' ด้วยมือเปล่าอีกครั้ง" ชายชรากล่าวพลางยิ้มที่มุมปาก "เจ้าอาจจะเก่งกาจที่คิดค้นวิชาโบราณนี้ขึ้นมาใหม่ได้ แต่เจ้าลืมไปอย่างหนึ่ง... สิ่งที่เจ้ากำลังเขียนอยู่นั้น มันไม่ใช่แค่อักขระ แต่เป็นมหาอาคมที่ถูกห้ามไว้ในตำราฟ้า"
หลี่เฟยลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรง แต่จิตวิญญาณของเขากลับแผ่ซ่านด้วยความกดดันที่ไม่อาจมองข้าม "ท่านเป็นใคร? และท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังทำสิ่งใดอยู่?"
ชายชราหัวเราะเสียงแหบแห้ง ก่อนจะคลี่ห่อผ้าออก สิ่งที่อยู่ข้างในทำให้หลี่เฟยถึงกับชะงักลมหายใจ มันคือ 'ปากกาไร้หมึก' ที่ทำจากกระดูกมังกรดึกดำบรรพ์ อาวุธประจำตระกูลที่สาบสูญไปพร้อมกับเหตุการณ์นองเลือดในวันนั้น
"ข้าคือผู้ดูแลสุสานอักขระที่เจ้าเคยทำลายทิ้งไปเมื่อสิบปีก่อน" ชายชราขยับเข้ามาใกล้จนแทบประชิดตัว "และสิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่ตอนนี้ มันไม่ได้ดึงดูดแค่พลังจากธรรมชาติ แต่มันกำลังดึงดูด 'สายตา' ของเทียนหยางให้หันมามองที่นี่... เพราะในวินาทีที่เจ้าทำสำเร็จ กฎแห่งสวรรค์จะถือว่าเจ้าคือผู้ทรยศที่ต้องถูกกำจัดในทันที"
ทันใดนั้น ก้อนเมฆบนท้องฟ้าภายนอกก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท สายฟ้าฟาดลงมาที่ยอดเขาอย่างรุนแรงจนทั้งห้องสั่นสะเทือน เหมยซูเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างสีทองขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือชั้นเมฆ มันคือร่างแยกของจักรพรรดิเทพเทียนหยาง ที่กำลังส่งกระแสจิตลงมาเพื่อค้นหาต้นตอของการบิดเบือนมิติ
หลี่เฟยคว้าปากกากระดูกมังกรขึ้นมา แววตาของเขากลับมาเยือกเย็นจนน่ากลัวอีกครั้ง เขาตวัดปลายปากกาขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็ว กรีดเป็นเส้นสายสีเงินสว่างวาบราวกับสายฟ้า
"ถ้าเช่นนั้น" หลี่เฟยเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "ข้าก็จะขอเขียน 'จุดจบ' ของข้าให้มันเห็นด้วยตาของมันเองว่า เทพที่อยู่สูงส่งกว่าฟ้า ก็สามารถพังทลายลงมาได้ด้วยอักขระจากมือของคนธรรมดา"
เขาไม่ได้ตวัดปากกาลงบนกระดาษ แต่เขาตวัดมันลงบน 'พื้นที่' ของมิติที่เขากำลังยืนอยู่ รอยแยกมิติกว้างขึ้นจนเห็นดวงตาของเทพเทียนหยางที่จ้องมองมาผ่านรอยร้าว ทว่าสิ่งที่อยู่ในดวงตานั้นไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความหวาดกลัวอย่างที่สุด เมื่อเขามองเห็นบางสิ่งที่หลี่เฟยเพิ่งวาดเสร็จ... สัญลักษณ์ของตระกูลหลี่ที่ถูกประกาศิตด้วยเลือดของเทพเจ้า
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปราชญ์อักขระผู้ไร้พ่ายในตอนนี้ด้วยกันนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 16
บทเรียนจากตำราฟ้า
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!