"ก้าวผิดเพียงครึ่งชุ่น... สิ่งที่จะรอเจ้าอยู่ไม่ใช่ความตายธรรมดา แต่มันคือการถูกบดขยี้จนวิญญาณไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวให้ไปเกิดใหม่"
เสียงทุ้มต่ำของชายชราเฝ้าประตูเมืองดังขึ้นเบื้องหน้า หลี่เฟยไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตูเมือง 'เทียนกง' เมืองที่ถูกขนานนามว่าพันค่ายกล ดวงตาคมกริบของเขากำลังกวาดมองพื้นหินศิลาสีดำสนิทที่ดูเรียบเนียน ทว่าในสายตาของปราชญ์อักขระอย่างเขา พื้นที่ราบเรียบนั้นกลับเต็มไปด้วยเส้นสายของพลังปราณที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
"ท่านเตือนข้าด้วยความหวังดี หรือเพื่อทดสอบความอ่อนด้อยของข้ากันแน่ครับ ท่านผู้เฝ้าด่าน?" หลี่เฟยเอ่ยถามพลางยิ้มบางๆ ที่มุมปาก มือเรียวยาวของเขาค่อยๆ ยกขึ้นวาดอักขระในอากาศเบาๆ เป็นเพียงรูปทรงเรขาคณิตเรียบง่าย แต่มันกลับทำให้กลุ่มพลังงานรอบข้างเริ่มสั่นไหวอย่างผิดปกติ
เหมยซูที่ยืนอยู่ข้างกายขยับกายเข้ามาใกล้เล็กน้อย แขนเสื้อของนางกระพือเบาๆ ในมือนางถือม้วนตำราที่บันทึกตำแหน่งกลไกของเมืองนี้ไว้ "หลี่เฟย อย่าประมาท เมืองนี้ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่มันคือ 'ค่ายกลมีชีวิต' อาวุโสท่านนี้ไม่ได้ขู่เจ้า พื้นที่สิบก้าวข้างหน้ามีกลไก 'สังหารเทพสะท้อนกลับ' หากวางตำแหน่งยันต์พลาดไปเพียงนิ้วเดียว พลังทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ตัวผู้ใช้ทันที"
หลี่เฟยไม่ตอบ แต่สายตาของเขาจับจ้องไปยัง 'จุดบอด' ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เขาหยิบยันต์สีทองสลักลายอักขระโบราณขึ้นมาสามใบ นิ้วของเขาดีดออกไปพร้อมกันด้วยจังหวะที่แม่นยำราวกับเข็มนาฬิกา ยันต์ทั้งสามพุ่งเข้าปะทะกับรอยแยกบนพื้นหินที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เกิดเป็นแสงสีครามสว่างวาบขึ้นเพียงครู่เดียว ก่อนที่พื้นหินจะเคลื่อนตัวออก ราวกับฟันเฟืองของนาฬิกาขนาดยักษ์ที่กำลังหมุนขบกัน
"ยินดีต้อนรับสู่เมืองพันค่ายกลครับ" หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ
เมื่อพวกเขาเดินผ่านประตูเมืองเข้ามา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่บ้านเรือนปกติ แต่เป็นอาคารที่ขยับเขยื้อนได้ตลอดเวลา ถนนหนทางในเมืองนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกันด้วยอิฐหิน หากแต่เชื่อมด้วย 'ระนาบพลังงาน' ที่ต้องใช้การคำนวณทิศทางเดินให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของกลไกเมือง หลี่เฟยเดินนำหน้าไปอย่างสงบนิ่ง เขาไม่ได้ใช้กำลังลมปราณมหาศาล แต่เขาใช้วิธี 'โอนอ่อนผ่อนตาม' ไปกับแรงดึงดูดของค่ายกลที่ฝังตัวอยู่ใต้ดิน
"เจ้าเห็นนั่นไหม?" เหมยซูชี้ไปยังเสาหินใจกลางเมืองที่กำลังหมุนตัวช้าๆ "นั่นคือหัวใจหลักของค่ายกลเมืองนี้ หากเราต้องการสืบข่าวเรื่องตราประทับของจักรพรรดิเทพเทียนหยาง เราจำเป็นต้องควบคุมเสานั่นให้ได้ แต่มันมีกับดักจิตวิญญาณซ้อนอยู่ถึงเก้าชั้น"
หลี่เฟยหยุดเดิน เขามองดูเสาหินนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของผู้บุกรุก แต่เป็นแววตาของนักหมากรุกที่กำลังมองกระดานที่ตัวเองเป็นผู้คุมเกม "ไม่ต้องควบคุมหรอกครับเหมยซู... เราแค่ต้องทำให้มัน 'ยอมจำนน' ต่ออักขระของเราก็พอ"
เขานั่งลงกลางลานกว้าง ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่ดูประหลาดและลึกลับ บางคนมีกายเป็นกลไก บางคนสวมหน้ากากเหล็ก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ชายหนุ่มผู้กล้าหาญหรืออาจจะโง่เขลาในสายตาพวกเขา หลี่เฟยหยิบพู่กันหยกสีดำออกมา เริ่มวาดอักขระลงบนพื้นอากาศโดยไม่เกรงกลัวต่อแรงกดดันมหาศาลที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากกลไกของเมืองที่รับรู้ได้ว่ามีผู้แปลกหน้ากำลังแทรกแซงอำนาจของมัน
ทว่า ในจังหวะที่อักขระตัวสุดท้ายกำลังจะสมบูรณ์ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็เกิดขึ้นจากพื้นดิน ใต้เท้าของหลี่เฟยไม่ได้มีเพียงค่ายกลป้องกัน แต่มี 'กรงขัง' ขนาดมหึมาที่ถูกวางไว้เพื่อดักรอผู้ที่มีความสามารถทางอักขระระดับสูงโดยเฉพาะ
"มันรู้ตัวแล้ว" หลี่เฟยพึมพำขณะที่พื้นดินเริ่มยุบตัวลงเผยให้เห็นฟันเฟืองขนาดใหญ่ที่กำลังหมุนด้วยความเร็วสูงเตรียมจะฉีกกระชากทุกอย่างที่ขวางหน้า
เหมยซูเบิกตากว้าง "หลี่เฟย! นี่มันกับดักที่ไม่ได้มีไว้แค่กันคนนอก แต่มันเป็นค่ายกลสังหารที่จักรพรรดิเทพเทียนหยางทิ้งไว้ให้ใครก็ตามที่พยายามจะถอดรหัสเมืองนี้!"
หลี่เฟยลุกขึ้นยืนด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ร่างของเขาพลิ้วไหวราวกับสายน้ำขณะที่เขาดีดร่างหลบหลีกฟันเฟืองที่พุ่งออกมาจากทุกทิศทาง ในวินาทีที่เขากำลังจะกระโดดพ้นจากเขตกับดัก เสียงกระดิ่งที่ดังก้องไปทั่วเมืองก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนน่าขนลุก ก่อนที่ร่างหนึ่งจะค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดของเสาหินใจกลางเมือง
คนผู้นั้นสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ทว่าบนใบหน้ากลับสวมหน้ากากเงินที่มีเพียงช่องมองตาที่ว่างเปล่า ทันทีที่เขาปรากฏตัว กลไกทั้งเมืองก็หยุดทำงานราวกับยอมสยบต่อผู้มาเยือนคนนี้
"เจ้าคือคนที่สามในรอบร้อยปี ที่ก้าวผ่านด่านตรวจรับมาได้ด้วยวิธีที่น่าสนใจ" เสียงของชายผู้นั้นราบเรียบและเย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ หลี่เฟยหยุดชะงัก สายตาประสานกับคนตรงหน้าอย่างไม่กังวล "ข้าไม่ต้องการชีวิตของเจ้า หากเจ้ามอบ 'คัมภีร์อักขระบรรพกาล' ที่อยู่ในอกเสื้อของเจ้ามาให้ข้าเสียดีๆ แล้วข้าจะปล่อยให้เจ้าเดินออกจากเมืองนี้ไป... ทั้งที่ยังมีลมหายใจ"
หลี่เฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้คนอ่านต้องกลั้นหายใจ เพราะเขาหยิบม้วนคัมภีร์สีทองออกมาวางบนฝ่ามือ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า...
"ท่านมาถูกที่แล้วครับ... แต่ท่านอาจจะเข้าใจผิดเรื่องตำแหน่งของข้าไปเสียหน่อย เพราะสิ่งที่ข้าถืออยู่นี้ ไม่ใช่คัมภีร์ที่ท่านต้องการ แต่เป็น 'กุญแจ' ที่จะทำลายเมืองพันค่ายกลนี้ให้พินาศไปพร้อมกับลมหายใจของท่านในอีกสามลมหายใจข้างหน้านี้ต่างหาก"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปราชญ์อักขระผู้ไร้พ่ายในตอนนี้ด้วยกันนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 14
เมืองพันค่ายกล
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!