“รอยยิ้มของท่านดู... ขาดความจริงใจไปนิดนะครับ คุณชายจ้าว”
หลี่เฟยเอ่ยเบาๆ ขณะใช้นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้หอมเบาๆ เป็นจังหวะที่มั่นคง เขามิได้เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่กับการตวัดพู่กันเขียนอักขระตัวสุดท้ายลงบนม้วนกระดาษยันต์สีชาดที่วางอยู่เบื้องหน้า
จ้าวเฟิง ผู้ถือตำแหน่งศิษย์เอกแห่งสำนักเมฆาคล้อย ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะร่าด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ศิษย์น้องหลี่นี่ช่างล้อเล่นเก่งนัก ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นนำข่าวกรองเรื่อง ‘ศิลาวิญญาณเก้าธารา’ มาบอกท่านด้วยความหวังดีแท้ๆ ใยจึงมองข้าเป็นคนแปลกหน้าเช่นนั้นเล่า”
เหมยซูที่นั่งประคองถ้วยน้ำชาอยู่ข้างกายหลี่เฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคู่คมของนางกวาดมองพยับหมอกสีจางที่โอบล้อมเรือนพักแห่งนี้อย่างเงียบเชียบ นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง บรรยากาศรอบเรือนเงียบสงัดจนเกินไป นกป่าที่ควรจะร้องขับขานกลับเงียบกริบดั่งถูกบีบด้วยปราณสังหารที่มองไม่เห็น
“คนหวังดี มักไม่ส่งผู้ติดตามระดับขอบเขตลมปราณเทวะมาซุ่มรอรอบเรือนพักเกินสิบสามคนหรอกนะครับ” หลี่เฟยกล่าวพลางวางพู่กันลง เขาหยิบยันต์แผ่นล่าสุดขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้กับจ้าวเฟิง “และการที่ท่านจงใจเลือกเวลาที่เหมยซูเพิ่งกลับจากหุบเขาหมื่นพิษมาเยือนเช่นนี้... ดูเหมือนจะมั่นใจเหลือเกินว่าพวกเรากำลังอ่อนแอที่สุด”
จ้าวเฟิงหุบยิ้มลงฉับพลัน รัศมีรอบกายเปลี่ยนจากมิตรเป็นคมดาบที่พร้อมเชือดเฉือน “ฉลาดหลักแหลมสมคำร่ำลือจริงๆ หลี่เฟย น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าคือภัยพิบัติที่สวรรค์ไม่อาจละเว้น”
เขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ผนังเรือนพักรอบด้านก็พลันแตกกระจายออกด้วยแรงกดดันมหาศาล ค่ายกลกักขังที่แอบวางไว้ถูกเปิดใช้งานทันที แสงสีทองสว่างวาบขึ้นเป็นตาข่ายคลุมร่างของทั้งสามไว้
“จักรพรรดิเทพเทียนหยางมีคำสั่ง... ใครที่ถือครองอักขระโบราณ ผู้นั้นต้องดับสูญ” จ้าวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ขณะที่นักฆ่าชุดดำจากสำนักเมฆาคล้อยปรากฏกายขึ้นบนหลังคาเรือน ทุกคนถืออาวุธวิญญาณที่สลักลวดลายปราบเซียนไว้อย่างประณีต
หลี่เฟยยังคงนั่งนิ่ง เขาไม่ได้ขยับกายไปหยิบอาวุธใดๆ เหมยซูเองก็เพียงแค่วางถ้วยน้ำชาลงอย่างแผ่วเบา มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้จ้าวเฟิงรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด
“ท่านรู้ไหมครับจ้าวเฟิง... ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของผู้ที่ได้รับคำสั่งจากสวรรค์ คือการคิดว่าข้าจะสู้อยู่ในค่ายกลที่พวกท่านสร้างขึ้น” หลี่เฟยลุกขึ้นช้าๆ นิ้วมือที่เปื้อนหมึกชาดดีดไปในอากาศหนึ่งครั้ง
*เพล้ง!*
เสียงที่ควรจะเป็นเสียงของค่ายกลที่กำลังทำงาน กลับกลายเป็นเสียงของแก้วผลึกที่แตกละเอียดจากภายใน ค่ายกลที่จ้าวเฟิงภูมิใจนักหนากลับร้าวรานและมลายหายไปราวกับควันไฟ หลี่เฟยเริ่มขยับมือเป็นวงกลมในอากาศ อักขระสีทองนับพันตัวที่เขาเขียนทิ้งไว้รอบโต๊ะตั้งแต่นั่งลง เริ่มเรืองแสงและพุ่งเข้าหาพื้นดินอย่างรวดเร็ว
“นี่คือ... ค่ายกลดาราผกผัน?” จ้าวเฟิงเบิกตากว้าง ความมั่นใจมลายสิ้น
“ไม่ใช่แค่ผกผันครับ แต่มันคือค่ายกลดึงดูดหนี้เลือด” หลี่เฟยกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดมือขวาแรงๆ อักขระทั้งหมดเปลี่ยนทิศทาง พุ่งเข้าหานักฆ่าที่ซุ่มอยู่รอบนอกแทนการโจมตีตัวเขาเอง
เสียงกรีดร้องดังระงมขึ้นทันทีเมื่อนักฆ่าเหล่านั้นถูกพลังอักขระย้อนกลับเข้าหาตัวจนร่างกระแทกเข้าหากันเองราวกับถูกแม่เหล็กมหาศาลดึงดูด จ้าวเฟิงพยายามชักกระบี่ออกมา แต่ทว่ากระบี่ของเขากลับหนักอึ้งราวกับมีภูเขาทับอยู่ เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนเองเดินเข้ามาในจุดที่หลี่เฟยวางตำแหน่งอักขระไว้โดยสมบูรณ์ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในเรือนนี้แล้ว
“เจ้าวางแผนไว้ทั้งหมด... ตั้งแต่ก่อนที่ข้าจะมาถึง?” จ้าวเฟิงกัดฟันแน่น ปราณในร่างถูกค่ายกลกดทับจนแทบสลาย
“การเจรจากับมิตรที่ไม่ใช่มิตร ต้องเตรียมการล่วงหน้าเสมอครับ” หลี่เฟยเดินก้าวข้ามกองไม้พังทลายเข้าไปใกล้จ้าวเฟิง ระยะห่างที่ลดลงทำให้เห็นแววตาที่สั่นไหวของศัตรูอย่างชัดเจน “ทีนี้... บอกข้ามา ว่าผู้ที่ส่งท่านมา ไม่ได้มีแค่จักรพรรดิเทพเทียนหยางเพียงองค์เดียวใช่ไหม?”
จ้าวเฟิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ต่อให้เจ้าชนะข้าได้วันนี้ เจ้าก็ไม่มีวันรอดพ้นจาก ‘เงา’ ที่กำลังตามล่าเจ้าอยู่ทั่วทุกหนแห่งหรอก!”
เขากำลังจะกัดเม็ดยาพิษในปากเพื่อปิดชีพตัวเอง ทว่าหลี่เฟยกลับใช้นิ้วจี้ไปที่จุดสกัดชีพกลางหน้าผากจ้าวเฟิงอย่างแม่นยำ ทำให้เม็ดยาหลุดออกจากปากทันที
ในจังหวะนั้นเอง เหมยซูที่เงียบมาตลอดก็นิ่งไป นางจ้องมองไปที่ขอบฟ้าทิศตะวันออกด้วยแววตาตื่นตระหนก “หลี่เฟย... หยุดก่อน! มีพลังปราณมหาศาลกำลังพุ่งตรงมาที่นี่ มันไม่ใช่ปราณของคนจากสำนักเมฆาคล้อย แต่มันคือ... พลังจากอาวุธเทพที่หายสาบสูญไปนานนับพันปี!”
ท้องฟ้าเบื้องบนพลันเปลี่ยนเป็นสีโลหิต เมฆาที่เคยโปร่งใสกลับถูกฉีกกระชากด้วยแรงกดดันมหาศาลที่กดลงมาจากเบื้องบนจนแผ่นดินสั่นสะเทือน เงาร่างสีดำลึกลับผู้หนึ่งยืนอยู่กลางนภากาศ จ้องมองลงมาที่เรือนพักด้วยดวงตาที่ไร้แววความเป็นมนุษย์ จ้าวเฟิงที่ถูกสกัดจุดอยู่นิ่งงันไปทันทีเมื่อเห็นบุคคลผู้มาเยือนคนนั้น
“ท่านอาจารย์...” จ้าวเฟิงครางออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการลุ้นระทึกในเส้นทางของปราชญ์อักขระผู้ไร้พ่ายไปกับผมนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 10
ศัตรูหน้าใหม่ในคราบมิตร
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!