"กลิ่นอายโลหิตของเจ็ดสิบสองผู้พิทักษ์โลกันตร์... เจือจางลงไปมากแล้วสินะครับ"
ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักของหลี่เฟยจรดลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบ อักขระสีทองหม่นเส้นสุดท้ายถูกตวัดลากด้วยเลือดสดๆ จากปลายนิ้วของเขาเอง ความเจ็บปวดจากการบาดเจ็บภายในถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยราวน้ำค้างแข็ง ภายในถ้ำลึกลับใต้หุบเขาหมื่นพิษแห่งนี้ ไม่มีเสียงอื่นใดนอกจากหยดน้ำที่กลั่นตัวจากหินย้อยและเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของเหมยซู
หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีม่วงเข้มทรุดตัวลงพิงผนังถ้ำ มือบางกำกระบี่หยกแน่นจนข้อต่อขาวซีด ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบกายด้วยความกังวลระคนชื่นชม นางเอ่ยขึ้นเสียงเบาหวิว "หลี่เฟย... ค่ายกลสับเปลี่ยนวิญญาณสวรรค์นี้ แน่ใจแล้วหรือว่าจะตบตาค่ายกลตรวจจับโลหิตของจักรพรรดิเทพเทียนหยางได้? อีกฝ่ายคุมขุมกำลังระดับบรรพจารย์ถึงสามกองพล พวกมันกำลังปิดล้อมเทือกเขานี้เข้ามาทุกขณะ"
หลี่เฟยไม่ตอบทันที เขายืนขึ้นช้าๆ ปัดฝุ่นตามอาภรณ์สีขาวที่บัดนี้ขาดวิ่น ก่อนจะหันมามองสหายร่วมเป็นร่วมตายด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "ความจริงย่อมไม่ใช่สิ่งที่พวกมันอยากเห็นครับ เหมยซู... สำหรับคนกระหายอำนาจอย่างเทียนหยาง สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่แค่ศพของข้า แต่คือเคล็ดวิชาค่ายกลอักขระบรรพกาลที่อยู่ในความทรงจำของตระกูลหลี่ต่างหาก"
เขายกมือขึ้นห้ามคำพูดที่กำลังจะหลุดจากริมฝีปากของนาง นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวสะท้อนประกายปัญญาอันล้ำลึก "หากพวกเราหนีต่อไปเรื่อยๆ ด้วยพลังปราณที่ร่อยหรอ มีแต่จะตกหลุมพรางที่พวกมันขุดไว้ การจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของสวรรค์ มีหนทางเดียวเท่านั้น... คือการทำให้พวกมันเชื่อสนิทใจว่า 'หลี่เฟย' ได้ดับสูญไปจากโลกใบนี้แล้วจริงๆ"
ว่าแล้ว หลี่เฟยก็หยิบหุ่นเชิดไม้วิญญาณหมื่นปีออกมาจากแหวนมิติ ร่างจำลองที่ถูกแกะสลักขึ้นด้วยฝีมือประณีตจนมีหน้าตาและกลิ่นอายปราณใกล้เคียงกับเขาถึงเก้าส่วนถูกวางลงใจกลางค่ายกลอักขระโลหิต เขากัดปลายนิ้วอีกครั้ง หยดโลหิตหยดสุดท้ายโปรยลงบนหน้าอกของหุ่นเชิด พร้อมกับท่องคาถาบทโบราณที่สืบทอดมาในตระกูล
*วูบ!*
แสงสีแดงฉานพุ่งวาบขึ้นเสียดฟ้า ทะลุทะลวงเพดานถ้ำหินหนาขึ้นสู่เบื้องบน ราวกับสัญญาณชีพสุดท้ายของผู้ฝึกตนที่กำลังระเบิดตัวเองตายอย่างอนาถ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้หินผาร่วงหล่นลงมาปิดปากถ้ำจนมืดสนิท กลิ่นอายวิญญาณของหลี่เฟยสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา ทิ้งไว้เพียงเศษซากเสื้อผ้าและคราบเลือดกองใหญ่บนพื้นศิลา
ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ (สิบห้านาที) เสียงแหวกอากาศดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันระดับเซียนขั้นมหาบรรพจารย์แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา ร่างในชุดเกราะทองคำอร่ามของแม่ทัพสวรรค์ "อี้หลาง" พร้อมด้วยกองกำลังนับร้อยนายพุ่งทะยานลงมายังจุดเกิดเหตุ สายตาดุดันกวาดมองซากปรักหักพังด้วยความระแวดระวัง
อี้หลางก้าวเข้าไปใกล้คราบเลือดบนพื้น สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยซึ่งเพิ่งมลายหายไป เขาหัวroเยาะออกมาเสียงดัง "ฮ่าๆๆ! คิดไม่ถึงว่าไอ้สวะตระกูลหลี่ผู้นี้ จะเลือกจบชีวิตตัวเองด้วยการระเบิดแก่นแท้พลัง เพื่อหนีความอัปยศจากการถูกไต่สวน! ช่างน่าสมเพชเสียจริง!"
รองแม่ทัพที่ติดตามมาด้านหลังก้าวเข้ามาค้อมตัว "ท่านแม่ทัพ จะให้ตรวจสอบศพให้แน่ชัดหรือไม่ขอรับ?"
"ตรวจสอบอะไรอีก!" อี้หลางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ รัศมีพลังรอบตัวบ่งบอกถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม "แก่นแท้พลังระเบิดแหลกละเอียดถึงเพียงนี้ แม้แต่เทพเซียนก็ฟื้นคืนชีพไม่ได้ เจ้าดูเศษอาภรณ์และกลิ่นอายวิญญาณที่หลงเหลือสิ นั่นคือจิตวิญญาณดวงสุดท้ายของหลี่เฟยชัดๆ... รีบเก็บกวาดหลักฐาน แล้วนำข่าวนี้ไปทูลถวายองค์จักรพรรดิเทพเทียนหยางได้แล้ว!"
สิ้นคำสั่ง กองกำลังสวรรค์ทั้งหมดก็ทยอยถอนกำลังออกไปจากหุบเขาหมื่นพิษอย่างรวดเร็ว ความเงียบงันกลับคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
ภายในห้องลับใต้พื้นศิลาที่ถูกอำพรางด้วยค่ายกลซ้อนค่ายกล หลี่เฟยและเหมยซูยืนมองภาพเหตุการณ์ภายนอกผ่านม่านกระจกอักขระ บรรยากาศผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่แววตาของหลี่เฟยยังคงความสุขุมลุ่มลึกไว้เช่นเดิม ไม่มีร่องรอยความลำพองใจแม้แต่น้อย
"เจ้าวางแผนได้แยบยลยิ่งนัก..." เหมยซูถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก นางหันมามองบุรุษข้างกายที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย "แต่เทียนหยางเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก หากเขาพบว่าในเศษซากนั้นไม่มีกระดูกวิญญาณแท้จริง เขาอาจจะ..."
"เขาไม่มีทางรู้หรอกครับ เหมยซู" หลี่เฟยเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจที่ผ่านการคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน "เพราะสิ่งที่ระเบิดไปเมื่อครู่ ไม่ใช่แค่หุ่นเชิดธรรมดา แต่เป็น 'ศิลาโลหิตบรรพกาล' ที่ข้าใช้เวลาหลอมรวมกับกลิ่นอายของตนเองมานานนับปี มันให้ผลลัพธ์ทางพลังปราณเหมือนกับตัวข้าทุกประการ แม้แต่จิตสัมผัสของเทียนหยางก็ไม่สามารถแยกแยะได้ในยามที่เขากำลังเร่งรีบต้องการชัยชนะ"
เขากวาดตามองแผนที่แผ่นหนังโบราณที่กางอยู่บนโต๊ะศิลา ก่อนจะหันไปสบตากับคู่คิดด้วยแววตาที่ลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งการเริ่มต้นใหม่ "ในเมื่อพวกมันคิดว่าข้าตายไปแล้ว จากนี้ไป... หมากตานี้จะเปลี่ยนจากฝ่ายตั้งรับเป็นฝ่ายรุกอย่างแท้จริง"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะเข้าสู่ความสงบเพื่อเตรียมการขั้นต่อไปนั้นเอง...
เสียงก้าวเท้าที่เบาราวย่างก้าวของแมวป่า ก็ดังขึ้นแว่วๆ มาจากอุโมงค์ลับด้านหลังสุดของถ้ำ ซึ่งเป็นเส้นทางที่แม้แต่หลี่เฟยก็ไม่เคยสำรวจมาก่อน!
"ใครกัน..." เหมยซูชักกระبيหยกขึ้นตั้งรับ สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องเสียงหลง
หลี่เฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย ปราณกระบี่ในมือถูกเรียกใช้อย่างเงียบเชียบ ก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะก้าวพ้นความมืดออกมา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้หัวใจของทั้งสองคนกระตุกวูบ
"ศิษย์พี่หลี่... แสร้งตายได้แนบเนียนดีนี่ครับ แต่..." บุคคลปริศนาเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงคุ้นหูอย่างประหลาด "ท่านลืมไปแล้วหรือว่า... วิชาค่ายกลสับเปลี่ยนวิญญาณสวรรค์นั้น แท้จริงแล้วใครเป็นผู้ถ่ายทอดให้บรรพบุรุษตระกูลหลี่กันแน่?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับข้าพเจ้าครับ หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 37
แผนซ้อนแผนเพื่อเอาตัวรอด
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!