"เจ้าช้าไปก้าวหนึ่งเสมอ หลี่เฟย"
สุรเสียงอันกึกก้องบดขยี้ชั้นบรรยากาศจนมวลอากาศแตกระแหงเป็นริ้วคลื่น ฝ่ามือเคลือบประกายสุริยะสีทองคำบริสุทธิ์ของจักรพรรดิเทพเทียนหยางทาบลงมา ห่างจากอกเสื้อของหลี่เฟยเพียงครึ่งคืบ รังสีฆ่าฟันแผ่ความร้อนจัดจ้านจนเส้นผมของชายหนุ่มเริ่มม้วนไหม้ แต่สิ่งที่ปรากฏในดวงตาดำขลับคู่นั้น กลับไม่ใช่ความตระหนก... มันคือความนิ่งสนิทดุจผิวน้ำใต้ธารน้ำแข็งพันปี
"ข้าอาจช้าไปก้าวหนึ่งในสายตาของฝ่าบาท" หลี่เฟยขยับริมฝีปาก น้ำเสียงราบเรียบไม่สั่นไหวแม้แต่กระผีกริ้น "แต่ในกระดานนี้... ก้าวนั้นข้าจงใจทิ้งไว้ให้พระองค์เหยียบย่ำต่างหาก"
*เปรี๊ยะ!*
แทนที่จะเป็นเสียงกระดูกหน้าอกหักสะบั้น เสียงที่ดังก้องขึ้นกลับเป็นเสียงของผลึกแก้วปริร้าว ฝ่ามือเพลิงสุริยันของจักรพรรดิเทพไม่ได้ปะทะเข้ากับเนื้อหนัง ทว่ากลับจมหายเข้าไปในวงแหวนอักขระสีครามโปร่งแสงที่หมุนวนซ้อนกันถึงเก้าชั้น มิติรอบกายพลันบิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่น อานุภาพทำลายล้างที่สามารถกวาดล้างภูผาหมื่นลูกให้ราบเป็นหน้ากลอง ถูกแรงเหวี่ยงของอักขระดึงดูดและเบี่ยงเบนทิศทาง ทะลวงลงสู่รอยแยกมิติเบื้องล่างจนแผ่นดินส่งเสียงกรีดร้องครืนครั่ง
สายตาของจักรพรรดิเทพเทียนหยางหรี่แคบลง แสงสีทองในเนตรคู่นั้นวาบโรจน์ด้วยเพลิงพิโรธ "ค่ายกลสะท้อนจักรวาล... เจ้าแอบวางมันไว้ตั้งแต่เมื่อใด!"
"ตั้งแต่ลมหายใจแรกที่พระองค์ก้าวลงมาจากบัลลังก์เก้าชั้นฟ้าพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฟยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งหลัก ปลายนิ้วเรียวยาวเปื้อนคราบหมึกสีดำอมม่วงตวัดวาดผ่านความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว เส้นสายแห่งพลังวิญญาณควบแน่นกลายเป็นพู่กันที่มองไม่เห็น อักขระโบราณนับพันตัวผุดพรายขึ้นจากเศษฝุ่นดินที่ลอยคว้าง อักขระแต่ละตัวสลักลึกเข้าสู่โครงสร้างแห่งความจริง ฉีกกระชากกฎเกณฑ์ของแรงดึงดูดและเวลาจนแหลกละเอียด
ไกลออกไปสามร้อยจ้าง เหมยซูยืนตระหง่านอยู่บนยอดเสาหินที่แตกร้าว ชายกระโปรงสีครามสะบัดพลิ้วท่ามกลางแรงสะเทือนที่แทบจะฉีกวิญญาณผู้คนเป็นชิ้นๆ สองมือของนางไม่ได้ถือศาสตราวุธ หากแต่ประคอง 'ศิลาต้นกำเนิดดารา' ขนาดเท่าผลส้มเอาไว้ นิ้วมือของนางสั่นระริกจากแรงสะท้อนกลับของพลังระดับสวรรค์ ทว่าแววตากลับแน่วแน่ดุจนกอินทรีล่าเหยื่อ
"หลี่เฟย! เสาค้ำฟ้าทิศประจิมเปิดออกแล้ว!"
นางส่งสัญญาณผ่านจิตโดยไม่ต้องเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว พร้อมกับบดขยี้ศิลาในมือจนแตกเป็นผุยผง ละอองแสงดาราสาดกระจาย ป้อนพลังงานมหาศาลเข้าสู่อาเรย์ค่ายกลที่หลี่เฟยวางซ่อนไว้ใต้ผืนพิภพแห่งนี้มานานนับเดือน
จักรพรรดิเทพเทียนหยางแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน เสียงนั้นดั่งฟ้าผ่าฟาดฟันโสตประสาท "พวกมดปลวกคิดล้มมังกร! ตระกูลหลี่ของเจ้าถูกข้ากวาดล้างจนสิ้นซากเพราะคิดว่าเศษเสี้ยวอักขระเหล่านี้จะอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของข้า! วันนี้ข้าจะแสดงให้เห็นว่า ต่อหน้าพลังอำนาจที่แท้จริง กลอุบายของปราชญ์ปัญญาชนมันก็แค่ของเล่นเด็ก!"
มงกุฎทองคำบนพระเศียรของเทียนหยางเปล่งประกายเจิดจ้าจนไม่อาจมองตรง ร่างของพระองค์ขยายใหญ่ขึ้นในมโนสำนึกดุจบิดาแห่งสวรรค์ กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างไร้ขอบเขตระเบิดออกจากร่าง บีบอัดมิติรอบข้างจนยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำขนาดย่อม ดาบสุริยันบรรพกาลปรากฏขึ้นในหัตถ์ รังสีดาบเพียงสายเดียวพาดผ่านมิติ ตัดเส้นทางถอยของหลี่เฟยจนสิ้นเชิง ช่องว่างแห่งความเป็นจริงฉีกขาด เผยให้เห็นความว่างเปล่าอันมืดมิดเบื้องหลัง
นี่คือพลังของระดับจักรพรรดิเทพ... พลังที่ไม่ได้เกิดจากการเข้าใจกฎเกณฑ์ แต่เป็นการบงการกฎเกณฑ์ด้วยกำลังกดขี่อันสมบูรณ์แบบ!
แรงกดดันมหาศาลกดทับร่างของหลี่เฟยจนข้อต่อส่งเสียงลั่น เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากและดวงตา ทว่าหัวใจของเขากลับเต้นเป็นจังหวะที่เยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
*สามก้าว... พระองค์ก้าวเข้ามาในระยะสามก้าวตามที่ข้าคำนวณไว้*
หลี่เฟยหลับตาลงเสี้ยววินาที ภาพเปลวเพลิงที่เผาผลาญบ้านเกิด เสียงกรีดร้องของคนในตระกูลหลี่เมื่อร้อยปีก่อน ไม่ได้ทำให้จิตใจของเขาขุ่นมัวด้วยความแค้น หากแต่มันแปรเปลี่ยนเป็นสมาธิอันบริสุทธิ์ดุจกระจกเงา เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงในดวงตากลับเปลี่ยนเป็นสีทองคำโบราณ—เนตรหยั่งรู้แห่งอักขระบรรพกาล!
"ฝ่าบาททรงมองเห็นพลัง แต่ทรงมองไม่เห็น 'โครงสร้าง' ของมัน" หลี่เฟยเอ่ยพลางยกมือซ้ายขึ้น กางนิ้วทั้งห้าออกช้าๆ "หากไร้ซึ่งเสาค้ำ สวรรค์ชั้นฟ้าก็เป็นเพียงหลังคาผุพังที่รอวันถล่มเท่านั้น"
*ฟึ่บ!*
ยันต์อักขระผืนผ้าไหมสีเลือดเก้าแผ่นที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังของหลี่เฟยพุ่งทะยานออกมา ลอยคว้างล้อมรอบดาบสุริยันบรรพกาลที่กำลังฟาดฟันลงมา อักขระบนผืนผ้าไหมไม่ใช่คำสาปหรือพลังโจมตี แต่มันคือ 'รอยต่อ' ของมิติ
เมื่อดาบของจักรพรรดิเทพปะทะเข้ากับวงล้อมยันต์ มวลพลังทำลายล้างไม่ได้ระเบิดออกภายนอก ทว่ากลับถูกเหนี่ยวนำให้ไหลย้อนกลับเข้าไปตามเส้นชีพจรพลังของตัวดาบเอง!
"อะไรกัน?!" เทียนหยางเบิกเนตรกว้าง กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเกร็งเป็นครั้งแรก พระองค์รู้สึกได้ว่าพลังปราณอันไร้ขีดจำกัดของตนกำลังติดหล่ม คล้ายดั่งพละกำลังของช้างสารที่จมดิ่งลงสู่โคลนดูดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
"ค่ายกลผันแปรเก้าวิหาร: กลืนฟ้าคืนสมดุล"
หลี่เฟยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มของนักเดินหมากที่เห็นจุดจบของเกมล่วงหน้า "ดาบของพระองค์รุนแรงเกินไป ยิ่งฟาดฟัน ยิ่งบั่นทอนรากฐานแห่งพลังของตนเอง"
มิติรอบทิศทางส่งเสียงหวีดหวิว รอยแยกสีดำนับร้อยสายผุดขึ้นดุจใยแมงมุม ลมพายุแห่งความว่างเปล่าดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง แม้แต่เศษซากหินก็สลายกลายเป็นละอองธุลี การปะทะกันของสองขั้วพลังอำนาจระดับสูงสุดทำให้มิติสั่นสะเทือนจนฟ้าดินส่งเสียงคร่ำครวญ ราวกับว่าโลกใบนี้กำลังจะพังทลายลงในพริบตา
เหมยซูอาศัยจังหวะนั้นทะยานร่างเข้ามาดุจนกนางแอ่นหวนลม ชายเสื้อของนางสะบัดออก ซัดเข็มเงินร้อยวิญญาณเก้าเล่มปักลงบนจุดชีพจรดินเก้าแห่งรอบตัวจักรพรรดิเทพอย่างแม่นยำ "หลี่เฟย! ข่ายอาคมตรึงวิญญาณพร้อมแล้ว!"
"ดีมาก" หลี่เฟยขานรับ สองมือประสานผนึกอินอย่างรวดเร็วจนมองเห็นเป็นภาพติดตา "สลาย!"
*ตูมมมมมมมมม!*
แสงสว่างวาบสีขาวบริสุทธิ์กลืนกินทุกสิ่งจนมืดบอด แรงระเบิดแห่งมิติพัดร่างของทั้งสามจนแทบฉีกขาด ร่างของจักรพรรดิเทพเทียนหยางโซเซถอยหลังไปสามก้าว เกราะทองคำแห่งสวรรค์ปริแตก เลือดเทพสีทองไหลรินลงมาอาบพระอุระ เสียงหายใจของพระองค์เริ่มหอบหนักหน่วง ความเย่อหยิ่งบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงระคนหวาดระแวง
"เจ้า... เจ้าบิดเบือนกฎสวรรค์ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ..." เทียนหยางตรัสลอดไรฟัน พระหัตถ์ที่กุมด้ามดาบสั่นเทาเล็กน้อย
หลี่เฟยยืนหยัดต้านทานลมพายุอยู่เบื้องหน้า แม้สภาพร่างกายจะบอบช้ำจนแทบแหลกเหลว แต่ดวงตากลับสว่างไสวดุจดวงประทีป "ข้าบอกแล้ว... ข้าไม่ได้ต้องการเอาชนะพลังของพระองค์ ข้าเพียงแค่จัดระเบียบมันใหม่ให้เข้าที่เข้าทางเท่านั้น"
ชายหนุ่มเตรียมที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อใช้อักขระสังหารปิดฉากการต่อสู้อันยาวนานนี้ ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะวาดอักขระตัวสุดท้ายลงบนความว่างเปล่า จักรพรรดิเทพเทียนหยางกลับเงยหน้าขึ้นแล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มอันเย็นเยียบและวิปริตปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจอมราชันย์
"เจ้าคิดว่าเจ้าคำนวณไว้หมดแล้วสินะ หลี่เฟย..." เทียนหยางกระซิบ สุรเสียงนั้นแผ่วเบาแต่กลับดังก้องทะลุเข้าไปในห้วงวิญญาณของหลี่เฟยโดยตรง
ทันใดนั้นเอง เลือดสีทองที่หยดลงบนพื้นดินกลับไม่ได้ซึมหายไป แต่มันกำลังไหลย้อนกลับและเปล่งแสงเป็นอักขระโบราณชนิดหนึ่ง—อักขระที่ไม่ใช่ของเผ่าพันธุ์เทพ แต่เป็น 'อักขระโลหิตวิญญาณ' ของตระกูลหลี่!
และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น... ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับหัวใจถูกฉีกขาด พลันปะทุขึ้นมาจากแผ่นหลังของหลี่เฟยเอง เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเยียบเย็นที่คุ้นเคยเป็นที่สุด ซึ่งกำลังจ่อประชิดอยู่ตรงจุดชีพจรตายเบื้องหลังเขา!
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเป็นสักขีพยานในมหาศึกสะเทือนภพครั้งนี้อย่างต่อเนื่องนะครับ หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย•ตอนที่ 47
เผชิญหน้าจักรรพรรดิเทพ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนค่ายกลสยบฟ้า: ปราชญ์อักขระไร้พ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!