รอยเปื้อนสีชาดของไวน์ราคาแพงบนพรมเปอร์เซียผืนหนาไม่น่าหงุดหงิดเท่ากับความจริงที่ว่า ปลายทางของการหลบหนีสุดชีวิตเมื่อครู่ จบลงด้วยการถูกต้อนให้จนมุมแนบแผ่นหลังเปลือยเปล่าเข้ากับผนังกระจกเย็นเฉียบของเรือนกระจกริมหน้าผา
เสียงหอบหายใจระรัวของมินตราดังแข่งกับเสียงคลื่นซัดสาดด้านล่าง ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววดื้อรั้นบัดนี้ไหวระริก ร่างระหงสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ที่ปะปนทั้งความโกรธ ความหวาดกลัว และบางสิ่งที่ร้อนรุ่มเกินกว่าจะทานทน นายหัวครามก้าวเข้าประชิด ร่างสูงใหญ่ในชุดเชิ้ตสีเข้มที่ปลดกระดุมออกสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกว้างและรอยสักเลือนราง แววตาคมกริบของเขาไม่ได้ดุดันเหี้ยมเกรียมดังเช่นทุกครั้ง ทว่ามันกลับลุ่มลึกและเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก
"เหนื่อยหรือยังครับ... แมวป่าตัวน้อย"
เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมหู ลมหายใจอุ่นจัดเป่ารดต้นคอระหงจนขนลุกชัน นายหัวครามไม่ได้ใช้กำลังรวบจับเธออย่างป่าเถื่อนเช่นเคย มือหนาเพียงแค่ยกขึ้นทาบกับกระจกใสกักตัวเธอไว้ตรงกลาง สร้างอาณาเขตอันเร่าร้อนที่ไม่มีทางหนีรอด มินตราพยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อรักษาศักดิ์ศรี แม้หัวใจในอกจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมา
"คุณปล่อยฉันไปเถอะ... เรื่องหนี้สินของพี่ภูมิ ฉันยอมชดใช้ด้วยร่างกายตามที่คุณต้องการแล้วนี่ คุณยังต้องการอะไรจากฉันอีก นายหัวคราม!"
คำพูดตัดพ้อพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือหลุดลอดริมฝีปากที่บวมเจ่อจากการถูกบดขยี้ในบทเพลงรักก่อนหน้านี้ นายหัวครามแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบกวาดมองเรือนร่างอรชรที่สะท้อนเงาในกระจก นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนประกายความดิบเถื่อนผสมผสานกับความคลั่งไคล้อย่างชัดเจน
"ร่างกายเธอมันเป็นของฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มินตรา... แต่ที่ฉันต้องการตอนนี้ ไม่ใช่แค่เรือนร่างที่ยอมจำนน"
นิ้วแกร่งเกลี่ยไล้เส้นผมที่ชื้นเหงื่อออกจากกรอบหน้าผากอย่างเบามือ สัมผัสที่อ่อนโยนจนผิดวิสัยนั้นทำให้มินตราสะดุ้งเฮือก เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หัวใจของเธอก็ต้องกระตุกวูบ
แววตาของครามเปลี่ยนไป... มันไม่ใช่สายตาสมเพชเวทนา หรือสายตาของเจ้าหนี้ผู้ถือไพ่เหนือกว่า แต่มันคือความเวิ้งว้าง รุ่มร้อน และโหยหา ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังกระหายน้ำทิพย์กลางทะเลทราย ความดุดันเยือกเย็นที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง
"มองฉันทำไม... แววตาแบบนั้นมันหมายความว่าอะไร" มินตราถามเสียงสั่น พยายามผลักอกกว้างของเขาออก แต่กล้ามเนื้อนั้นแน่นราวนำหินผา
"หมายความว่าเธอทำให้ฉันบ้า..." ครามกดเสียงต่ำจนน่ากลัว ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกชนกัน "เธอทำให้ฉันไม่อยากปล่อยให้ผู้หญิงปากดีอย่างเธอหลุดมือไปชั่วชีวิต... เข้าใจไหม?"
สิ้นคำพูดนั้น ริมฝีปากร้อนจัดก็ประกบทาบทับลงมาอย่างไร้การปรานี จูบครั้งนี้ไม่ใช่การลงทัณฑ์ แต่มันคือการประกาศิตและการโหยหา มินตราอ้าปากจะประท้วงแต่กลับเปิดทางให้เรียวลิ้นร้อนซัดสาดเข้าไปตักตวงความหวานล้ำอย่างไร้ความปรานี มือหนาเลื่อนลงมาโอบเอวคอดกิ่วแล้วรั้งเข้าหาจนแนบชิด ไม่มีช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน สัมผัสจากฝ่ามือหยาบกร้านลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเปลือยเปล่า ทำให้สะเก็ดไฟแห่งความเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง
ความโกรธขึงในตอนแรกมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยความอ่อนยวบยาบในอ้อมแขนของซาตานร้าย มินตราบดเบียดกายเข้าหาโดยไม่รู้ตัว มือเรียวบางยกขึ้นขยุ้มสาบเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นเพื่อยึดเหนี่ยว ขณะที่รสจูบยิ่งทวีความเร่าร้อนและลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจขาดห้วง
เสียงครางต่ำในลำคอของนายหัวครามดังสะท้อนความพึงพอใจ เขารวบร่างบางขึ้นอุ้มกระชับแนบอกโดยไม่ยอมผละริมฝีปากออกแม้แต่วินาทีเดียว มินตราต้องตวัดเรียวขาโอบรอบเอสอบของเขาโดยอัตโนมัติ ร่างกายของทั้งคู่แนบสนิทจนรับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกัน ความเร่าร้อนแผ่ซ่านไปทั่วเรือนกระจก ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องลงมาทาบทับเรือนร่างที่กำลังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
บนเตียงนอนนุ่มกลางห้องพักกว้าง นายหัวครามค่อยๆ วางร่างบางลงทาบทับด้วยความทะนุถนอมที่ขัดกับแววตาดุดัน ร่างหนาเคลื่อนกายเข้าหาอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นและทรงพลัง ทุกสัมผัส ทุกหยาดเหงื่อ และทุกเสียงหอบหายใจคือบทเพลงแห่งการครอบครองที่ไม่มีวันสิ้นสุด มินตราแอ่นกายรับสัมผัสอันวาบหวามนั้นด้วยความเต็มใจ ความรู้สึกต่อต้านพังทลายลงเหลือเพียงความลุ่มหลงในห้วงเสน่หาที่เขาเป็นผู้รังสรรค์ ร่างระหงสั่นสะท้านด้วยความสุขสมครั้งแล้วครั้งเล่า เสียงครางหวานหูผสานกับเสียงลมหายใจกระชั้นชิด ดำดิ่งลงไปในวังวนแห่งความผูกพันที่ถูกถักทอขึ้นอย่างเงียบงันในค่ำคืนนี้
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่พายุอารมณ์สงบลง เหลือเพียงไออุ่นจากร่างกายที่แนบชิดและเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ มินตรานอนซบอยู่บนอกแกร่ง นิ้วเรียวลากไล้อย่างเหม่อลอยอยู่บนแผงอกของชายหนุ่ม ความคิดสับสนตีกันยุ่งเหยิงในหัว เธอรู้ดีว่าเธอไม่ควรผูกพัน... ไม่ควรพ่ายแพ้ให้กับผู้ชายเถื่อนดิบคนนี้ แต่แววตาของเขาเมื่อครู่มันตราตรึงอยู่ในใจจนยากจะสลัดทิ้ง
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมห้องนอนกว้าง และมินตรากำลังจะเคลิบเคลิ้มไปกับอ้อมกอดอันอบอุ่น เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวก็ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงอย่างไม่ไว้หน้า
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"นายหัวครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" เสียงตะโกนของลูกน้องคนสนิทดังลั่นจากด้านนอก น้ำร้อนรนจนผิดปกติ "มีคนบุกรุกเข้ามาทางชายหาดด้านหลัง... มันจับตัวผู้หญิงคนหนึ่งไว้เป็นตัวประกัน และมันบอกว่า... มันต้องการพามินตรากลับไป!"
ดวงตาของนายหัวครามที่กำลังเคลิบเคลิ้มเบิกกว้างขึ้นในพริบตา แววตานุ่มนวลเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมอำมหิตในระดับที่แม้แต่มินตราเองยังต้องผวา เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างรวดเร็ว คว้ากางเกงมาสวมลวกๆ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดจนน่ากลัว
มินตราหน้าซีดเผือด หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อได้ยินคำว่า *'พามินตรากลับไป'*
ใครกัน... ใครคือคนที่บุกเข้ามาในเกาะส่วนตัวแห่งนี้? และคำว่า 'กลับไป' ของมันหมายถึงอะไรในเมื่อเธอก็อยู่ที่นี่แล้ว?
นายหัวครามก้าวเดินไปหยิบปืนพกสีดำสนิทจากลิ้นชักหัวเตียงขึ้นมาปลดเซฟเสียงดังคลิก เขาหันกลับมามองเธอลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่สั่นประสาท
"ล็อคห้องไว้... และอย่าออกไปไหนจนกว่าฉันจะกลับมา... ไม่ว่าข้างนอกจะมีเสียงอะไรก็ตาม"
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเร่าร้อนนี้ด้วยกันนะครับ
ภาคินทร์เที่ยงคืน
กับดักรักนายหัวเถื่อน•ตอนที่ 25
ความผูกพันที่ซ่อนเร้น
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักนายหัวเถื่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!