เสียงกระเบื้องเคลบเซรามิกกระทบกับถ้วยแก้วดัง "เคร้ง" สะท้อนก้องความเงียบงันภายในห้องครัวกว้าง สัญชาตญาณดิบเถื่อนของมนุษย์เรามักทำงานได้ดีที่สุดในยามที่บาดแผลเริ่มตกสะเก็ด เช่นเดียวกับมินตราในเวลานี้ ทันทีที่เรียวขาคู่นี้สามารถแบกรับน้ำหนักของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาร่างกายหนาใหญ่ของนายหัวคราม เธอก็เลือกที่จะถอยร่น กลับไปตั้งกำแพงน้ำแข็งใส่เขาทันที
"วางมันลงตรงนั้นแหละค่ะ... ไม่สิ วางไว้บนเคาน์เตอร์นั่นแหละ ฉันจัดการเองได้"
น้ำเสียงของเธอยังคงแหบพร่าเล็กน้อยจากการนอนซมด้วยพิษไข้ติดต่อกันเกือบสามวันเต็ม ทว่าแววตาที่จ้องมองบุรุษเจ้าของอาณาเขตกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ราวกับลูกแมวป่าที่เพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บแล้วกางกรงเล็บขู่ฟู่ใส่เจ้าของที่คอยป้อนน้ำป้อนข้าว
นายหัวคราม (ครามาวิน) ชะงักมือที่กำลังถือเหยือกน้ำอุ่นไว้ครึ่งทาง ดวงตาสีเข้มคมกริบดั่งเหยี่ยวหิ้วเหยื่อหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินท่าทีของหญิงสาวที่ยืนหลังชนตู้เย็น ใบหน้าหวานซีดเซียวแต่กลับเชิดขึ้นอย่างถือดี ริมฝีปากที่เคยบวมเจ่อจากรสจูบอันดุเดือดเมื่อหลายคืนก่อน เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงราวกับต้องการประกาศิตว่าความอ่อนแอเมื่อยามป่วยไข้ได้มลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
"หายไข้ ปากคอเราะร้ายขึ้นเป็นกองเลยนะมินตรา"
เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างนึกขัน ร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองสบายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามก้าวเข้าไปประชิดทีละน้อย ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบตัวแทบจะเบาบางลง
"ฉันไม่ได้ปากคอเราะร้าย... ฉันแค่กำลังทวงสิทธิ์ความเป็นมนุษย์ของตัวเองคืนต่างหาก" มินตราถอยหลังจนสะโพกชนกับขอบเคาน์เตอร์หินอ่อน ไม่มีทางหนีให้เธอไปได้อีกแล้ว เมื่อเงาใหญ่ทาบทับลงมาจนมิดร่าง "คุณช่วยกรุณาถอยออกไปห่างๆ ด้วยค่ะ ฉันยืนยันว่าฉันดูแลตัวเองได้"
"ดูแลตัวเองได้?" ครามแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกวาดมองสำรวจเรือนร่างอรชรที่อยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งของเขา ซึ่งมันหลวมโพรงจนเผยให้เห็นไหปลาร้าเนียนและผิวขาวจัดที่ยังมีร่องรอยจางๆ ของกลีบกุหลาบที่เขาฝากฝังไว้เมื่อยามเธอไร้สติ "คนที่เพิ่งเป็นลมล้มพับคาอกฉันเมื่อคืนซืน กล้าพูดคำนี้ออกมาได้เต็มปากเชียวหรือครับ"
"นั่นมัน... เพราะฉันร่างกายอ่อนแอต่างหากเล่า!" เธอเถียงกลับเสียงแข็ง ใบหน้าหวานซับสีแดงเรื่อด้วยความอับอายและโกร่งขึง พลางใช้สองมือผลักอกแกร่งที่เข้ามาใกล้เสียจนระยะห่างแทบจะเป็นศูนย์ "ถอยไปนะนายหัวคราม! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!"
สัมผัสจากฝ่ามือเล็กๆ ที่ระลงบนแผงอกหนาไม่ได้สร้างความสะเทือนให้ร่างสูงแม้แต่น้อย กลับกัน... มันยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนที่เขาพยายามกดขี่ข่มเหงมันเอาไว้ตลอดช่วงเวลาที่เธอนอนซดพิษไข้ ครามฉวยโอกาสรวบข้อมือบางทั้งสองข้างไว้ด้วยมือข้างเดียวอย่างง่ายดาย ก่อนจะรวบเอวคอดกิ่วเข้าประชิดจนแนบสนิท ปลายจมูกโด่งคมเฉี่ยวคลอเคลียอยู่ข้างแก้มใสที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของสบู่เด็กอ่อนๆ
"ปล่อยนะ! บอกให้ปล่อยไงเล่า คนฉวยโอกาส!"
"ฉันเป็นสามี (ในนามที่เธอจำต้องยอมรับ) ของเธอ... การกอดภรรยาตัวเอง มันเรียกว่าฉวยโอกาสตรงไหนกัน หืม?" ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดซอกคอขาวระหง ทำให้มินตราสะท้านเฮือก ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง ความโกรธเกรี้ยวตีรันกับความหวั่นไหวในอกจนสับสนไปหมด
ยิ่งเธอออกแรงดิ้นรนมากเท่าไหร่ วงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น อุณหภูมิในร่างกายของทั้งคู่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับมีเปลวเพลิงแอบลอบจุดขึ้นกลางห้องครัว นายหัวครามก้มลงมองเรียวปากอิ่มที่กำลังขยับต่อว่าเขาไม่หยุดด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนา
สำนึกส่วนลึกบอกเขาว่าเธอเพิ่งหายป่วย สมควรได้รับการพักผ่อน แต่สัญชาตญาณความเป็นอัลฟ่าผู้กระหายการครอบครองกลับกรีดร้องว่าเขากำลังอยาก "ลงโทษ" คนปากเก่งนี่ให้หลาบจำ
"คิดจะกลับมาตั้งกำแพงใส่ฉันอีกรอบว่างั้นเถอะ?" เสียงกระซิบต่ำพร่าดังชิดริมฝีปากอิ่ม "คิดว่าร่างกายฟื้นแล้ว จะต่อกรกับฉันได้เหมือนเดิมสินะ มินตรา"
"ต่อให้ฉันป่วยหรือหายดี... ฉันก็ไม่มีวันยอมจำนนให้คุณอย่างเต็มใจหรอก!" มินตราเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตากลมโตฉายแววท้าทาย แม้หัวใจในอกจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอกก็ตามที
"ปากดีนัก..." ครามคำรามต่ำในลำคอ
ริมฝีปากหยักลึกทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดถกเถียงทั้งมวลอย่างไร้ความปรานี มันไม่ใช่จูบปลอบประโลมยามไข้ขึ้นอย่างที่ผ่านมา แต่มันคือจูบแห่งการประกาศสิทธิ์ จูบที่ดุดัน เร่าร้อน และเว้าวอนในเวลาเดียวกัน ลมหายใจของหญิงสาวถูกสูบหายไปในพริบตา เรียวลิ้นร้อนรุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ จนมินตราต้องส่งเสียงประท้วงอู้อี้ในลำคอ
มือใหญ่ที่เคยรวบข้อมือเธอไว้ เปลี่ยนมาสอดเข้า
รั้งท้ายทอยบังคับให้เธอเงยหน้ารับองศาการจູບที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สัมผัสสั่นสะเทือนวิ่งพล่านไปตามเส้นประสาททุกอณู ร่างกายที่เคยแข็งขืนค่อยๆ อ่อนยวบยาบลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ความโกรธเกรี้ยวที่อุตส่าห์สร้างกำแพงป้องกันไว้ พังทลายลงราบคาบราวกับปราสาททรายโดนคลื่นซัด
เมื่อเห็นว่าร่างเล็กเริ่มอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขน ครามจึงผริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้เธอได้กอบโกยอากาศหายใจเข้าปอดอย่างยากลำบาก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไหวตามแรงหอบสะท้าน ดวงตาฉ่ำน้ำมองเขาด้วยความตัดพ้อแก P เขินอาย
"จำเอาไว้... ไม่ว่าเธอจะกางกำแพงสูงแค่ไหน หรือพยายามผลักไสฉันยังไง สุดท้ายแล้ว... เธอก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือฉันอยู่ดี"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอמהชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อ แววตาดิบเถื่อนทอประกายความคลั่งไคล้อย่างชัดเจน ก่อนที่เขาจะตวัดอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกในท่าเจ้าสาว โดยไม่รอฟังเสียงโวยวายใดๆ จากเธอแม้แต่น้อย ปลายทางคือเตียงนอนกว้างในห้องนอนใหญ่ที่เขาตั้งใจจะ "ทบทวนบทเรียน" ให้เธอนึกออกเสียใหม่ว่าใครคือนายเหนือหัวของที่นี่
ทว่า... ในจังหวะที่นายหัวครามกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องครัวเพื่อพาเชลยสาวตัวแสบกลับขึ้นชั้นบน เสียงเคาะประตูหน้าบ้านไม้สักทองก็ดังขึ้นกะทันหัน... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
ตามด้วยเสียงตะโกนโวยวายคุ้นหูที่ดังทะลุเข้ามา ทำให้นายหัวครามต้องชะงักฝีเท้าลงทันที ขณะที่มินตราบิกตาโพรงด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อจำได้แม่นว่านั่นคือเสียงของใคร
"นายหัวคราม! เปิดประตูให้ผมโว้ย! บอกให้น้องสาวผมออกมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงของ *ภาคภูมิ* พี่ชายตัวดีผู้สร้างหนี้ก้อนโต ดังแทรกเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังร้อนระอุ และมันทำให้นัยน์ตาของนายหัวครามเปลี่ยนเป็นสีนิลเข้มจัดขึ้นทันทีด้วยความหงุดหงิดระคนอันตราย
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเร่าร้อนนี้ด้วยกันนะครับ
ภาคินทร์เที่ยงคืน
กับดักรักนายหัวเถื่อน•ตอนที่ 28
หายดีก็ร้ายใส่ต่อ
ผลงานโดย ภาคินทร์เที่ยงคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภาคินทร์เที่ยงคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักรักนายหัวเถื่อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!